น้ำมันรั่วคลองเตยยังต้องเฝ้าระวัง คพ.พบ VOCs 626 ppm เตรียมตรวจ Oil Fingerprint หาต้นตอ
กรมควบคุมมลพิษ หรือ คพ. เดินหน้าติดตามเหตุน้ำมันรั่วไหลบริเวณถนนเชื้อเพลิง เขตคลองเตย หลังตรวจพบสารอินทรีย์ระเหยง่าย หรือ VOCs ภายในท่อระบายน้ำบางช่วงสูงสุด 626 ppm และค่าระดับการติดไฟ หรือ LEL อยู่ที่ 2-18% สะท้อนความเสี่ยงจากไอระเหยน้ำมันที่สะสมในระบบท่อปิด โดยกำชับให้ทุกหน่วยงานตรวจวัดค่า LEL ก่อนเข้าปฏิบัติงานทุกครั้ง เพื่อป้องกันความเสี่ยงไฟไหม้และการลุกติดไฟ พร้อมเฝ้าระวังผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบอย่างใกล้ชิด
ขณะเดียวกัน คพ.ยังติดตามการจัดการน้ำเสียและตะกอนปนเปื้อนน้ำมันจากกรณี Data Center พระราม 9 ซึ่งบริษัทผู้รับจ้างได้สูบและขนย้ายของเสียออกจากพื้นที่แล้วเสร็จ โดยผลตรวจวัดภายหลังดำเนินการพบค่า VOCs, ก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ หรือ H₂S และค่า LEL อยู่ที่ศูนย์ ขณะที่กรณีน้ำมันรั่วถนนเชื้อเพลิงยังอยู่ระหว่างเปิดหน้าดินค้นหาจุดรั่ว พร้อมเตรียมส่งตัวอย่างน้ำมันตรวจ Oil Fingerprint เพื่อพิสูจน์แหล่งที่มา
“สุรินทร์” ตรวจถนนเชื้อเพลิง พบ VOCs สูง 626 ppm
วันที่ 9 กันยายน 2569 ดร.สุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ เปิดเผยว่า คพ.ได้ติดตามตรวจสอบเหตุน้ำมันรั่วไหลบริเวณถนนเชื้อเพลิงอย่างต่อเนื่อง โดยส่งเจ้าหน้าที่พร้อมเครื่องมือตรวจวัดลงพื้นที่ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเฝ้าระวังความปลอดภัยของประชาชนและเร่งค้นหาต้นตอการรั่วไหล
ผลการตรวจวัดสารอินทรีย์ระเหยง่าย หรือ VOCs และค่าระดับการติดไฟ หรือ LEL ภายในท่อระบายน้ำของกรุงเทพมหานคร พบว่า บริเวณด้านท้ายน้ำบางช่วงมีค่า VOCs สูงถึง 626 ppm และค่า LEL อยู่ที่ 2-18%
คพ.คาดว่าเป็นผลจากการจำกัดพื้นที่ปนเปื้อนน้ำมัน ทำให้ไอระเหยของน้ำมันสะสมอยู่บริเวณบ่อที่ถูกปิดกั้น จึงทำให้ค่าตรวจวัดสูงขึ้นเป็นบางช่วงเวลา โดย คพ.ยังคงติดตามตรวจวัดอย่างใกล้ชิด
เฝ้าระวังชุมชนรอบจุดเกิดเหตุ แนะงดกิจกรรมเสี่ยงประกายไฟ
ขณะเดียวกัน คพ.ร่วมกับสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร สำรวจผลกระทบต่อประชาชนในชุมชนโดยรอบ พบว่า ชุมชนที่อยู่ติดพื้นที่เกิดเหตุยังคงได้กลิ่นน้ำมันเป็นระยะ
ส่วนชุมชนเชื้อเพลิงพัฒนา เขตยานนาวา ซึ่งอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 20-50 เมตร ไม่พบกลิ่นน้ำมัน และผลตรวจวัดของสำนักอนามัยไม่พบค่า VOCs และ LEL
เจ้าหน้าที่ได้แนะนำประชาชนให้สวมหน้ากากอนามัย งดสูบบุหรี่ และหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดประกายไฟ เพื่อความปลอดภัยระหว่างที่ยังมีการตรวจสอบและค้นหาต้นตอการรั่วไหล
ผู้ประกอบการหยุดใช้ท่อ เปิดหน้าดินหาจุดรั่ว คาดซ่อม 5 วัน
สำหรับการค้นหาสาเหตุ ผู้ประกอบการขนส่งน้ำมันได้หยุดใช้งานท่อน้ำมันตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน 2569 และอยู่ระหว่างเปิดหน้าดินบริเวณจุดต้องสงสัย เพื่อค้นหาตำแหน่งการรั่วไหลที่แน่ชัด
