เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
EBRD ชี้หนุนยูเครนไม่ใช่ ‘ต้นทุน’ แต่คือการลงทุนกับ ‘อนาคตของยุโรป’
Finance EBRD ชี้หนุนยูเครนไม่ใช่ ‘ต้นทุน’ แต่คือการลงทุนกับ ‘อนาคตของยุโรป’
ธปท. เตือนภัยไซเบอร์ ฉ้อโกงเสี่ยงรุนแรงชู Bangkok Blueprint ปิดช่อง
Finance ธปท. เตือนภัยไซเบอร์ ฉ้อโกงเสี่ยงรุนแรงชู Bangkok Blueprint ปิดช่อง
บอยท่าพระจันทร์โพสต์ นักรบย่อมมีบาดแผล บทเรียนจากการขาดทุนหุ้นเฉียดพันล้าน
Biz Movement บอยท่าพระจันทร์โพสต์ นักรบย่อมมีบาดแผล บทเรียนจากการขาดทุนหุ้นเฉียดพันล้าน
โซเซียลเดือด บ.สมุนไพรดังแอบจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ‘NENE ROYAL’
Biz Movement โซเซียลเดือด บ.สมุนไพรดังแอบจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ‘NENE ROYAL’
รฟม.กางแผนลงทุนรถไฟฟ้าภูมิภาค เปิดโผ“จังหวัดไหน”มีโอกาสแจ้งเกิดมากที่สุด
News รฟม.กางแผนลงทุนรถไฟฟ้าภูมิภาค เปิดโผ“จังหวัดไหน”มีโอกาสแจ้งเกิดมากที่สุด
กงสุลใหญ่สหรัฐฯ เชียงใหม่ จัดใหญ่ “Freedom 250 American Fair”ฉลอง 250 ปี สหรัฐอเมริกา
เศรษฐกิจภูมิภาค กงสุลใหญ่สหรัฐฯ เชียงใหม่ จัดใหญ่ “Freedom 250 American Fair”ฉลอง 250 ปี สหรัฐอเมริกา
10 ปี SOS Thailand ดันกฎหมายหนุนบริจาคอาหาร-เตรียมขอคาร์บอนเครดิต
SD 10 ปี SOS Thailand ดันกฎหมายหนุนบริจาคอาหาร-เตรียมขอคาร์บอนเครดิต
JARTON ต่อยอด IMF-World Bank รุกตลาดความปลอดภัยอาเซียน
Business JARTON ต่อยอด IMF-World Bank รุกตลาดความปลอดภัยอาเซียน
‘บ้านคนละหลัง PLUS’ 5 หมื่นล้านปลุกหุ้นอสังหาฯ-ธอส.คาดปีหน้า ‘เต็มวงเงิน’
Finance ‘บ้านคนละหลัง PLUS’ 5 หมื่นล้านปลุกหุ้นอสังหาฯ-ธอส.คาดปีหน้า ‘เต็มวงเงิน’
ชัยชนะของชาวกล้วย
คุยกับเอกราช ชัยชนะของชาวกล้วย
ดูทั้งหมด

บอยท่าพระจันทร์โพสต์ นักรบย่อมมีบาดแผล บทเรียนจากการขาดทุนหุ้นเฉียดพันล้าน

17 ต.ค. 2569 | 15:41น.

บอย ท่าพระจันทร์ โพสต์ “นักรบย่อมมีบาดแผล” โชว์พอร์ตหุ้น เผยเคยขาดทุนยับเกือบพันล้านก่อนกู้วิกฤตได้

เพจเฟชบุ๊ก บอย ท่าพระจันทร์โพสต์ โพสต์ข้อความ “นักรบย่อมมีบาดแผล”

รูปวันที่8เมษายน ปี 2569

หลังจากตัดขาดทุนไป เกือบ 100 ล้านบาท ในเดือนมกราคม

ย้ายหุ้นทุกตัวไปที่พอร์ตเงินสด (ปัจจุบันไม่มีเงินกู้แม้แต่บาทเดียว)

13 ปี 4 เดือน 13 วัน กับชีวิตในตลาดหุ้น

“ตลาดหุ้นสอนให้ผมรู้จักทั้งความสำเร็จ ความล้มเหลว และราคาของความผิดพลาด”

ตลอดระยะเวลา 13 ปี 4 เดือน 13 วัน ที่ผมอยู่ในตลาดหุ้น ถ้าถามว่าสนุกไหม ผมตอบได้เลยว่าสนุกมาก แต่ถ้าถามว่าทุกข์ไหม ผมก็ตอบได้เต็มปากว่า ทุกข์มากเช่นกัน

เพราะตลาดหุ้นไม่ได้มีแค่วันที่เราหาเงินได้ แต่มันยังมีวันที่เราต้องพยายามทุกวิถีทาง เพื่อรักษาเงินที่เรามีอยู่ไม่ให้สูญเสียไปด้วย

ย้อนกลับไปในช่วง 5-6 ปีแรกของการลงทุน ผมยอมรับตรง ๆ ว่า ผมเล่นหุ้นแบบมั่วซั่วชิบหายเลยครับ

