“ธนัชวิชญ์” กางสูตร 3 ระยะรับมือน้ำมันแพง กระทุ้งรัฐดัน Ecosystem แบตเตอรี่-ปั๊มชาร์จ EV Bus
ถอดสูตร “ธนัชวิชญ์ แทรเวล Group” ฝ่าวิกฤตพลังงาน เปิดแนวคิด “นพ.ธนัช” แนะรัฐปลดล็อก 3 หัวใจสำคัญ พลิกโฉม “EV Bus เชิงพาณิชย์”
วิกฤตราคาพลังงานและราคาน้ำมันที่ผันผวนอย่างหนัก กลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่วัดกึ๋นผู้ประกอบการภาคการขนส่งและท่องเที่ยวทั่วประเทศ “ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ นายแพทย์ธนัช เงินประเสริฐศรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธนัชวิชญ์ แทรเวล กรุ๊ป จำกัด ผู้ให้บริการรถบัสเช่าชั้นนำของไทย ถึงกลยุทธ์การปรับตัวรับมือวิกฤตพลังงาน รวมถึงข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อภาครัฐในการผลักดันการเปลี่ยนผ่านพลังงาน จากรถเครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) ไปสู่รถบัสไฟฟ้า (EV Bus) อย่างยั่งยืน
แบ่ง 3 ระยะฝ่าวิกฤต “ต้องรีบออกจาก Comfort Zone”
นายแพทย์ธนัช เปิดฉากฉายภาพการรับมือวิกฤตพลังงานว่า เมื่อเกิดปัญหา ผู้ประกอบการจะมัวแต่ฟูมฟายไม่ได้ สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องรีบพาองค์กรออกจาก Comfort Zone โดยธนัชวิชญ์ฯ ได้วางโครงสร้างการรับมือออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว
- ระยะสั้น : โฟกัสการบริหารจัดการเฉพาะหน้า เร่งทำเรื่องการสำรองพลังงานให้เพียงพอต่อการดำเนินธุรกิจ พร้อมตรึงมาตรการประหยัดพลังงานในจุดที่สามารถทำได้ทันที
- ระยะกลาง : มุ่งปรับปรุงและพัฒนาฟลีตรถ (Fleet Optimization) เพื่อลดอัตราการใช้น้ำมัน ควบคู่ไปกับการจัดอบรมพนักงานขับรถ เพื่อเพิ่มทักษะการขับขี่ที่ถูกต้องและประหยัดพลังงาน
- ระยะยาว : วางเป้าหมายไปที่อนาคตและความยั่งยืน โดยมองหาพลังงานทดแทน โดยเฉพาะการนำรถบัสไฟฟ้า (EV Bus) เข้ามาใช้ในระบบ ขณะเดียวกันในส่วนของสถานประกอบการได้ดำเนินการตามนโยบายภาครัฐ ด้วยการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ และพัฒนาระบบสถานีชาร์จ ของตนเอง
“พอปัญหาเกิด เราต้องรีบออกจาก Comfort Zone จะไปฟูมฟายไม่ได้… ถ้าเรามีโซลาร์เซลล์ มีสถานีชาร์จเอง และได้ต้นทุนค่าไฟที่ถูก มันคือการบูรณาการทำงานระยะยาวไปในตัว”
Paradigm Shift การขนส่ง: จาก Gut Feeling สู่ Planning Platform
เมื่อถามถึงการเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน ไปสู่รถบัสไฟฟ้า (EV Bus) นายแพทย์ธนัช มองว่า นี่ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนประเภทเชื้อเพลิง แต่เป็น “การเปลี่ยนกระบวนทัศน์” ของอุตสาหกรรมขนส่งอย่างสิ้นเชิง
ในอดีต ยุคของรถน้ำมันเดิม การวางแผนเส้นทางมักพึ่งพา “ความรู้สึกและประสบการณ์ (Gut Feeling)” ของพนักงานขับรถเป็นหลัก เนื่องจากข้อจำกัดด้านพลังงานมีน้อย น้ำมันหมดตรงไหนก็แวะเติมได้ ใช้เวลาเพียง 5 ถึง 30 นาทีก็พักรถและเดินทางต่อได้ทันที
