บำรุงราษฎร์ขยายศูนย์จักษุ ลุยปักธงฮับเคสยากอาเซียน
บำรุงราษฎร์ติดสปีดยุทธศาสตร์ Quaternary Care ยกระดับศูนย์จักษุเปิดตัว “Dry Eye Clinic” ดักดีมานด์โรคตาแห้งพุ่ง 52.4% ในภูมิภาค ชูสัดส่วนคนไข้ต่างชาติ 50% พร้อมกางแผนเปิดศูนย์ประสานงานในบังกลาเทศ ดึงเคสซับซ้อนรักษาต่อในไทย
ดร.อาทิรัตน์ จารุกิจพิพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ชี้ว่า พฤติกรรมติดหน้าจอและการทำงานแบบไฮบริดกำลังดันให้ “โรคตาแห้ง” กลายเป็นภัยเงียบสุขภาพและเศรษฐกิจ โดยสถิติโลกพบประชากรเผชิญปัญหานี้สูงถึง 34.6% หรือ 1 ใน 3 ขณะที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้พุ่งแตะ 52.4% ซึ่งมีโควิด-19 เป็นตัวเร่งให้อุบัติการณ์โตถึง 61%
สำหรับไทย แม้สถิติประชากรทั่วไปอยู่ที่ 14% แต่กลุ่มผู้ป่วยที่เข้ารับการตรวจในโรงพยาบาลกลับพบภาวะตาแห้งสูงถึง 30-40% และมีพยาธิสภาพแฝงสูงถึง 70-80% นอกจากนี้ สรีระคนเอเชียที่มีท่อน้ำมันเปลือกตาสั้นและแคบกว่าชาวตะวันตก ผนวกกับปัจจัยห้องแอร์ ฝุ่น PM 2.5 และการเข้าสู่สังคมสูงวัย ล้วนเป็นตัวเร่งให้ขนาดตลาดการรักษาโรคตาเติบโตอย่างก้าวกระโดด
พฤติกรรมเปลี่ยน
ในมิติพฤติกรรมศาสตร์ พบว่าโรคตาแห้งลุกลามสู่ “คนรุ่นใหม่และเด็ก” อย่างรวดเร็ว ปัจจัยเร่งมาจากการใช้ชีวิตติดจอ ซึ่งทำให้การกะพริบตาลดลง 50-60% และกะพริบตาไม่สนิทจนน้ำมันไม่เคลือบตา เสริมด้วยการใส่คอนแท็กต์เลนส์ การล้างเครื่องสำอางไม่เกลี้ยงจนเกิดไรขนตา ซึ่งพบในคนทั่วไปสูงถึง 54% ตลอดจนการกินยารักษาสิวที่ลดการผลิตน้ำมัน
โรงพยาบาลจึงวาง “เวชศาสตร์เชิงป้องกัน” เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายรักษาขั้นสูงที่ไม่จำเป็น โดยกระตุ้นให้ประชาชนประเมินอาการเตือน เช่น เคืองตาเหมือนมีเม็ดทราย ตาสู้แสงไม่ได้ หรือตาแดงช่วงเช้า ผ่านแบบคัดกรองดิจิทัล/QR Code และปรับพฤติกรรมพื้นฐานด้วยกฎ 20-20-20 พักสายตาทุก 20 นาที มองไกล 20 ฟุต นาน 20 วินาที ร่วมกับการทำความสะอาดโคนขนตา หากอาการไม่ดีขึ้นจึงค่อยเข้าสู่กระบวนการรักษาเฉพาะทาง
ปั้น Specialty Clinic
เพื่อรองรับดีมานด์ดังกล่าว โรงพยาบาลได้รุกโมเดลคลินิกเฉพาะทางเชิงลึก เปิด “คลินิกตาแห้ง” ภายใต้ศูนย์จักษุ ชูการรักษาแบบองค์รวมและเฉพาะบุคคล ผสานเทคโนโลยีขั้นสูงแก้ปัญหาที่กระทบต่อ Productivity และคุณภาพชีวิต
โดยศูนย์จักษุมีความพร้อมรองรับคนไข้ OPD วันละ 400-500 ราย ด้วย 13 ห้องตรวจ และทีมจักษุแพทย์ครบ 13 อนุสาขากว่า 50 ท่าน พร้อมสถิติความสำเร็จในการผ่าตัดเคสสำคัญสูงกว่า 95%
ต่อยอด Medical Tourism