ซื้อ ๆ ขาย ๆ กำไรบ้าง ขาดทุนบ้าง วนเวียนอยู่แบบนั้นหลายปี เรียกได้ว่าเละเทะตุ้มเป๊ะ เพราะตอนนั้นผมมีความกล้ามากกว่าความรู้ และมีความมั่นใจมากกว่าประสบการณ์

จนกระทั่งก่อนเกิดโควิด ผมเริ่มจับทางตลาดได้ดีขึ้น พอร์ตเริ่มกลับมามีกำไร และคิดว่าตัวเองเริ่มเข้าใจการลงทุนมากขึ้นแล้ว

แต่พอถึงปี 2020 วิกฤตโควิดก็เกิดขึ้น

นั่นคือหนึ่งในช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตการลงทุนของผม

หุ้นตกอย่างรุนแรง พอร์ตเสียหายหนัก วงเงินกู้มาร์จิ้นที่ผมใช้ก็มีจำนวนมาก จนมาร์เก็ตติ้งโทรมาเรียกหลักประกันเพิ่มแทบตลอดเวลา

ผมจำได้ดีว่าตอนนั้นสภาพจิตใจย่ำแย่มาก

ผมต้องตัดสินใจขายทรัพย์สินทุกอย่างที่คิดว่าสามารถขายได้ เพื่อนำเงินมาเติมหลักประกันรักษาพอร์ตหุ้นเอาไว้

แต่ในความกดดันครั้งนั้น ผมกลับมองเห็นอีกด้านหนึ่งของวิกฤต

ผมคิดว่า นี่อาจเป็นโอกาสครั้งสำคัญในชีวิต หรืออาจเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุดของผมก็ได้

ผมเลือกที่จะสู้ต่อ ทั้งเติมมาร์จิ้นและนำเงินส่วนที่เหลือกลับเข้าไปลงทุนเพิ่ม

โชคดีที่ท้ายที่สุด หุ้นที่ผมถือกลับมาทำจุดสูงสุดใหม่ (New High) จนทำให้ผมได้รับกำไรหลายเท่าตัวจากเงินที่ลงทุนไป

แต่เรื่องราวไม่ได้จบสวยงามเพียงเท่านั้น

เพราะเมื่อผมเริ่มทำกำไรได้จำนวนมาก สิ่งหนึ่งที่เพิ่มขึ้นตามมาคือ ความมั่นใจในตัวเอง

ผมเริ่มลงทุนหนักขึ้น ซื้อหุ้นเพิ่มอีกหลายบริษัท และนั่นก็กลายเป็นบทเรียนราคาแพงอีกครั้ง

ตลอดระยะเวลา 3 ปี ตั้งแต่ปี 2023, 2024 และ 2025 ผมขาดทุนจากการลงทุนในหุ้นรวมกันประมาณ 700-800 ล้านบาท

ใช่ครับ… เจ็ดถึงแปดร้อยล้านบาท

มันเป็นตัวเลขที่สูงมาก และเป็นบทเรียนที่ผมต้องจ่ายด้วยเงินจริง ๆ

ผมไม่ได้เล่าเรื่องนี้เพื่อให้ใครสงสาร และไม่ได้ต้องการให้ใครมองว่าผมมีเงินมากมายแค่ไหน

แต่ผมอยากให้เห็นอีกด้านหนึ่งของการลงทุนว่า คนที่เคยทำกำไรได้มหาศาล ก็สามารถขาดทุนมหาศาลได้เช่นเดียวกัน

และบางครั้งความผิดพลาดที่แพงที่สุด ไม่ได้เกิดจากการที่เราไม่มีความรู้ แต่เกิดจากการที่เราเชื่อมั่นในตัวเองมากเกินไป

จนกระทั่งเข้าสู่ต้นปี 2026

ผมตัดสินใจปรับพอร์ตการลงทุนอีกครั้ง เนื่องจากสถานการณ์ตลาดหุ้นไทยในช่วงต้นปีค่อนข้างย่ำแย่ หุ้นที่ผมถืออยู่ปรับตัวลงอย่างหนัก จนทำให้พอร์ตของผมถูกเรียกมาร์จิ้นคอล (Margin Call) อีกหนึ่งครั้ง

ครั้งนี้ผมจำเป็นต้องตัดสินใจขายหุ้นออกไปประมาณ 300ล้านบาท เพื่อนำเงินมาลดภาระเงินกู้และรักษาสถานะพอร์ตเอาไว้

และในช่วงต้นปีนั้นเอง พอร์ตของผมได้รับความเสียหายไปเกือบ 100 ล้านบาท

ยอมรับว่ามันเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่หนักหนาสาหัสไม่น้อยไปกว่าครั้งที่ผ่านมา

แต่สิ่งที่แตกต่างจากอดีต คือครั้งนี้ผมไม่ได้คิดเพียงว่าจะทำอย่างไรให้กลับมากำไรเร็วที่สุด