เบื้องต้น หากพบจุดรั่วและสามารถเข้าซ่อมแซมได้ คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 5 วัน โดยผู้ประกอบการแต่ละรายได้เตรียมแผนรองรับผลกระทบจากการหยุดใช้งานท่อไว้แล้ว
นอกจากนี้ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วยนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ และสั่งเร่งเปิดผิวดินบริเวณถนนเชื้อเพลิงที่ความลึกประมาณ 1.5-2 เมตร เพื่อค้นหาจุดท่อน้ำมันรั่วซึมใต้ดิน
การดำเนินงานดังกล่าวประสานระหว่างกรุงเทพมหานคร การรถไฟแห่งประเทศไทย และการทางพิเศษแห่งประเทศไทย พร้อมระงับการส่งและจ่ายน้ำมันผ่านท่อดังกล่าวทั้งหมด จนกว่าจะซ่อมแซมและยืนยันความปลอดภัย
ใช้ DCVG พบจุดต้องสงสัย 3 จุด กำชับวัด LEL ก่อนทำงาน
ด้านการค้นหาต้นเหตุล่าสุด ผู้เชี่ยวชาญจากภาคเอกชนใช้เครื่องตรวจสอบแนวท่อและการรั่วไหล DCVG หรือ Direct Current Voltage Gradient พบจุดต้องสงสัยเบื้องต้น 3 จุด ก่อนเปิดผิวถนนตรวจสอบ
คพ.ได้กำชับให้ตรวจวัดค่า LEL ก่อนเข้าปฏิบัติงานทุกครั้ง เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากไอระเหยน้ำมัน โดยเฉพาะบริเวณที่เป็นพื้นที่ปิดหรือมีการสะสมของไอระเหยในท่อระบายน้ำ
ล่าสุดเวลาประมาณ 17.30 น. ทีมผู้เชี่ยวชาญเปิดหน้าดินบริเวณจุดแรกริมทางรถไฟ และพบคราบน้ำมันเล็กน้อยที่ความลึกประมาณ 2.5 เมตร ซึ่งถือเป็นข้อมูลสำคัญในการสืบหาต้นตอการรั่วไหล
ในวันถัดไป คพ.จะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเก็บตัวอย่างน้ำมันบริเวณดังกล่าว ส่งตรวจวิเคราะห์ Oil Fingerprint หรือลายนิ้วมือน้ำมัน เพื่อนำไปเปรียบเทียบกับตัวอย่างน้ำมันที่พบในท่อระบายน้ำ ซึ่งจะช่วยยืนยันว่ามีแหล่งที่มาเดียวกันหรือไม่ และใช้เป็นข้อมูลประกอบการระบุต้นตอการรั่วไหล
“คพ. จะติดตามตรวจสอบสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญทั้งการค้นหาต้นเหตุ การควบคุมผลกระทบ และความปลอดภัยของประชาชน พร้อมประสานทุกหน่วยงานจนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ” ดร.สุรินทร์กล่าว
ย้อนเหตุ 7 ก.ย. พบ VOCs 350 ppm เตือนเสี่ยงไฟไหม้-ระเบิด
ก่อนหน้านี้ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้สั่งการให้ คพ.สนับสนุนกรุงเทพมหานครในการติดตามตรวจสอบและร่วมแก้ไขเหตุน้ำมันรั่วไหลลงท่อระบายน้ำริมถนนเชื้อเพลิง เขตคลองเตย พร้อมให้คำปรึกษาด้านวิชาการและสนับสนุนเครื่องมือที่จำเป็น เพื่อควบคุมสถานการณ์และป้องกันผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม
ดร.สุรินทร์เปิดเผยว่า วันที่ 7 กันยายน 2569 คพ.ส่งเจ้าหน้าที่พร้อมเครื่องมือลงพื้นที่สนับสนุนการตรวจสอบเหตุน้ำมันรั่วไหล โดยตรวจวัดค่าความเสี่ยงต่อการระเบิดและการลุกติดไฟ หรือ Lower Explosive Limit : LEL บริเวณท่อระบายน้ำจำนวน 10 จุด ครอบคลุมระยะทางประมาณ 85 เมตร
ผลการตรวจสอบพบว่า บางจุดมีค่าสารอินทรีย์ระเหยง่ายทั้งหมด หรือ VOCs สูงถึง 350 ppm และพบความเสี่ยงต่อการระเบิดและการลุกติดไฟบริเวณท่อที่มีน้ำมันหกรั่วไหล จึงได้แจ้งเตือนเจ้าหน้าที่ให้เพิ่มความระมัดระวัง พร้อมร่วมวางแผนการเข้าจัดการสถานการณ์กับสำนักงานเขตคลองเตยและสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรุงเทพมหานคร
