ไทยเบฟร่วม Bangkok Business Summit 2026 ชู SEP สร้างการเติบโตยั่งยืน
ไทยเบฟร่วมสนับสนุนการจัดงาน “The Bangkok Business Summit 2026” จัดเสวนาพิเศษหัวข้อเศรษฐกิจพอเพียง โดยนายฐาปน สิริวัฒนภักดี ร่วมกับองคมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ชูแนวทางขับเคลื่อนธุรกิจรับมือความผันผวนโลก เตรียมพร้อมไทยสู่เจ้าภาพประชุม IMF-World Bank Group ตุลาคมนี้
บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) หรือ (“ไทยเบฟ”) ร่วมสนับสนุนการจัดงาน “The Bangkok Business Summit 2026” ภายใต้แนวคิด “Reinvent Thailand, Resilient ASEAN” จัดโดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สมาคมธนาคารไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมกับ กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และธนาคารโลก เพื่อหารือความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ในการผลักดันประเทศไทยให้มีศักยภาพทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งในภูมิภาคอาเซียน
ในโอกาสนี้ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมจัดเสวนาช่วงพิเศษในหัวข้อ “Growth Reaches Communities: Sufficiency Economy Philosophy” โดยได้รับเกียรติจาก รองศาสตราจารย์ ดร. จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา องคมนตรี และนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมเสวนาดังกล่าว
พร้อมด้วยนายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ซึ่งได้กล่าวถึงการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy Philosophy: SEP) มาเป็นแนวทางการขับเคลื่อนธุรกิจเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกว่า การที่ประเทศไทยได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม IMF–World Bank Group Annual Meetings ในเดือนตุลาคมนี้ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศแต่ยังเปิดโอกาสให้เราได้ร่วมกันกำหนดแนวทางขับเคลื่อนการเติบโตที่แข็งแกร่งและยั่งยืน
เพื่อส่งต่อผลลัพธ์ดังกล่าวไปสู่ประชาชนและชุมชนอย่างทั่วถึงและครอบคลุมขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสที่เราจะได้ร่วมกันพิจารณาถึงแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยให้สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งในด้านภูมิรัฐศาสตร์เศรษฐกิจเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม ‘หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง’ ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตรยังคงเป็นแนวคิดที่ทรงคุณค่าและสอดคล้องกับบริบทของโลกในปัจจุบัน
และในโอกาสนี้ต้องกราบขอบพระคุณท่านรองศาสตราจารย์ดร. จิรายุอิศรางกูรณอยุธยาที่กรุณาให้เกียรติมาร่วมสนทนาเพื่อถ่ายทอดประสบการณ์การทำงานมาอย่างยาวนานและมีความรู้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงตลอดจนมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการประยุกต์ใช้หลักปรัชญาดังกล่าวเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน
และขอขอบพระคุณท่านวราวุธศิลปอาชารัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมในฐานะผู้นำในการขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศไทยมาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองที่สำคัญว่าหลักการดังกล่าวสามารถสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศไทยอย่างต่อเนื่องและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้อย่างไร
โดย นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ยังกล่าวเน้นย้ำว่า “หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตและการตัดสินใจเพื่อช่วยให้บุคคลและชุมชนสามารถรับมือกับความไม่แน่นอนมุ่งมั่นเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องตลอดจนก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงในระยะยาว”