ผมกลับคิดว่า จะทำอย่างไรให้พอร์ตของตัวเองกลับมาแข็งแรง และไม่ต้องตกอยู่ภายใต้ความกดดันจากเงินกู้มาร์จิ้นอีกต่อไป

หลังจากนั้นผมจึงตัดสินใจปรับพอร์ตอย่างจริงจัง ลดความเสี่ยง ลดภาระหนี้ และจัดสัดส่วนการลงทุนใหม่ทั้งหมดเท่าที่จำเป็น

จนกระทั่งวันนี้ ผลลัพธ์ของการตัดสินใจครั้งนั้นเริ่มชัดเจนขึ้น

จากพอร์ตที่เสียหายเกือบ 100 ล้านบาทในช่วงต้นปี 2026 วันนี้พอร์ตของผมกลับมามีกำไรได้พอสมควรแล้ว ไม่ติดลบ และที่สำคัญที่สุดคือ ผมไม่มีภาระเงินกู้มาร์จิ้นอีกต่อไป

สำหรับผม นี่อาจไม่ใช่ปีที่ทำกำไรได้มากที่สุด แต่เป็นอีกหนึ่งปีที่ผมรู้สึกว่าตัวเองได้เรียนรู้อะไรมากที่สุด

เพราะหลังจากผ่านการขาดทุนรวมกันถึง 700-800 ล้านบาทในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา และยังต้องเผชิญกับความเสียหายอีกเกือบ 100 ล้านบาทในช่วงต้นปีนี้

การที่วันนี้ผมสามารถกลับมายืนได้อย่างมั่นคง มีพอร์ตที่แข็งแรงขึ้น และไม่มีภาระเงินกู้ ถือเป็นสิ่งที่ผมพอใจมากแล้วครับ

13 ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นสอนผมอยู่เรื่องหนึ่งว่า

“การหาเงินให้ได้มาก ๆ เป็นเรื่องยาก แต่การรักษาเงินที่หามาได้ ไม่ให้สูญเสียไปเพราะความมั่นใจของตัวเองนั้น ยากยิ่งกว่า”

ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นนักลงทุนที่เก่งที่สุด และไม่เคยคิดว่าตัวเองรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับตลาดหุ้น

เพราะตลอด 13 ปีที่ผ่านมา ผมยังผิดพลาดอยู่เสมอ และยังต้องเรียนรู้อีกมาก

สำหรับคนที่ยังไม่เคยลงทุนในหุ้น ผมไม่อยากแนะนำให้เข้ามาเพียงเพราะเห็นใครบางคนทำกำไรได้มากมาย

เพราะเบื้องหลังตัวเลขกำไรที่คุณเห็น อาจมีตัวเลขขาดทุนที่คุณไม่เคยรู้ซ่อนอยู่

แต่สำหรับคนที่ลงทุนอยู่แล้ว ผมอยากให้ค่อย ๆ ศึกษา ค่อย ๆ เรียนรู้ และพัฒนาตัวเองไปเรื่อย ๆ

อย่าเพิ่งคิดถึงวันที่จะได้กำไรเป็นร้อยล้านพันล้าน แต่ควรคิดถึงวันที่ตลาดไม่เป็นใจด้วยว่า เราจะรักษาเงินทุนของตัวเองอย่างไร

เพราะแต่ละคนมีวิธีการลงทุน มีต้นทุนชีวิต และมีความสามารถในการรับความเสี่ยงที่แตกต่างกัน

สุดท้ายแล้ว ทุกคนอาจมีเป้าหมายคล้ายกัน คือความสำเร็จและผลตอบแทนจากการลงทุน แต่เส้นทางที่จะไปถึงจุดนั้น ไม่มีใครเหมือนกัน

ผมใช้เวลา 13 ปี 4 เดือน 13 วัน เพื่อเรียนรู้ว่า ตลาดหุ้นไม่ได้ให้รางวัลกับคนที่กล้าที่สุดเสมอไป แต่คนที่รู้จักควบคุมความเสี่ยง และอยู่รอดได้นานพอ ต่างหากที่มีโอกาสไปถึงเป้าหมาย

วันนี้ผมยังคงเป็นนักลงทุนคนเดิมที่ชอบตลาดหุ้นเหมือนวันแรก เพียงแต่ผมเข้าใจแล้วว่า บางครั้งการไม่ขาดทุนหนัก ก็มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการทำกำไรมหาศาล

ผมไม่เคยเสียดายเวลาที่เสียไปกับการเรียนรู้ แต่ผมเสียดายทุกครั้งที่ตัวเองผิดพลาด เพราะคิดว่าตัวเองรู้มากพอแล้ว

ขอให้ทุกคนโชคดีในการลงทุนครับ

13 ปี 4 เดือน 13 วัน ในตลาดหุ้น

ผมอาจยังไม่ใช่นักลงทุนที่เก่งที่สุด แต่ผมจะไม่หยุดเรียนรู้จากความผิดพลาดของตัวเอง

แท็กที่เกี่ยวข้อง

บอยท่าพระจันทร์