“จากการประเมินสถานการณ์ พบว่าการลดความเข้มข้นของไอระเหยสารไวไฟเป็นปัจจัยสำคัญต่อความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน เบื้องต้นการฉีดโฟมบริเวณจุดที่มีน้ำมันรั่วไหลสามารถลดความเข้มข้นของไอระเหยภายในท่อระบายน้ำลงจนอยู่ในระดับที่สามารถปฏิบัติงานได้ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ที่จะดำเนินการสูบและขนย้ายน้ำมันตกค้างต้องปฏิบัติงานด้วยความระมัดระวัง และตรวจประเมินความเสี่ยงและความปลอดภัยเป็นระยะ” ดร.สุรินทร์กล่าว
ทั้งนี้ บมจ.เชลล์แห่งประเทศไทย ให้การสนับสนุนอุปกรณ์และเครื่องมือสำหรับสูบและขนย้ายน้ำมันตกค้างในท่อระบายน้ำ เพื่อนำไปกำจัดยังโรงงานที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย ขณะที่ คพ.จะร่วมกับสำนักการระบายน้ำและสำนักงานเขตคลองเตยติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมตรวจสอบแหล่งที่มาและสาเหตุ พร้อมให้คำปรึกษาด้านการจัดการ เพื่อเร่งควบคุมสถานการณ์ให้เกิดความปลอดภัย และลดผลกระทบต่อประชาชนกับสิ่งแวดล้อม
กรณี Data Center พระราม 9 กำจัดน้ำเสีย-ตะกอนปนเปื้อนแล้วเสร็จ
อีกกรณีหนึ่ง ดร.สุรินทร์เปิดเผยว่า ภายใต้นโยบายของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการดูแลความปลอดภัย สุขภาพ และคุณภาพชีวิตของประชาชน ควบคู่กับการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษอย่างเป็นระบบ นายสุชาติได้กำชับให้ คพ.ติดตามและสนับสนุนการจัดการกรณีน้ำมันรั่วไหลจากศูนย์ข้อมูล Data Center พระราม 9 ซึ่งไหลเข้าสู่ระบบท่อระบายน้ำสาธารณะอย่างใกล้ชิด
เป้าหมายคือเร่งเก็บกู้และกำจัดสิ่งปนเปื้อนออกจากพื้นที่โดยเร็ว เพื่อป้องกันผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม
เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 ดร.สุรินทร์พร้อมเจ้าหน้าที่ คพ.และสำนักงานเขตห้วยขวาง ลงพื้นที่ติดตามการบำบัดและกำจัดน้ำเสียกับตะกอนดินที่ปนเปื้อนน้ำมัน บริเวณบ่อพักน้ำทิ้งภายในศูนย์ข้อมูลฯ และท่อระบายน้ำด้านนอกบริษัท DAMAC Digital Thailand (BKK 01)
บริษัทได้ว่าจ้างบริษัท เจนโก้ จำกัด ดำเนินการสูบน้ำเสียและตะกอนที่ปนเปื้อนน้ำมัน เพื่อนำไปบำบัดและกำจัดอย่างถูกต้อง โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่เวลา 14.00-23.30 น. สามารถนำของเสียที่ปนเปื้อนออกจากพื้นที่ได้แล้วเสร็จ
ตรวจหลังเก็บกู้ VOCs-H₂S-LEL เป็นศูนย์
ภายหลังการดำเนินการ เจ้าหน้าที่ตรวจวัดคุณภาพอากาศภายในบ่อพักน้ำทิ้ง พบว่า สารอินทรีย์ระเหยง่าย หรือ VOCs เท่ากับ 0 ppm ก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ หรือ H₂S เท่ากับ 0 ppm และค่าการลุกติดไฟ หรือ LEL เท่ากับ 0%
ขณะที่บริเวณท่อระบายน้ำด้านนอก ซึ่งสูบน้ำและตะกอนที่ปนเปื้อนน้ำมันออกไปกำจัดประมาณ 32 ลูกบาศก์เมตร เจ้าหน้าที่ตรวจวัดจำนวน 3 จุด พบว่าทั้ง 3 จุดมีค่า VOCs เท่ากับ 0 ppm, H₂S เท่ากับ 0 ppm และ LEL เท่ากับ 0% เช่นเดียวกัน
