เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ในหลวง พระราชินี ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลครบรอบ 1 ปี วันสวรรคต พระพันปีหลวง
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง พระราชินี ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลครบรอบ 1 ปี วันสวรรคต พระพันปีหลวง
ท่องเที่ยวหนุน WTCE 2026 เชื่อมธุรกิจไทย-จีน-นานาชาติ ดันท่องเที่ยว เทคโนโลยี กีฬา บันเทิงสู่โอกาสใหม่
Business ท่องเที่ยวหนุน WTCE 2026 เชื่อมธุรกิจไทย-จีน-นานาชาติ ดันท่องเที่ยว เทคโนโลยี กีฬา บันเทิงสู่โอกาสใหม่
แฟนหนังสือต่อคิวล้นรอพิธาแจกลายเซ็นต์ แนะ 3 ข้อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ
Biz Movement แฟนหนังสือต่อคิวล้นรอพิธาแจกลายเซ็นต์ แนะ 3 ข้อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ
“CX สู่ AX” BBIK ใช้ AI พลิกเกมแอปการเงิน ย้ำประสบการณ์ลูกค้าต้องเป็นวาระ CEO
Tech “CX สู่ AX” BBIK ใช้ AI พลิกเกมแอปการเงิน ย้ำประสบการณ์ลูกค้าต้องเป็นวาระ CEO
‘มังคุดนอกฤดู’ ภาคใต้เนื้อหอม พ่อค้ารุมจองเหมาสวนลุ้นราคาแตะร้อย
Economic ‘มังคุดนอกฤดู’ ภาคใต้เนื้อหอม พ่อค้ารุมจองเหมาสวนลุ้นราคาแตะร้อย
จะ Update โครงสร้างเงินเดือนวิธีไหนดี
SD Talk จะ Update โครงสร้างเงินเดือนวิธีไหนดี
คพ. แจงผลตรวจคุณภาพน้ำกรณีปลาตาย จ.ปราจีนบุรี เร่งตรวจสอบสาเหตุเพิ่มเติม
Economic คพ. แจงผลตรวจคุณภาพน้ำกรณีปลาตาย จ.ปราจีนบุรี เร่งตรวจสอบสาเหตุเพิ่มเติม
วิรไท-สมเกียรติ แห่ง TDRI กางปัจจัยเสี่ยงประเทศไทย ในโลกที่ไม่แน่นอน
Economic วิรไท-สมเกียรติ แห่ง TDRI กางปัจจัยเสี่ยงประเทศไทย ในโลกที่ไม่แน่นอน
ถอดบทเรียนมหาอุทกภัย ปรับเกณฑ์ยกธงเหลือง-ธงแดง เตือนน้ำท่วมหาดใหญ่ปี 69
เศรษฐกิจภูมิภาค ถอดบทเรียนมหาอุทกภัย ปรับเกณฑ์ยกธงเหลือง-ธงแดง เตือนน้ำท่วมหาดใหญ่ปี 69
มูดี้ส์ไม่หั่นเครดิตฝรั่งเศส โยนโจทย์ปราบเซียนคลัง สภาแขวนชี้ชะตาประเทศ
World มูดี้ส์ไม่หั่นเครดิตฝรั่งเศส โยนโจทย์ปราบเซียนคลัง สภาแขวนชี้ชะตาประเทศ
ดูทั้งหมด

ผลสำรวจฮาร์วาร์ดชี้ ผู้บริหารชาย-หญิง มองภาพวิถีการทำงาน “เหลื่อมล้ำคนละมิติ”

20 ก.ค. 2569 | 12:42น.

