โพลชี้ ‘ม็อบ‘ การเมืองตอนนี้ยังไม่ใช่คำตอบ เศรษฐกิจ-คดีฮั้ว สว.สะสมแรงกดดัน
สวนดุสิตโพล มองเศรษฐกิจ-คดีฮั้ว สว. สร้างแรงกดดันสะสม แต่ยังไม่ถึงเวลาชุมนุม หวั่นความขัดแย้งปะทุ
“สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “การชุมนุมทางการเมือง ณ วันนี้” จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,149 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 8-11 กันยายน 2569
โดยผลการสำรวจพบว่า กลุ่มตัวอย่างสนใจติดตามสถานการณ์ทางการเมืองอยู่บ้าง แต่ไม่ได้ติดตามรายละเอียด ร้อยละ 44.65 รองลงมา คือ สนใจและติดตามอย่างต่อเนื่อง ร้อยละ 30.02 โดยเห็นว่าปัจจัยสำคัญที่จะนำไปสู่การชุมนุมทางการเมือง คือ ปัญหาเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ ร้อยละ 69.54 รองลงมา คือ คดีทางการเมือง ฮั้ว สว. ร้อยละ 68.76
ทั้งนี้มองว่า การชุมนุมทางการเมือง ช่วยสะท้อนปัญหาที่สังคมควรให้ความสำคัญ ร้อยละ 47.95 โดยเห็นว่าการชุมนุมจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง แต่ยังไม่ชัดเจนว่าจะเป็นไปในทิศทางใด ร้อยละ 41.86 สุดท้ายคิดว่าสถานการณ์ทางการเมืองขณะนี้ยังไม่ถึงเวลาเหมาะสมที่จะชุมนุมทางการเมือง ร้อยละ 40.56
ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า บรรยากาศการเมืองที่มีแรงกดดันสะสมจากทั้งปัญหาปากท้อง และความเชื่อมั่นต่อระบบการเมือง ผลโพลจึงสะท้อนว่าการชุมนุมอาจจะยังไม่ใช่คำตอบในขณะนี้แม้จะเป็นการแสดงออกตามระบอบประชาธิปไตย โดยกังวลว่าสถานการณ์อาจนำไปสู่ความไม่ชัดเจนหรือขัดแย้งมากกว่าเป็นทางออก สิ่งสำคัญจึงอยู่ที่ทุกฝ่ายต้องเร่งแก้ปัญหาที่เป็นต้นเหตุและเปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นร่วมกัน
ด้านผู้ช่วยศาสตราจารย์ยอดชาย ชุติกาโม อาจารย์ประจำหลักสูตรรัฐศาสตรบัณฑิต โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่าท่ามกลางบรรยากาศทางการเมืองที่เรียกได้ว่าสงบนิ่งที่สุดในรอบหลายปี นับตั้งแต่รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย เข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน สถานการณ์ทางการเมืองไทยกลับเดินเข้าไปสู่จุดที่เรียกว่า ความสงบนิ่ง
ทั้งนี้ผลสำรวจพบว่า คนที่สนใจและติดตามสถานการณ์ทางการเมืองอย่างต่อเนื่องมีเพียง 30.02% และเชื่อว่าการชุมนุมทางการเมืองจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง แต่ไม่ชัดเจนว่าจะไปในทิศทางใด และมีเพียง 35.60% ที่เห็นว่าเหมาะสมแล้วที่จะมีการชุมนุมทางการเมืองเกิดขึ้น
ในฐานะนักวิชาการทางรัฐศาสตร์ ตัวเลขดังกล่าว สะท้อนถึงปัญหาหลักของการเมืองไทยในช่วงระยะเวลาเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา ที่การเมืองไทยอยู่ในสภาวะลุ่มๆ ดอนๆ มีความขัดแย้งทางการเมืองทั้งจากในและนอกสภา ส่งผลให้การเมืองไร้เสถียรภาพ ประชาชนรู้สึกเบื่อหน่ายและสิ้นหวังกับผู้นำทางการเมือง
สิ่งเหล่านี้คงเป็นเรื่องที่รัฐบาลจะได้นำเอาผลโพลในครั้งนี้ไปขบคิด มิใช่บริหารประเทศแบบทำงานประจำไปวัน ๆ โดยมิได้สนใจความเดือดร้อนของประชาชนในเวลานี้ เพราะนั่นเท่ากับว่าความสงบนิ่ง อาจแปรเปลี่ยนเป็นพลังในการบ่อนทำลายความชอบธรรม (legitimacy) ของรัฐบาลจนไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ให้ตนเองบริหารประเทศต่อไปได้ และการเมืองไทยก็อาจวนกลับมาสู่การนับหนึ่งใหม่อีกครั้งก็เป็นได้
