เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ในหลวง พระราชินี ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลครบรอบ 1 ปี วันสวรรคต พระพันปีหลวง
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง พระราชินี ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลครบรอบ 1 ปี วันสวรรคต พระพันปีหลวง
ท่องเที่ยวหนุน WTCE 2026 เชื่อมธุรกิจไทย-จีน-นานาชาติ ดันท่องเที่ยว เทคโนโลยี กีฬา บันเทิงสู่โอกาสใหม่
Business ท่องเที่ยวหนุน WTCE 2026 เชื่อมธุรกิจไทย-จีน-นานาชาติ ดันท่องเที่ยว เทคโนโลยี กีฬา บันเทิงสู่โอกาสใหม่
แฟนหนังสือต่อคิวล้นรอพิธาแจกลายเซ็นต์ แนะ 3 ข้อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ
Biz Movement แฟนหนังสือต่อคิวล้นรอพิธาแจกลายเซ็นต์ แนะ 3 ข้อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ
“CX สู่ AX” BBIK ใช้ AI พลิกเกมแอปการเงิน ย้ำประสบการณ์ลูกค้าต้องเป็นวาระ CEO
Tech “CX สู่ AX” BBIK ใช้ AI พลิกเกมแอปการเงิน ย้ำประสบการณ์ลูกค้าต้องเป็นวาระ CEO
‘มังคุดนอกฤดู’ ภาคใต้เนื้อหอม พ่อค้ารุมจองเหมาสวนลุ้นราคาแตะร้อย
Economic ‘มังคุดนอกฤดู’ ภาคใต้เนื้อหอม พ่อค้ารุมจองเหมาสวนลุ้นราคาแตะร้อย
จะ Update โครงสร้างเงินเดือนวิธีไหนดี
SD Talk จะ Update โครงสร้างเงินเดือนวิธีไหนดี
คพ. แจงผลตรวจคุณภาพน้ำกรณีปลาตาย จ.ปราจีนบุรี เร่งตรวจสอบสาเหตุเพิ่มเติม
Economic คพ. แจงผลตรวจคุณภาพน้ำกรณีปลาตาย จ.ปราจีนบุรี เร่งตรวจสอบสาเหตุเพิ่มเติม
วิรไท-สมเกียรติ แห่ง TDRI กางปัจจัยเสี่ยงประเทศไทย ในโลกที่ไม่แน่นอน
Economic วิรไท-สมเกียรติ แห่ง TDRI กางปัจจัยเสี่ยงประเทศไทย ในโลกที่ไม่แน่นอน
ถอดบทเรียนมหาอุทกภัย ปรับเกณฑ์ยกธงเหลือง-ธงแดง เตือนน้ำท่วมหาดใหญ่ปี 69
เศรษฐกิจภูมิภาค ถอดบทเรียนมหาอุทกภัย ปรับเกณฑ์ยกธงเหลือง-ธงแดง เตือนน้ำท่วมหาดใหญ่ปี 69
มูดี้ส์ไม่หั่นเครดิตฝรั่งเศส โยนโจทย์ปราบเซียนคลัง สภาแขวนชี้ชะตาประเทศ
World มูดี้ส์ไม่หั่นเครดิตฝรั่งเศส โยนโจทย์ปราบเซียนคลัง สภาแขวนชี้ชะตาประเทศ
ดูทั้งหมด

วิรไท-สมเกียรติ แห่ง TDRI กางปัจจัยเสี่ยงประเทศไทย ในโลกที่ไม่แน่นอน

24 ต.ค. 2569 | 16:52น.
วิรไท-สมเกียรติ TDRI

ในภาวะที่โลกผันผวน ไม่แน่นอน ทั้งปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างขั้วมหาอำนาจ ที่ไม่มีใครรู้ว่าจะจบลงอย่างไร แต่กลับส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพหลายประเทศ และไทยก็เป็นหนึ่งในนั้น

และไทยยังต้องรับมือกับกำแพงภาษีและมาตรการกีดกันทางการค้าจากฝั่งสหรัฐอเมริกา เผชิญกติกาสิ่งแวดล้อมจากอียู สินค้าล้นตลาดจากจีนที่ทะลักเข้ามา สะเทือน SMEs

กลายเป็นความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจและการค้า ความไม่มั่นคงทางต้นทุนและค่าครองชีพ ยังถูกซ้ำเติมด้วยภัยธรรมชาติ

เมื่อประชาชนรู้สึกว่า “ไม่มั่นคง” รัฐบาลจะจัดการความเสี่ยงได้อย่างไร สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ได้จัดงาน TDRI Annual Public Conference 2026 ภายใต้หัวข้อ “ความ (ไม่) มั่นคงของคนไทย ในโลกที่ไม่แน่นอน”

ความไม่มั่นคงของคนไทย

ดร.วิรไท สันติประภพ ประธานกรรมการทีดีอาร์ไอ ฉายภาพ “ความไม่มั่นคงของคนไทย” ว่ามาจาก 3 สาเหตุ 1.คนไทยจำนวนมากรู้สึกไม่มั่นคงในงาน หางานดี ๆ ได้ยากขึ้น เสี่ยงตกงานสูงขึ้น รายได้จากการทำงานไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้เท่าทันกับค่าครองชีพและภาระค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ถ้าเราถอยหลังไป 2-3 ทศวรรษก่อน เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ดี คนไทยที่อยู่ในวัยทำงานสามารถหางานที่มั่นคงได้ไม่ยาก

