สนค.ชี้ส่งออกครึ่งปีหลังชะลอ รับแรงเร่งซื้อก่อนภาษีสหรัฐแผ่ว แต่มั่นใจอิเล็กทรอนิกส์ยังหนุนทั้งปี
สนค.ประเมินส่งออกไทยครึ่งปีหลัง 2569 มีแนวโน้มชะลอลง หลังแรงเร่งนำเข้าสินค้าก่อนมาตรการภาษีสหรัฐฯ เริ่มหมดลง แต่เชื่อผลกระทบภาษีมาตรา 301 ที่เพิ่มเป็น 12.5% ยังจำกัด เหตุสินค้ากว่า 50% ได้รับการยกเว้น และวัฏจักรอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ยังเติบโตต่อเนื่อง
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กล่าวว่า การส่งออกไทยในช่วงครึ่งปีหลังมีแนวโน้มชะลอตัวจากครึ่งปีแรก เนื่องจากแรงเร่งนำเข้าสินค้าของผู้นำเข้าสหรัฐฯ เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากมาตรการภาษีเริ่มลดลง หลังสหรัฐฯ ประกาศใช้อัตราภาษีภายใต้มาตรา 301 กับประเทศไทยที่ 12.5% บวกภาษี MFN ทำให้ผู้นำเข้าจะเริ่มปรับแผนการสั่งซื้อให้สอดคล้องกับต้นทุนใหม่
อย่างไรก็ตาม นายนันทพงษ์มองว่า ผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษีอีก 2.5% จากเดิม 10% จะไม่รุนแรงนัก เนื่องจากสินค้าส่งออกของไทยกว่า 50% หรือราว 1,600 รายการ ที่อยู่ในบัญชี Annex ยังได้รับการยกเว้นภาษีเพิ่มเติม โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งยังเป็นสินค้าจำเป็นต่อห่วงโซ่อุปทานและการพัฒนาเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ทำให้ยังมีโอกาสรักษาการเติบโตได้
นอกจากนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่งในอาเซียน ไทยยังอยู่ในระดับการแข่งขันที่ใกล้เคียงกัน โดยไทย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ ถูกเรียกเก็บภาษีในอัตรา 12.5% ขณะที่มาเลเซียและอินโดนีเซียเสียภาษี 10% ทำให้ส่วนต่างด้านภาษีอยู่เพียง 2.5% ซึ่งอาจส่งผลต่อการแข่งขันบางสินค้า แต่ยังไม่ถึงขั้นกระทบศักยภาพการส่งออกของไทยอย่างมีนัยสำคัญ
นายนันทพงษ์กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่ยังช่วยพยุงการส่งออกไทยคือ วัฏจักรอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ที่ยังเติบโตต่อเนื่อง จากการลงทุนด้าน AI และศูนย์ข้อมูลทั่วโลก รวมถึงผู้ส่งออกส่วนใหญ่ในกลุ่มนี้เป็นบริษัทสหรัฐฯ ที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยและใช้ไทยเป็นฐานการผลิตในห่วงโซ่อุปทานโลก จึงเชื่อว่าประเด็นดังกล่าวจะไม่เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการค้าไทยกับสหรัฐฯ
สำหรับแนวโน้มทั้งปี สนค.ยังคงประเมินแบบ Conservative หรือกรณีฐาน โดยคาดว่าการส่งออกครึ่งปีหลังอาจเติบโตต่ำกว่าครึ่งปีแรก จากการที่แรงเร่งสั่งซื้อเริ่มลดลง ประกอบกับความไม่แน่นอนของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และมาตรการการค้าของสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม หากการส่งออกในเดือนกรกฎาคมและสิงหาคมยังขยายตัวในระดับเลขสองหลัก ก็มีโอกาสที่การส่งออกทั้งปีจะเติบโตใกล้กรณีดีที่สุดที่ประเมินไว้
ในส่วนของการขาดดุลการค้า นายนันทพงษ์ชี้แจงว่า การขาดดุลที่เพิ่มขึ้นในเดือนมิถุนายนเกิดจากการนำเข้าที่ขยายตัวสูงเป็นหลัก แต่มีปัจจัยพิเศษจากการนำเข้าทองคำ หลังราคาทองคำในตลาดโลกปรับลดลง ทำให้การนำเข้าทองคำเพิ่มขึ้น 191.7% และมีสัดส่วนราว 7.2% ของการนำเข้าทั้งหมด หากหักทองคำออก การขยายตัวของการนำเข้าจะลดลงจากระดับกว่า 50% ลงประมาณ 13.8 จุดเปอร์เซ็นต์ สะท้อนว่าการขาดดุลการค้าในเดือนดังกล่าวไม่ได้เกิดจากภาคการผลิตหรือการบริโภคเพียงอย่างเดียว แต่มีผลจากการเคลื่อนไหวของราคาทองคำในตลาดโลกเข้ามาประกอบด้วย