ผลสำรวจล่าสุดจาก Harvard Business Review เผยวิกฤตความเห็นที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงระหว่างผู้บริหารชายและหญิงในระดับ C-suite สะท้อนให้เห็นว่าแม้เวลาจะผ่านไปหลายทศวรรษ แต่วิถีการทำงานและโอกาสในตำแหน่งระดับสูงของผู้หญิงยังคงเต็มไปด้วยเกณฑ์ประเมินแบบสองมาตรฐาน และสภาวะ “Prove-it Again” ที่บีบให้ผู้หญิงต้องพิสูจน์ตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในขณะที่ฝั่งผู้บริหารชายกลับมองว่าองค์กรมีความเป็นธรรมและเป็นระบบคุณธรรมอยู่แล้ว

การสำรวจความคิดเห็นของเหล่าผู้บริหารในแวดวงธุรกิจโดย Harvard Business Review (HBR) ซึ่งจัดทำขึ้นในทุกๆ 20 ปี นับตั้งแต่ปี 1965 เป็นต้นมา ได้สะท้อนภาพการเปลี่ยนแปลงและช่องว่างทางความคิดระหว่างเพศในองค์กรไว้อย่างน่าสนใจ โดยย้อนกลับไปเมื่อปี 1965 จากการสำรวจผู้บริหารจำนวน 2,000 คน พบว่าผู้บริหารชายสัดส่วนใหญ่มีมุมมองเชิงลบต่อผู้หญิงในบทบาทการบริหารจัดการอย่างชัดเจน เนื่องจากมองว่าห้องทำงานระดับผู้บริหารไม่ใช่สถานที่ที่เหมาะสมสำหรับผู้หญิง

อย่างไรก็ดี เมื่อเวลาผ่านไป 60 ปี คณะผู้เชี่ยวชาญได้ทำการศึกษาวิจัยระลอกใหม่ โดยการสำรวจผู้บริหารระดับสูงทั้งชายและหญิงจำนวน 193 คนในสหรัฐอเมริกา แม้ผลการวิจัยจะชี้ให้เห็นว่าทัศนคติโดยรวมมีการปรับตัวดีขึ้นอย่างมากในช่วงระหว่างปี 1965 ถึง 2006 แต่ทว่านับจากปี 2006 เป็นต้นมา กลับเริ่มปรากฏ “รอยแตกร้าวและช่องว่าง” ในมุมมองของทั้งสองเพศ ทั้งในเรื่องของโอกาส มาตรฐานการทำงาน และการประเมินผลในองค์กรอย่างเห็นได้ชัด

ตัวเลขที่สะท้อน “ภาพจำต่างมิติ”

ความแตกต่างด้านมุมมองระหว่างผู้บริหารชายและหญิงเริ่มถ่างกว้างขึ้นเรื่อยๆ โดยมีประเด็นสำคัญจากการสำรวจ ดังนี้

การถูกวิพากษ์วิจารณ์ที่เข้มงวดกว่า

ในปี 2006 ทั้งชายและหญิงมีความเห็นตรงกันในสัดส่วน 35% ว่าผู้หญิงในตำแหน่งผู้บริหารมักถูกตัดสินและจับผิดอย่างเข้มงวดกว่า แต่ในปัจจุบัน ขณะที่ฝั่งผู้บริหารชายยังคงตอบในสัดส่วนเท่าเดิมคือ 35% ตัวเลขในฝั่งผู้บริหารหญิงกลับพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึง 90%

ต้อง “โดดเด่นกว่า” จึงจะประสบความสำเร็จ

ผู้บริหารหญิงมากถึง 83% เชื่อว่าพวกตนจำเป็นต้องทำผลงานให้ “โดดเด่นและเหนือกว่าปกติ” (More exceptional) จึงจะประสบความสำเร็จได้ เมื่อเทียบกับผู้บริหารชายที่มีเพียง 28% เท่านั้นที่คิดเช่นนั้น (เทียบกับปี 2006 ที่ผู้หญิงเห็นด้วย 68% และชายเห็นด้วย 32%)

ความอคติที่ต้องพิสูจน์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

นักวิจัยระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวเป็นดัชนีชี้วัดถึงอคติประเภท “Prove-it again” ที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นภาวะที่ผู้หญิงและกลุ่มคนหลากสีผิวต้องแสดงหลักฐานความรู้ความสามารถมากกว่าปกติ เพื่อให้ได้รับการยอมรับว่ามีศักยภาพเท่าเทียมกับคนอื่น

