โคเนื้อพัทลุงขาดทุนอ่วม ราคาร่วง วอนรัฐคุมนำเข้า
ผู้เลี้ยงโคเนื้อพัทลุงขาดทุนหนัก หลังราคาร่วงนานกว่า 7 เดือน ด้านผู้เลี้ยงรายใหญ่และรายกลางทยอยขายแม่พันธุ์ เสนอรัฐสนับสนุนกู้เงินปลอดดอกเบี้ย คุมเข้มนำเข้าเนื้อโคจากต่างประเทศ
ด.ต.เสวียง แสงขาว เจ้าของมิสเตอร์โจฟาร์ม และประธานวิสาหกิจชุมชนเลี้ยงโคเนื้อพัทลุง อ.ควนขนุน จ.พัทลุง เปิดเผยว่า พัทลุงเป็นแหล่งเลี้ยงโคเนื้อสำคัญของภาคใต้ มีโคเนื้อหลายหมื่นตัว แต่ผู้เลี้ยงประสบภาวะขาดทุนต่อเนื่องมาหลายปี ส่งผลให้ผู้เลี้ยงรายใหญ่และรายกลางทยอยเลิกกิจการหรือปรับลดจำนวนโคลงอย่างต่อเนื่อง
ภาพรวมผู้เลี้ยงโคเนื้อทั้งกลุ่มอิสระ เครือข่ายผู้เลี้ยง และสหกรณ์โคเนื้อพัทลุงกว่า 1 พันราย คาดว่าขาดทุนสะสมหลักพันล้านบาท ปัจจุบันผู้เลี้ยงส่วนใหญ่ปรับมาเลี้ยงรายย่อยเพียง 2-3 ตัว หรือรายกลางประมาณ 5-20 ตัว ส่วนผู้เลี้ยงที่มีโค 50-100 ตัวเหลือไม่มาก สาเหตุสำคัญมาจากเนื้อโคจากต่างประเทศเข้ามาแข่งขันในตลาด ขณะที่ผู้ประกอบการรายใหญ่มีบทบาทสูง ซึ่งในช่วงประมาณ 7 เดือนที่ผ่านมาราคาโคเนื้อลดลงเหลือ 50-70 บาท/กก. ขณะที่ผู้เลี้ยงประเมินว่าต้องขายได้ประมาณ 100 บาท/กก. จึงจะไม่ขาดทุน
ขณะที่ฟาร์มแห่งหนึ่งเลี้ยงโคมากกว่า 200 ตัว แต่ทยอยขายออกไป 100 ตัว คิดเป็นเงิน 4 แสนบาท จากมูลค่าเดิมกว่า 1 ล้านบาท ส่วนแม่พันธุ์ที่เคยมีราคาตัวละ 1 แสนบาท ต้องขายเพียง 2 หมื่นบาท ขาดทุนตัวละ 8 หมื่นบาท และหยุดผสมพันธุ์ชั่วคราว เพราะกังวลว่าหากมีลูกโคเพิ่มจะไม่สามารถจำหน่ายได้ในราคาที่คุ้มทุน
ส่วนผู้เลี้ยงภาคใต้มีข้อจำกัดด้านช่องทางการตลาด และต้นทุนการเลี้ยง โดยพื้นที่อื่นเป็นพื้นที่เลี้ยงแบบปล่อยทุ่งและใช้หญ้าเป็นอาหาร ขณะที่ผู้เลี้ยงพัทลุงต้องพึ่งพาอาหารสำเร็จรูปเป็นหลัก จึงมีต้นทุนอาหารสูง
อย่างไรก็ตาม ภายหลังผู้เลี้ยงรายใหญ่และรายกลางทยอยลดจำนวนโคลง ส่งผลให้ปริมาณโคเนื้อในพื้นที่เริ่มขาดแคลน ราคาจึงปรับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 90 บาท/กก. เน้นการส่งออกเป็นหลัก โดยเฉพาะตลาดจีนที่ต้องการสินค้าเป็นลอตใหญ่
ด.ต.เสวียงกล่าวต่อว่า วิสาหกิจชุมชนเลี้ยงโคเนื้อพัทลุง ซึ่งมีสมาชิก 20 ราย เตรียมปรับรูปแบบการเลี้ยงให้เหมาะกับสถานการณ์ โดยส่งเสริมให้สมาชิกเลี้ยง 4-6 ตัว/ราย และวางรอบการผลิตปีละ 2 รุ่น รุ่นละ 6 เดือนโดยประมาณ เพื่อให้มีการจำหน่ายต่อเนื่องและสร้างกระแสรายได้ให้ผู้เลี้ยง
ขณะเดียวกันจะส่งเสริมการเลี้ยงโคพื้นบ้าน 1-3 ตัว/ราย โดยใช้หญ้าจากสวนยางพารา สวนผลไม้ และสวนปาล์มน้ำมันเป็นอาหารหลัก เพื่อลดการพึ่งพาอาหารสำเร็จรูป ผู้เลี้ยงสามารถชะลอการขายในช่วงที่ราคาตกต่ำ และทยอยจำหน่ายเมื่อได้ราคาที่เหมาะสม
นอกจากนี้ เตรียมเสนอให้รัฐบาลสนับสนุนเงินทุนปลอดดอกเบี้ยเป็นเวลา 3 ปี และสนับสนุนเงินลงทุน 60,000 บาท/ตัว สำหรับเลี้ยงจนโคมีอายุประมาณ 2 ปี ก่อนจำหน่ายในราคา 100,000 บาท/ตัว พร้อมทั้งดูแลการนำเข้าเนื้อโคจากต่างประเทศ ไม่ให้เข้ามากดราคาผลผลิตในประเทศมากเกินไป ขณะเดียวกันต้องสร้างช่องทางตลาดรองรับผลผลิตของเกษตรกรในช่วงที่ราคาตกต่ำ