ดร.อาทิรัตน์ กล่าวต่อว่า คลินิกตาแห้งยังถูกวางเป็นหัวหอกดึงดูดผู้ป่วยต่างชาติตามยุทธศาสตร์ Medical Tourism ซึ่งปัจจุบันศูนย์จักษุมีสัดส่วนคนไข้ไทยและต่างชาติอยู่ที่ 50 : 50 กลุ่มหลักมาจากกลุ่มเอ็กซ์แพต ประเทศเพื่อนบ้าน ตะวันออกกลาง และเอเชียใต้ โดยเฉพาะ “บังกลาเทศ” ที่เติบโตเด่นชัด
ด้านแผนขยายตลาด โรงพยาบาลเตรียมเปิดศูนย์ประสานงานแห่งใหม่ในบังกลาเทศเพื่อเสริมทัพเครือข่ายเดิมในเมียนมา รองรับคนไข้โรคซับซ้อน เช่น เบาหวานที่มีภาวะเบาหวานขึ้นจอตาและตาแห้งรุนแรงร่วมด้วย ซึ่งการมีศูนย์ในต่างประเทศช่วยคัดกรองและส่งต่อคนไข้มารับการรักษาต่อเนื่องในไทย สะท้อนกลยุทธ์เชื่อมโยงการรักษาแบบสหสาขาวิชาชีพเพื่อชิงความได้เปรียบในฐานะฮับส่งต่อเคสยากระดับนานาชาติ
ชูนวัตกรรม
ในเชิงการแพทย์พาณิชย์ จุดเปลี่ยนสำคัญคือการลบความเชื่อเดิมที่ว่าตาแห้งเกิดจาก “น้ำตาน้อย” แล้วแก้ด้วยการซื้อน้ำตาเทียมหยอดเอง ทั้งที่ 70-80% เกิดจากภาวะต่อมไขมันเปลือกตาอุดตัน ส่งผลให้น้ำตาระเหยเร็วแม้ปริมาณน้ำตาจะปกติ
โรงพยาบาลจึงชูโมเดล Precision Diagnosis นำเข้าเครื่อง IDRA วิเคราะห์ระบบน้ำตาแบบไม่สัมผัสตา แสดงผลภาพ 3 มิติ ตรวจวัดความหนาชั้นน้ำมัน การระเหย และสแกนโครงสร้างต่อมไขมันได้ทันที เพื่อใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ สร้างความตระหนักรู้แก่คนไข้ คล้ายแนวคิด Anti-aging ที่ต้องตัดวงจรเสื่อมตั้งแต่เนิ่น ๆ ก่อนต่อมไขมันจะฝ่อถาวร
ข้อมูลดังกล่าวถูกนำมาออกแบบการรักษาแบบ Precision Treatment แบ่งเป็น 3 ระดับตามความรุนแรง ตั้งแต่ขั้นพื้นฐาน ปรับพฤติกรรม ประคบอุ่น และนวดรีดไขมันเปลือกตาโดยพยาบาลวิชาชีพไปจนถึงเคสซับซ้อน-รุนแรง ใช้ซีรั่มหยอดตาจากเลือดคนไข้หรือเกล็ดเลือดเข้มข้นซ่อมแซมกระจกตา
ปักหมุดเอกชนรายแรก
ดร.อาทิรัตน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ด้านโครงสร้างราคาทางโรงพยาบาลจัดพอร์ตตามระดับความรุนแรงเฉพาะบุคคล เคสเริ่มต้นตรวจประเมินและจ่ายยาน้ำตาเทียมพื้นฐานเฉลี่ยหลักพันบาทต้น ๆ ส่วนเคสเรื้อรัง ที่ต้องทำ Eyelid Spa หรือใช้แสงบำบัดขั้นสูง จะจัดเป็นแพ็กเกจเพื่อความต่อเนื่อง ค่าบริการเฉลี่ยหลักหลายหมื่นบาทขึ้นไปตามการประเมินของแพทย์
ในมิติการแข่งขัน แม้โรงเรียนแพทย์ภาครัฐจะเปิดให้บริการรักษาตาแห้งเชิงลึกเช่นกัน แต่บำรุงราษฎร์ชูจุดแข็งการเป็น “รพ.เอกชนแห่งแรก” ที่ตั้งคลินิกตาแห้งครบวงจรเป็นทางการ พร้อมประสบการณ์ใช้นวัตกรรมเฉพาะทางมานานกว่า 7 ปี ตั้งแต่ปี 2019 เสริมด้วยทีมประสานงานคนไข้ต่างชาติอย่างเป็นระบบ จึงรักษาความได้เปรียบในฐานะจุดหมายแรกที่คนไข้ไทยและต่างชาติเลือกใช้บริการ