“ผลการตรวจวัดหลังดำเนินการกำจัดน้ำเสียและตะกอนที่ปนเปื้อนน้ำมัน พบว่าค่าก๊าซสำคัญทั้ง VOCs, H₂S และ LEL อยู่ที่ศูนย์ ซึ่งสะท้อนว่าการดำเนินการสามารถลดการปนเปื้อนและกลิ่นไอระเหยในพื้นที่ได้อย่างชัดเจน” ดร.สุรินทร์กล่าว
นอกจากนี้ บริษัท เจนโก้ จำกัด ยังขนย้ายกระสอบที่ใช้ปิดกั้นบริเวณท่อระบายน้ำ เพื่อป้องกันน้ำเสียที่ปนเปื้อนน้ำมันไหลลงสู่คลองสามเสน ไปบำบัดและกำจัดทั้งหมดแล้ว ส่งผลให้ของเสียและวัสดุที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ได้รับการจัดการและนำออกจากพื้นที่ครบถ้วน
คพ.ย้ำยังติดตามต่อ แม้บางจุดค่าเป็นศูนย์
ดร.สุรินทร์กล่าวว่า แม้การกำจัดน้ำเสียและตะกอนที่ปนเปื้อนน้ำมันจากกรณี Data Center พระราม 9 จะแล้วเสร็จ และผลตรวจวัดก๊าซสำคัญทั้ง VOCs, H₂S และ LEL อยู่ที่ศูนย์ แต่ คพ.จะยังติดตามสถานการณ์ต่อเนื่อง ตามนโยบายของรัฐบาลและข้อสั่งการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชน และให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างรอบคอบ
คพ.จะส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ภายหลังการกำจัดน้ำเสียและตะกอนปนเปื้อนแล้วเสร็จ พร้อมสอบถามประชาชนในพื้นที่ถึงสถานการณ์กลิ่นและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น รวมทั้งประเมินสถานการณ์และดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป เพื่อให้การจัดการปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างความปลอดภัยแก่ประชาชนกับสิ่งแวดล้อมในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
น้ำมันรั่วลงท่อ สัญญาณเตือนความเสี่ยงใต้เมือง
ภาพรวมเหตุการณ์ทั้งถนนเชื้อเพลิงและ Data Center พระราม 9 สะท้อนความเสี่ยงของน้ำมันรั่วไหลเข้าสู่ระบบท่อระบายน้ำสาธารณะ ซึ่งไม่ได้กระทบเพียงปัญหากลิ่นหรือการปนเปื้อนน้ำเสีย แต่ยังเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยจากไอระเหยสารไวไฟในพื้นที่ปิด
กรณีถนนเชื้อเพลิง ค่า VOCs ที่เพิ่มจาก 350 ppm ในช่วงแรก เป็นสูงสุด 626 ppm ในบางช่วงของการตรวจวัด ทำให้การปฏิบัติงานต้องให้ความสำคัญกับการประเมิน LEL อย่างเข้มงวด โดยเฉพาะก่อนเปิดฝาท่อ สูบน้ำมัน เปิดหน้าดิน หรือเข้าซ่อมแซมท่อใต้ดิน
ขณะที่กรณี Data Center พระราม 9 แม้ผลตรวจหลังเก็บกู้พบค่า VOCs, H₂S และ LEL เป็นศูนย์ แต่ คพ.ยังต้องติดตามผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อมต่อเนื่อง เพื่อยืนยันว่าการกำจัดของเสียและวัสดุปนเปื้อนครบถ้วน
ภารกิจต่อจากนี้จึงอยู่ที่การระบุต้นตอการรั่วไหลให้ชัดเจน โดยเฉพาะการตรวจ Oil Fingerprint เพื่อเปรียบเทียบน้ำมันจากจุดต้องสงสัยกับตัวอย่างในท่อระบายน้ำ หากยืนยันแหล่งที่มาได้ จะเป็นข้อมูลสำคัญในการซ่อมแซม ป้องกันเหตุซ้ำ และกำหนดความรับผิดชอบของผู้เกี่ยวข้อง
ในระหว่างที่กระบวนการตรวจสอบยังไม่แล้วเสร็จ มาตรการเฝ้าระวังชุมชน การตรวจวัด VOCs และ LEL อย่างต่อเนื่อง การงดกิจกรรมที่ก่อประกายไฟ และการควบคุมไม่ให้น้ำมันปนเปื้อนแพร่กระจาย จึงเป็นแนวป้องกันหลักเพื่อให้สถานการณ์ไม่ขยายตัวเป็นอันตรายต่อประชาชนและพื้นที่เมือง



