เปิดผลสำรวจ “พนักงานไทย” ใช้ AI แค่ไหน และกังวลอะไร?
ในปัจจุบัน ปฏิเสธไม่ได้ว่า ปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ (AI) เข้ามามีบทบาทสำคัญในโลกของการทำงาน และเข้ามาปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานทั่วโลก รวมถึงในภูมิภาคเอเชีย
โดยมีข้อมูลระบุว่า มีเพียง 33% ขององค์กรในเอเชียที่มองว่าการปรับปรุงประสิทธิภาพของพนักงานเป็นเป้าหมายหลักของ AI แต่การนำ AI มาใช้ ไม่ได้เพียงแค่เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานเท่านั้น ยังเป็นตัวเร่งให้องค์กรและพนักงานต้องปรับมุมมองเกี่ยวกับงาน ทักษะ และเส้นทางอาชีพใหม่ด้วยเช่นกัน
โรเบิร์ต วอลเทอร์ส ได้เผยข้อมูลเชิงลึกจากพนักงานและองค์กรกว่า 5,000 ราย (โดยประมาณ 600 รายเป็นข้อมูลจากประเทศไทย) ใน 10 ตลาดหลักของเอเชีย เกี่ยวกับมุมมองและการใช้งาน AI ผ่านคู่มือออนไลน์ “The Jobs of tomorrow: How AI is reshaping work across Asia”
ไทยใช้งาน AI สูง แต่พนักงานยังกังวลทักษะ-ความรับผิดชอบ
ข้อมูลระบุว่า ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 4 จาก 10 ตลาดในเอเชีย และอันดับที่ 3 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในแง่ของการใช้ AI ในการทำงาน โดย 94% ของพนักงานไทยใช้ AI ในการทำงาน และ 72% เชื่อว่า AI จะส่งผลเชิงบวกต่อโอกาสในสายอาชีพของตน แต่มีเพียง 57% เท่านั้นที่มั่นใจว่าทักษะการใช้งาน AI ของตนยังคงสอดคล้องและตอบโจทย์ความต้องการในปัจจุบัน
เช่นเดียวกับภาพรวมของภูมิภาค AI ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและสนับสนุนการทำงาน มากกว่าที่จะเข้ามาแทนที่การตัดสินใจของมนุษย์
เมื่อ AI กลายเป็นส่วนสำคัญของการทำงานในแต่ละวันมากขึ้นเรื่อย ๆ พนักงานไทยจึงนำ AI มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานประจำวันมากขึ้น โดย AI ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในหลายด้าน ได้แก่
- การค้นคว้าและรวบรวมข้อมูล (53%) เพื่อให้เข้าถึงข้อมูลสำคัญได้อย่างรวดเร็ว
- การสนับสนุนด้านการสื่อสาร (44%) เพื่อให้การสื่อสารราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
- การวิเคราะห์ข้อมูลพร้อมสร้างข้อมูลเชิงลึก (43%) เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจที่ดีขึ้น
แม้ AI จะได้รับการยอมรับมากขึ้นในฐานะเครื่องมือสนับสนุนที่มีคุณค่า แต่พนักงานไทยยังคงระมัดระวังต่อความท้าทายและความเสี่ยงที่มาพร้อมกับการทำงานร่วมกับระบบเหล่านี้ ความกังวลหลักเกี่ยวกับการนำ AI มาใช้ ได้แก่
- ความรับผิดชอบต่อการตัดสินใจที่อ้างอิงมาจาก AI (46%) เนื่องจากพนักงานอาจตั้งคำถามว่าใครควรรับผิดชอบเมื่อเกิดข้อผิดพลาดหรืออคติ
- ความกังวลว่าทักษะของตนจะล้าสมัย (43%) จากการเพิ่มขึ้นของระบบอัตโนมัติ
- ความกังวลเรื่องการนำข้อมูลไปใช้ในทางที่ผิดหรือการรั่วไหลของข้อมูลที่เป็นความลับ (43%) ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อข้อมูลสำคัญ
ความกังวลเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นที่ต้องมีแนวทางที่ชัดเจน กรอบจริยธรรมที่เข้มแข็ง และการพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การนำ AI มาใช้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและมีความรับผิดชอบ
เอเชียใช้ AI สูง แต่สำคัญที่ “ใช้ AI อย่างไร?”
