LinkedIn เอาจริง! เพิ่มปุ่มรายงาน “AI slop” ลบโพสต์กลวง คืนความสมจริงให้ฟีด
LinkedIn อัปเดตฟีเจอร์ใหม่ ให้ผู้ใช้งานกดซ่อนและรายงานโพสต์ที่น่าสงสัยว่าใช้ AI เจนเนื้อหาอย่างไร้คุณภาพหรือ “AI Slop” หวังดึงความน่าเชื่อถือและตัวตนที่แท้จริงของผู้ใช้กลับมาบนแพลตฟอร์ม เดินหน้าปรับอัลกอริทึมและยกเลิกเครื่องมือช่วยเขียนโพสต์
LinkedIn แพลตฟอร์มเครือข่ายสังคมอาชีพและสร้างคอนเนกชั่นกำลังเดินหน้าตอบโต้โพสต์ยาวเหยียดไร้คุณภาพที่สร้างด้วยปัญญาประดิษฐ์ หรือที่เรียกกันว่า “AI slop” ซึ่งผู้ใช้งานมักจะพบเห็นอยู่เป็นประจำในฟีดของตนเอง
ล่าสุด แพลตฟอร์มได้เพิ่มปุ่มฟังก์ชันใหม่ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานสามารถรายงานคอนเทนต์ในลักษณะดังกล่าวเพื่อให้ทีมงานนำไปตรวจสอบได้อย่างง่ายดาย
เมื่อผู้ใช้ LinkedIn เลื่อนฟีดและพบโพสต์ที่สงสัยว่าสร้างขึ้นด้วย AI จะสามารถกดที่เมนูจุดสามจุดบริเวณข้างโพสต์ แล้วเลือกตัวเลือก “Seems like AI slop” ซึ่งหลังจากคลิกแล้ว โพสต์นั้นจะถูกซ่อนทันที พร้อมมีข้อความปรากฏขึ้นว่า
“ขอบคุณที่แจ้งให้เราทราบ ความคิดเห็นของคุณช่วยปรับปรุงการแสดงผลในฟีดให้ดีขึ้น”
รายงานจากสื่อ 404 Media ระบุว่า Hari Srinivasan ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์ (Chief Product Officer) ของ LinkedIn ได้โพสต์อธิบายถึงความสำคัญของการต่อสู้กับเนื้อหาขยะ AI ว่า LinkedIn เป็นพื้นที่ของ “คนที่มีตัวตนจริง” ซึ่งเข้ามาแบ่งปันมุมมอง ไอเดีย และความเชี่ยวชาญที่แท้จริง
ดังนั้น ปุ่มใหม่นี้จะช่วยให้การแจ้งเตือนโพสต์ที่ดู “ไม่จริงใจ” หรือพึ่งพา “การใช้ AI อย่างหนัก” ทำได้ง่ายขึ้นกว่าที่เคย
“เรากำลังยกระดับความสามารถเพื่อให้สมาชิกสามารถแจ้งเราได้ หากพวกเขารู้สึกว่าโพสต์หรือความคิดเห็นใดดูเหมือน AI Slop”
Srinivasan กล่าว
“คำว่า Slop เป็นเรื่องยากที่จะให้นิยามชัดเจน และนิยามของมันก็เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การเปิดรับฟีดแบ็กนี้จะช่วยให้เราสามารถปรับแต่งโมเดลและทำให้ฟีดดีขึ้นได้”
นอกจากนี้ Srinivasan ยังกล่าวเสริมว่า บริษัทกำลังขยายความพยายามภายในเพื่อกวาดล้างคอนเทนต์ที่สร้างโดย AI ปรับปรุงระบบป้องกันอัตโนมัติให้ดีขึ้น และถอดตัวเลือก “Enhance your post” (ปรับแต่งโพสต์ของคุณ) ที่เคยใช้ AI ช่วยเขียน ออกจากแพลตฟอร์มอีกด้วย
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวได้รับเสียงตอบรับค่อนข้างดี โดยผู้ใช้ LinkedIn จำนวนมากได้เข้าไปคอมเมนต์แสดงความยินดีใต้โพสต์ของศรีนิวาสาน เช่นเดียวกับผู้ใช้บนแพลตฟอร์ม Reddit ที่กระทู้ยอดนิยมเกี่ยวกับเรื่องนี้มีคอมเมนต์ระดับท็อปที่ระบุว่า
