สนค.เตือนผู้ส่งออก EU คุมเข้ม “PPWR” บรรจุภัณฑ์ทุกชนิด ต้องรีไซเคิลง่าย-สกัดสารเคมีอันตราย
กฎการค้าสีเขียว EU เพิ่มแรงกดดันผู้ส่งออกไทย หลังเริ่มบังคับใช้ “PPWR” ตั้งแต่ 12 สิงหาคม 2569 ครอบคลุมบรรจุภัณฑ์ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่กล่อง-ถุงพลาสติก บรรจุภัณฑ์อาหาร ไปจนถึง E-commerce Packaging เข้มสารเคมี-โลหะอันตราย ห้าม PFAS ในบรรจุภัณฑ์อาหาร พร้อมดันมาตรฐานรีไซเคิล สนค.เตือนผู้ประกอบการเร่งปรับสินค้าและแพ็กเกจจิ้ง รับตลาด EU ที่ไทยส่งออกปี 2568 มูลค่า 26,491.69 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และครึ่งแรกปี 2569 ยังโต 20% ชี้ปรับตัวเร็วช่วยลดอุปสรรคและสร้างแต้มต่อในตลาดมูลค่าสูง
นายนันทพงศ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า สนค.ติดตามกฎระเบียบใหม่ของสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งยกระดับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมภายใต้ European Green Deal โดยล่าสุด Regulation (EU) 2025/40 หรือ Packaging and Packaging Waste Regulation (PPWR) ว่าด้วยบรรจุภัณฑ์และขยะบรรจุภัณฑ์ เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป
PPWR เป็นกฎระเบียบควบคุมบรรจุภัณฑ์ตลอดวงจรชีวิต ตั้งแต่การออกแบบ การผลิต ไปจนถึงการจัดการหลังใช้งาน โดยมีเป้าหมายให้บรรจุภัณฑ์ที่วางจำหน่ายใน EU สอดคล้องกับแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ลดปริมาณของเสีย เพิ่มการนำกลับมาใช้ใหม่ และใช้วัสดุที่สามารถกลับเข้าสู่วงจรการผลิตได้จริง
กฎดังกล่าวยังสร้างมาตรฐานกลางสำหรับสินค้าและบรรจุภัณฑ์ที่จำหน่ายในประเทศสมาชิก EU ทั้ง 27 ประเทศ เพื่อลดอุปสรรคทางการค้าระหว่างสมาชิกและป้องกันการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม โดย PPWR เข้ามาแทนที่กฎหมายบรรจุภัณฑ์เดิม และเพิ่มความเข้มงวดด้านความปลอดภัยต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม
ข้อกำหนดสำคัญครอบคลุมการควบคุมปริมาณและความเข้มข้นของสารเคมีที่สุ่มเสี่ยง หรือ Substances of Concern การตรวจสอบโลหะที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ โดยเฉพาะตะกั่ว แคดเมียม ปรอท และโครเมียม รวมถึงการห้ามใช้สารเคลือบกันซึมประเภท PFAS ในบรรจุภัณฑ์อาหารทุกประเภท
ขอบเขตของ PPWR ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะกล่องกระดาษหรือถุงพลาสติก แต่ครอบคลุมบรรจุภัณฑ์สินค้าหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่พลาสติกห่อสินค้า บรรจุภัณฑ์บริการและบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วทิ้ง เช่น แก้วกระดาษ ถุงกระดาษ และแผ่นฟอยล์อะลูมิเนียม
นอกจากนี้ ยังครอบคลุมองค์ประกอบเสริมของสินค้า เช่น ป้ายห้อยสินค้า สติกเกอร์และฉลาก อุปกรณ์ประคองสินค้า รวมถึงบรรจุภัณฑ์ที่เป็นหน่วยเดียวกับสินค้า เช่น ถุงชาเยื่อกระดาษ แคปซูลกาแฟและแคปซูลเครื่องดื่ม ตลอดจนบรรจุภัณฑ์สำหรับการขนส่งสินค้าในธุรกิจ E-commerce
นายนันทพงศ์กล่าวว่า PPWR จึงเป็นกฎที่เกี่ยวข้องกับบรรจุภัณฑ์ในห่วงโซ่อุปทานอย่างกว้างขวาง ตั้งแต่บรรจุภัณฑ์สำหรับขนส่ง จัดจำหน่ายและเก็บรักษาสินค้า ไปจนถึงบรรจุภัณฑ์ในธุรกิจบริการอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งผู้ผลิตและผู้ส่งออกไทยที่ทำตลาด EU จำเป็นต้องเตรียมตัวรองรับ
ทั้งนี้ EU เป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทย โดยปี 2568 ไทยส่งออกไป EU มูลค่า 26,491.69 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 9.45% จาก 24,204.70 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 และคิดเป็น 7.79% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของไทย
EU จึงเป็นตลาดส่งออกอันดับ 3 ของไทยตามข้อมูลที่ สนค.ระบุ ขณะที่ในช่วงครึ่งแรกปี 2569 การส่งออกไทยไป EU ยังขยายตัวถึง 20% ทำให้ตลาดดังกล่าวมีบทบาททั้งในด้านการส่งออกและการกระจายความเสี่ยงของโครงสร้างตลาดส่งออกไทย
สนค.ประเมินว่า การบังคับใช้ PPWR เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ผู้ผลิตและผู้ส่งออกต้องเร่งปรับตัว โดยเฉพาะการตรวจสอบสินค้าและบรรจุภัณฑ์ให้สอดคล้องกับมาตรฐานความปลอดภัยของ EU ตรวจสอบการใช้สารเคมีและโลหะที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ตลอดจนปรับการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้เหมาะกับการขนส่ง
อีกโจทย์สำคัญคือการเลือกใช้วัสดุสำหรับผลิตบรรจุภัณฑ์ที่สามารถนำไปรีไซเคิลได้ง่ายและสอดคล้องกับแนวทางของ EU เพื่อช่วยลดอุปสรรคในการส่งออก และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน โดยเฉพาะในตลาดที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
นายนันทพงศ์กล่าวว่า PPWR สะท้อนรูปแบบมาตรการทางการค้ารุ่นใหม่ที่นำประเด็นสิ่งแวดล้อมเข้ามาเป็นเงื่อนไขให้ผู้ผลิตต้องปรับกระบวนการผลิตและการส่งออกสินค้า กระทรวงพาณิชย์จึงให้ความสำคัญกับการติดตามและแจ้งเตือนการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบ เพื่อให้ผู้ส่งออกเตรียมพร้อม เข้าใจแนวโน้มตลาด และใช้ประโยชน์จากโอกาสทางการค้าที่จะเกิดขึ้นในอนาคต