จากข้อมูลในตลาดที่ทำการสำรวจ พบว่ามีการนำ AI มาใช้งานเป็นเรื่องปกติ โดย 58% ขององค์กรในเอเชียได้นำ AI เข้ามาใช้ในสถานที่ทำงาน และ 93% ของพนักงานระบุว่าพวกเขากำลังใช้งาน AI อย่างจริงจัง ในจำนวนนี้ 75% เชื่อว่า AI จะส่งผลดีต่อโอกาสในอาชีพของพวกเขา
อย่างไรก็ตาม การรับรู้ของพนักงานเกี่ยวกับผลกระทบของ AI แตกต่างกันไปในแต่ละตลาด ในเวียดนาม (98%) และฟิลิปปินส์ (95%) ซึ่งเป็นตลาดที่มีการใช้งาน AI สูง มีความเชื่อมั่นสูงว่า AI มีผลกระทบต่ออาชีพ ในขณะที่การพัฒนาทักษะ AI ให้ทันสมัยในทั้งสองตลาดนี้ยังคงตามหลังอยู่
ส่วนจีนแผ่นดินใหญ่เป็นตลาดที่มองโลกในแง่ดีที่สุด (88%) ขณะที่ไต้หวันมีความมั่นใจในทักษะ AI สูงสุด (73%) แต่มีความเชื่อมั่นในผลกระทบของ AI ต่ำกว่าจีนเล็กน้อย
ในทางกลับกัน ฮ่องกงและสิงคโปร์ รายงานว่า พนักงานมีความเชื่อมั่นว่า AI จะส่งผลเชิงบวกต่อโอกาสในสายอาชีพในระดับที่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับตลาดอื่น ๆ (66% และ 67% ตามลำดับ) แม้ว่าจะมีการใช้งานอย่างแพร่หลายก็ตาม
องค์กรในเอเชียระบุว่า AI สร้างความเปลี่ยนแปลงมากที่สุดในงานที่เน้นกระบวนการ ข้อมูล หรือการปฏิบัติงาน โดยสามอันดับแรก ได้แก่
- งานธุรการและสนับสนุนธุรกิจ (business support) (43%)
- งานไอทีและการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (35%)
- งานบัญชีและการเงิน (32%)
ในขณะที่พนักงานเองมักใช้ AI เพื่อสร้างสรรค์เนื้อหา (47%) วิเคราะห์ข้อมูล (40%) และค้นคว้าข้อมูล (38%)
นอกจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับตำแหน่งงานเดิมที่มีอยู่แล้ว AI ยังผลักดันให้เกิดความต้องการตำแหน่งงานใหม่ๆ ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว เช่น
- ตำแหน่งงานที่เกี่ยวข้องกับ AI ที่ต้องการทักษะและความรู้ทั้งทางเทคนิคและทางธุรกิจ (เช่น AI Product Manager)
- ตำแหน่งงานด้านข้อมูล การวิเคราะห์เชิงลึก และการเปลี่ยนผ่านองค์กร เพื่อให้ผลการวิเคราะห์นำไปสู่ผลลัพธ์ที่วัดผลได้จริง (เช่น Data Analyst)
- ตำแหน่งงานด้านการกำกับดูแล จริยธรรม และความน่าเชื่อถือ (เช่น AI Governance หรือ Risk Manager)
ผลการค้นพบนี้แสดงให้เห็นว่า AI กำลังปรับเปลี่ยนและก่อให้เกิดตำแหน่งงานใหม่ๆ มากกว่าที่จะทดแทนตำแหน่งงานเดิมทั้งหมด เนื่องจากมีองค์กรเพียง 33% เท่านั้นที่ระบุว่าการเพิ่มประสิทธิภาพกำลังคน (workforce optimisation) เป็นเหตุผลสำคัญในการนำ AI มาใช้
ปรับตัวไปพร้อมกับ AI
ปุณยนุช ศิริสวัสดิ์วัฒนา ผู้จัดการประจำสาขาประเทศไทย ของบริษัทโรเบิร์ต วอลเทอร์ส กล่าวว่า AI กำลังเปลี่ยนวิธีการทำงานของเรา โดยเข้ามาทำงานที่ทำซ้ำๆ แทนคน และช่วยให้พนักงานสามารถรับผิดชอบต่อการตัดสินใจและใช้วิจารณญาณมากขึ้น เมื่อมี AI เข้ามาช่วย พนักงานจึงต้องตรวจสอบผลลัพธ์อย่างละเอียด เพิ่มบริบท บริหารความคาดหวัง และให้คำแนะนำทางธุรกิจเพื่อการตัดสินใจที่ชาญฉลาดและตรงเป้าหมาย
“เมื่อลักษณะงานเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ การพัฒนาทักษะใหม่ (reskilling) จึงกลายเป็นกลยุทธ์สำคัญที่องค์กรต้องให้ความสำคัญมากขึ้นสำหรับพนักงานของตน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพนักงานเริ่มมีความกังวลมากขึ้นว่าตนเองอาจตามไม่ทันหรือปรับตัวได้ยาก ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของผู้นำภายในองค์กร ในสภาพแวดล้อมการทำงานที่ขับเคลื่อนด้วย AI ผลสำรวจของเรายังพบอีกว่า การวิเคราะห์ข้อมูล การคิดวิเคราะห์ การตรวจสอบข้อเท็จจริง และความสามารถในการปรับตัว เป็นทักษะที่องค์กรต้องการมากที่สุดในตัวพนักงาน” ปุณยนุช กล่าว