“ในที่สุดก็มาเสียที จะได้ไม่มีโพสต์สร้างแรงบันดาลใจไร้สาระที่เป็นขยะ AI อีกต่อไป ทำได้ดีมาก”
อย่างไรก็ตาม ยังมีผู้ใช้บางส่วนตั้งคำถามถึงแรงจูงใจที่แท้จริงของแพลตฟอร์ม โดยมีการตั้งข้อสังเกตว่า LinkedIn อาจเพียงแค่ต้องการเก็บข้อมูลเพื่อนำไปฝึกฝน AI ของตนเองให้มีความคล้ายมนุษย์มากขึ้น โดยมีคอมเมนต์หนึ่งระบุว่า
“มองตามความเป็นจริง นี่คือวิธีเก็บข้อมูลฝึกฝนว่าผู้คนจับผิดตรงไหนได้บ้าง เพื่อนำไปเทรนโมเดลให้ตรวจจับยากขึ้นต่างหาก”
หากมองข้ามเรื่องแรงจูงใจ LinkedIn ไม่ใช่แพลตฟอร์มแรกที่ประกาศความพยายามในการรับมือกับขยะ AI เพราะเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคมที่ผ่านมา YouTube ได้ออกวิดีโอประกาศชี้แจงนโยบายเกี่ยวกับคอนเทนต์ที่สร้างด้วย AI โดยระบุถึงเนื้อหา 3 ประเภทที่ไม่เข้าข่ายได้รับเงินสนับสนุนจากแพลตฟอร์ม ได้แก่ เนื้อหาที่ทำซ้ำๆ เนื้อหาที่น่าอึดอัดหรือชวนให้สะเทือนใจ และการใช้ AI เลียนแบบหรือสร้างภาพบุคคล
นายแมตต์ ฮัลพริน (Matt Halprin) ประธานฝ่ายความน่าเชื่อถือและความปลอดภัย (Trust and Safety Chief) ของ YouTube อธิบายในวิดีโอว่า
“AI ช่วยให้ผู้คนสร้างวิดีโอได้จำนวนมากจริงๆ แต่เครื่องมือเดียวกันนี้ก็เปิดโอกาสให้สร้างวิดีโอคล้ายๆ กันออกมาได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน ซึ่งเนื้อหาเหล่านั้นมักจะเจเนอริก ไม่มีโครงเรื่อง และไม่ได้แสดงถึงความคิดสร้างสรรค์อย่างแท้จริง”
ฮัลพรินกล่าวเสริมว่า
“เทคโนโลยีเดียวกันนี้ส่งเสริมสิ่งดีๆ ได้มากมาย แต่ก็เปิดทางให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า ‘การฟาร์มคอนเทนต์’ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่ต้องการให้มีในโปรแกรมพาร์ตเนอร์ YouTube”
ขณะที่ในปีที่ผ่านมา Pinterest ได้เพิ่มระบบ “AI tuner” ซึ่งเปิดให้ผู้ใช้ปรับแต่งปริมาณเนื้อหา AI ที่ต้องการเห็นในฟีดได้อย่างสะดวก และในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน TikTok ก็ได้นำเสนอฟีเจอร์สไลเดอร์ในลักษณะเดียวกัน เพื่อให้ผู้ใช้สามารถควบคุมการมองเห็นคอนเทนต์ได้ดียิ่งขึ้น
ทั้งนี้ การปรับตัวของบรรดาแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียชั้นนำ สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการรักษาสมดุลระหว่างการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ กับการคัดกรองเนื้อหาคุณภาพเพื่อรักษาประสบการณ์การใช้งานที่ดีของผู้ใช้ ซึ่งยังคงเป็นประเด็นท้าทายที่ทุกแพลตฟอร์มต้องรับมือต่อไป