เกณฑ์การเลื่อนตำแหน่งและระบบคุณธรรม

มีผู้บริหารหญิงเพียง 37% เท่านั้นที่เชื่อว่าเกณฑ์การเลื่อนตำแหน่งมีความเท่าเทียมกันระหว่างเพศ ในขณะที่ผู้บริหารชายเชื่อเช่นนั้นถึง 70% ยิ่งไปกว่านั้น มีผู้หญิงเพียง 40% ที่มองว่าบริษัทของตนใช้ระบบคุณธรรม (Meritocracy) ในการทำงาน เทียบกับฝั่งผู้ชายที่เชื่อมั่นสูงถึง 76%

มาตรฐานสองชั้น และค่านิยมที่คิดไปเอง

งานศึกษาวิจัยยังช่วยยืนยันถึง “มาตรฐานสองชั้น” (Double Standard) ในโลกธุรกิจอย่างชัดเจน โดยพบว่าผู้ชายมักได้รับการเสนอชื่อและเลื่อนตำแหน่งขึ้นสู่ระดับบริหารโดยอิงจาก “แนวโน้มและศักยภาพในอนาคต” ในทางกลับกัน ผู้หญิงกลับต้องเสนอประวัติการทำงานและผลงานที่สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ (Pristine records) เท่านั้นจึงจะผ่านเกณฑ์คัดเลือก

เมื่อเจาะลึกถึงสาเหตุของปรากฏการณ์นี้ ฝั่งผู้บริหารชายให้เหตุผลว่า ความต้องการและความท้าทายในตำแหน่งระดับสูง อาจลดทอนความยืดหยุ่นที่พ่อแม่ลูกอ่อนต้องการ ในขณะที่ฝั่งผู้บริหารหญิงแย้งว่า กรอบความคิดและความเชื่อเช่นนี้ มักถูกนำมาตัดสินและยัดเยียดให้ผู้หญิงไว้ก่อน โดยที่ยังไม่เคยมีใครเอ่ยปากถามความสมัครใจหรือความพร้อมของพวกเธอเลยด้วยซ้ำ

แรงต้าน DEI และเพดานแก้วที่ยังก้าวไม่พ้น

แม้ทัศนคติโดยรวมของผู้คนจะพัฒนาขึ้นเมื่อเทียบกับการสำรวจครั้งแรกในปี 1965 แต่ช่องว่างทางความคิดกลับขยายกว้างขึ้นอย่างน่าตกใจ ยิ่งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สถานการณ์ความขัดแย้งและความต่างขั้วทางการเมือง ส่งผลให้เกิดการถดถอยและลดบทบาทของนโยบายด้านความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการมีส่วนร่วม (DEI) ในหลายองค์กร

สอดคล้องกับรายงาน “Women in the Workplace 2025” โดย Lean In และ McKinsey ที่พบว่า ผู้หญิงได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่ในองค์กร (Sponsorship) น้อยกว่าผู้ชาย และแม้ว่าจะมีผู้สนับสนุนแล้วก็ตาม อัตราการได้รับการเลื่อนตำแหน่งของผู้หญิงก็ยังน้อยกว่าอยู่ดี

ยิ่งไปกว่านั้น ตลอดระยะเวลา 11 ปีที่ผ่านมา ผู้หญิงยังคงมีสัดส่วนที่น้อยกว่ามาตรฐานในทุกระดับของสายงานองค์กร โดยในระดับผู้บริหารสูงสุดหรือ C-suite มีผู้หญิงครองตำแหน่งอยู่เพียง 29% เท่านั้น และผู้หญิงที่ก้าวขึ้นไปถึงจุดนั้นได้ ต่างต้องเผชิญกับอัตราภาวะหมดไฟ (Burnout) ที่สูงขึ้น พร้อมกับเส้นทางไต่เต้าสู่ยอดเขาที่ยากลำบากกว่าที่เคย

การศึกษานี้จึงกลายเป็นสัญญาณเตือนครั้งสำคัญต่อโลกธุรกิจว่า ตราบใดที่ผู้นำองค์กรในปัจจุบันยังคงมองเห็นภาพความเป็นจริงในสถานที่ทำงานแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การทลายเพดานแก้วและการสร้างความเท่าเทียมที่แท้จริงในระดับ C-suite ก็อาจเป็นได้เพียงเป้าหมายที่ยังอยู่อีกไกลโพ้น