แต่สำหรับ EV Bus รูปแบบการทำงานเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ต้องเริ่มต้นตั้งแต่ขั้นตอนการวางแผน อย่างเป็นระบบ วางเส้นทางการวิ่ง จุดจอดพักชาร์จไฟ เพื่อไม่ให้กระทบต่อผู้โดยสาร รวมถึงไม่กระทบต่อสินค้าและระยะเวลาในกลุ่มรถขนส่ง ดังนั้น สิ่งที่เข้ามาเป็นหัวใจสำคัญคือ “แพลตฟอร์มบริหารจัดการ” เพื่อบริหารคิวชาร์จและตารางการจัดรถอย่างมีประสิทธิภาพ

กระทุ้งภาครัฐหนุน 3 ด้าน ปลดล็อก Pain Point EV เชิงพาณิชย์
นายแพทย์ธนัช ชี้ว่า การขับเคลื่อน EV เชิงพาณิชย์ มีบริบทที่ต่างจากรถยนต์ส่วนบุคคล อย่างสิ้นเชิง รถยนต์ส่วนบุคคลสามารถใช้ Wall Charge ระบบไฟ AC ได้ แต่รถเชิงพาณิชย์ต้องการระบบ DC Quick Charge ที่ใช้เวลาชาร์จประมาณ 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมง และต้องใช้สถานีชาร์จขนาดใหญ่ที่มีมิติทางกายภาพกว้างพอให้รถบัสหรือรถบรรทุกเข้าจอดได้
เพื่อทำให้การเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นได้จริง ผู้ประกอบการยังต้องการการสนับสนุนจากภาครัฐใน 3 ประเด็นหลัก:
1. ระบบบริหารจัดการและแพลตฟอร์มกลาง
ภาครัฐต้องเข้ามามีบทบาทในการสนับสนุนแพลตฟอร์มบริหารจัดการคิวและโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จสำหรับรถขนาดใหญ่โดยเฉพาะ
2. การสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) และเทคโนโลยีแบตเตอรี่
ปัจจุบัน Pain Point สำคัญของ EV เชิงพาณิชย์ มี 2 เรื่องหลัก คือ “ชาร์จนาน” และ “ระยะทางวิ่งสั้น” ภาครัฐจึงควรร่วมสร้าง Ecosystem ที่สมดุล พร้อมเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้วยการดึงโรงงานผลิตแบตเตอรี่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย เพื่อให้ไทยมีเทคโนโลยีแบตเตอรี่เป็นของตนเอง พัฒนาให้รถวิ่งได้ไกลขึ้นและใช้เวลาชาร์จสั้นลง
“มันเหมือนปัญหาไก่กับไข่ สถานีชาร์จมาก่อนก็ไม่ได้ รถมาก่อนก็ไม่ได้ ลูกค้ามาก่อนก็ไม่ได้ ทุกอย่างต้องอยู่ในจุดสมดุลและเกิดขึ้นพร้อมกัน”
3. มาตรการทางการเงิน ภาษี และประกันภัย
- สิทธิประโยชน์และทุนสนับสนุน: ต้องการมาตรการเอื้ออำนวย เช่น สิทธิประโยชน์ทางภาษีนำเข้า ภาษีเงินได้ หรือการให้ทุนสนับสนุน (Grant) เพื่อสร้างแรงจูงใจในการเปลี่ยนฟลีตรถ
- สร้าง Awareness และรายได้ที่สอง: อบรมสร้างความตระหนักรู้ว่าทำไมต้องเปลี่ยนไปสู่ EV ควบคู่กับการต่อยอดรายได้ที่สองจาก คาร์บอนเครดิต ซึ่งจะกลายเป็น Scope 3 สำคัญให้กับกลุ่มลูกค้าผู้ใช้บริการ
- ปลดล็อกอุปสรรคการเช่าซื้อ : ปัจจุบันผู้ประกอบการรถบัสและรถบรรทุกประสบปัญหาใหญ่ ไม่สามารถขอสินเชื่อเช่าซื้อรถ EV ได้ เนื่องจากบริษัทประกันภัยยังไม่รับทำ “ประกันภัยชั้น 1” จากความเสี่ยงด้านเคมีของแบตเตอรี่ไฟฟ้าที่ต้องใช้วิธีอับอากาศในการดับไฟ ต่างจากรถเก๋งที่ใช้ผ้าคลุมอับอากาศได้ง่ายกว่า ส่งผลให้ผู้ประกอบการที่ต้องการลงทุน EV ยุคนี้ ต้องนำที่ดินไปค้ำประกันเพื่อขอสินเชื่อ Soft Loan หรือ Term Loan ซึ่งไม่ยั่งยืน
“คนที่ลงทุนทำ EV เวลานี้ ต้องเอาที่ดินไปเข้าธนาคารขอสินเชื่อ ซึ่งแป๊บเดียวที่ดินก็หมด ตามหลักแล้วธุรกิจต้องเดินได้ด้วยตัวมันเอง คือเอารถไปทำสัญญาเช่าซื้อ (Hire Purchase) แล้วปล่อยให้รถเลี้ยงตัวมันเอง เรื่องนี้ต้องการการสนับสนุนจากภาครัฐและสถาบันการเงินอย่างมาก”