รองศาสตราจารย์ ดร. จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา องคมนตรี กล่าวถึงการสร้างความเจริญก้าวหน้าและการมีภูมิคุ้มกันที่ดีควบคู่กัน พร้อมยกตัวอย่างว่า เมื่อปีพ.ศ. 2540 ประเทศไทยเผชิญกับ “วิกฤตต้มยำกุ้ง” ซึ่งสำหรับประเทศไทยนับว่าเป็นวิกฤตเศรษฐกิจครั้งรุนแรงและเป็นบทเรียนสำหรับภาคธุรกิจไทยที่ทำให้เราเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงความเปราะบางในช่วงเวลาอันยากลำบากนั้นหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตรในหลวงรัชกาลที่ 9 พระราชทานไว้ได้เป็นหลักคิดและแนวทางที่มีความหมายอย่างยิ่งต่อพวกเราในช่วงวิกฤต
แก่นสำคัญของเศรษฐกิจพอเพียงประกอบด้วยหลักสามประการคือความพอประมาณความมีเหตุผลและการมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีโดยมีความรู้และคุณธรรมเป็นพื้นฐานหลักท่ามกลางวิกฤตครั้งใหญ่หลักสามประการนี้ช่วยประกอบการตัดสินใจได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้นเช่นการตั้งคำถามว่ากิจกรรมใดมีความจำเป็นอย่างแท้จริงความเสี่ยงใดที่จำเป็นต้องรับและความเสี่ยงใดที่เลี่ยงได้”
รองศาสตราจารย์ ดร. จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา ยังกล่าวเสริมว่า เศรษฐกิจพอเพียงเป็นมากกว่าแนวคิดเชิงนามธรรมหากแต่เป็นกรอบวิธีคิดที่ช่วยให้เราตัดสินใจได้อย่างเป็นรูปธรรม”
นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม สะท้อนมุมมองว่า โลกกำลังเผชิญความผันผวนเชิงโครงสร้างทั้งภูมิรัฐศาสตร์เทคโนโลยีสภาพภูมิอากาศการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรและความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานส่งผลให้เศรษฐกิจทั้งโลกและไทยตกอยู่ในสภาพ K-Shaped โดยขาบนของตัว K คืออุตสาหกรรมสมัยใหม่เน้นเทคโนโลยีขั้นสูงส่วนใหญ่ลงทุนโดยบริษัทข้ามชาติทำให้เห็นภาพว่าเศรษฐกิจดิจิทัลเติบโตอย่างก้าวกระโดด
ในขณะที่ขาล่างของตัว K คือ SMEs ห่วงโซ่อุปทานระดับท้องถิ่นและแรงงานจำนวนมากที่ยังเปราะบางและเติบโตไม่ทันซึ่งหากปล่อยให้ขาทั้งสองของตัว K ห่างออกจากกันไปเรื่อยๆจะกลายเป็นความเสี่ยงเชิงระบบไม่ใช่การเติบโตที่ยั่งยืน
กระทรวงอุตสาหกรรมจึงนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นเข็มทิศในการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมไทยโดยนำหลักความพอประมาณความมีเหตุผลและการมีภูมิคุ้มกันมาประยุกต์ใช้กับภาคธุรกิจหนึ่งในเครื่องมือสำคัญคือ ‘มาตรฐานมอก. 9999’ ซึ่งนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้กับการบริหารองค์กรมุ่งสร้างธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับความอยู่รอดระยะยาวสอดคล้องกับหลักการสากลในการทำธุรกิจที่เติบโตควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมสังคมและธรรมาภิบาล (ESG) โดยกระทรวงอุตสาหกรรมได้ส่งเสริมให้มีการใช้มอก. 9999 ใน SMEs ด้วยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
เพราะเป้าหมายของอุตสาหกรรมไทยยุคใหม่ไม่ใช่เพียงทำให้ประเทศเติบโตแต่ต้องทำให้คนไทยทุกคนมีโอกาสเติบโตไปพร้อมกันภาครัฐไม่สามารถขับเคลื่อนเพียงลำพังจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากนักลงทุนผู้นำอุตสาหกรรมผู้ประกอบการและพันธมิตรต่างประเทศเพื่อผลักดันเอสเอ็มอีไทยสู่ตลาดโลกให้ได้”
ทั้งนี้ นายวราวุธ ศิลปอาชา ยังเน้นย้ำว่า เราต้องสร้างเศรษฐกิจอุตสาหกรรมที่การเติบโตและความยืดหยุ่นเดินหน้าไปด้วยกันมิใช่เป้าหมายที่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งหากแต่เป็นพลังที่เกื้อหนุนซึ่งกันและกัน
การมีส่วนร่วมของไทยเบฟในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของภาคเอกชนในการร่วมขับเคลื่อนแนวทางปฎิรูปเศรษฐกิจของประเทศไทยให้พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลง และเตรียมพร้อมประเทศไทยสู่การเป็นเจ้าภาพจัด ‘การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และ
กลุ่มธนาคารโลก ปี 2569’ (The 2026 Annual Meetings of the International Monetary Fund and the World Bank Group) ในเดือนตุลาคมนี้