แต่ในวันนี้ ความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมที่จ้างงานสูงถดถอยลงเมื่อเทียบกับคู่แข่ง พัฒนาการทางเทคโนโลยีได้ทำให้รูปแบบธุรกิจและรูปแบบการจ้างงานของหลายอุตสาหกรรมเปลี่ยนไป การผลิตหันมาใช้หุ่นยนต์มากขึ้น ยังไม่รวม AI ที่พัฒนาอย่างก้าวกระโดด และจะทดแทนเด็กจบใหม่และคนในวัยทำงานจำนวนมากได้ด้วยผลิตภาพที่สูงกว่า

2.การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยมีลักษณะเป็นรูปตัว K ที่ขาบนกับขาล่างห่างกันมากขึ้น ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยไม่ได้ถูกแก้ไขอย่างจริงจัง ทั้งความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ ทรัพย์สิน หรือโอกาส ระบบการศึกษาของภาครัฐที่เคยเป็นบันไดทางสังคมให้กับคนส่วนใหญ่ของประเทศ ไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ว่าเป็นระบบที่ใช้งบประมาณสูง แต่ก็ไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้เท่าทันกับโลกยุคใหม่

“เราปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกครั้งที่เกิดวิกฤต หรือโดนแรงกระแทกจากภายนอก ความมั่นคงในชีวิตของคนตัวเล็กตัวน้อยจะถดถอยลงอีก เพราะคนกลุ่มนี้มีภูมิคุ้มกันต่ำ ไม่สามารถล้มแล้วลุกขึ้นเองได้เร็ว ทุกวิกฤตที่เกิดขึ้นจะยิ่งทำให้ความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยเพิ่มสูงขึ้น” ดร.วิรไท กล่าว

นักการเมืองสนใจการเมืองมากกว่าบ้านเมือง

ดร.วิรไท กล่าวว่า 3.คนไทยรู้สึกขาดที่พึ่งหลัก โดยทั่วไป ภาครัฐต้องสร้างความมั่นคงในชีวิตให้กับคนส่วนใหญ่ของประเทศ เพราะภาครัฐมีทั้งอำนาจรัฐ งบประมาณ และกลไกต่าง ๆ ที่จะดูแลประชาชน สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของคน และนำพาเศรษฐกิจและสังคมไทยให้พัฒนาได้ต่อเนื่อง

แต่ในช่วงที่ผ่านมามีเหตุการณ์หลายอย่างที่อาจทำให้คนไทยรู้สึกกังวลมากกว่ามีความหวัง หลายคนเชื่อว่าเราพึ่งพาภาครัฐได้น้อยลง ทั้งในภาวะปกติและภาวะวิกฤต เพราะประสิทธิภาพของภาครัฐที่ถดถอยลง ความรู้ความสามารถของผู้กำหนดนโยบายและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ไม่เท่าทันกับความท้าทายของโลกยุคใหม่ พฤติกรรมของนักการเมืองที่สนใจแต่เรื่องการเมืองมากกว่าเรื่องบ้านเมืองหรือประโยชน์ของประชาชน

“ที่สำคัญฐานะการคลังและวินัยการคลังมีแนวโน้มอ่อนแอลงเรื่อย ๆ ในอดีตความมั่นคงทางการคลังและวินัยการคลังเคยเป็นภูมิคุ้มกันที่ดีของเศรษฐกิจไทย แต่ถ้ามองไปในอนาคตแล้ว ฐานะการคลังและวินัยการคลังที่อ่อนแอลง อาจจะเป็นความเสี่ยงที่ก่อให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจในอนาคตได้ ในวันนี้ภาครัฐที่ประชาชนคาดหวังจะเป็นที่พึ่งพิง กลับกลายเป็นพันธนาการฉุดรั้งการปรับตัวให้เท่าทันกับโลกยุคใหม่ ภาครัฐที่ควรจะสร้างความหวังให้กับคนส่วนใหญ่ กลับบั่นทอนความหวัง จนอาจส่งผลให้คนไทยจำนวนไม่น้อยรู้สึกว่าชีวิตไม่มั่นคง” ดร.วิรไทกล่าว

เร่งสร้างความหวัง-ความมั่นคงคนไทย

ดร.วิรไทกล่าวว่า ท่ามกลางความท้าทายต่าง ๆ ที่รุนแรงขึ้น เรายิ่งต้องเร่งสร้างความหวังและความมั่นคงในชีวิตให้กับคนส่วนใหญ่ของประเทศ ทั้งนี้ นโยบายด้านเศรษฐกิจและสังคมต้องให้ความสำคัญกับอย่างน้อย 3 เรื่อง

เรื่องแรก ต้องมุ่งสร้างงานที่ดีให้กับคนส่วนใหญ่ของประเทศส่งเสริมและสร้างความสามารถในการแข่งขันให้กับธุรกิจที่จะเป็นตลาดแรงงานสำคัญ เร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่เพิ่มศักยภาพให้กับภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs รวมทั้งต้องเร่งยกระดับคุณภาพ ทักษะ ความรู้ความสามารถของคนกลุ่มต่าง ๆ ให้เท่าทันกับความต้องการของโลกยุคใหม่

เรื่องที่สอง ต้องแก้ไขปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะด้านโอกาส เร่งปฏิรูปการศึกษาทำให้การศึกษากลับมาเป็นบันไดทางสังคมได้อีกครั้งหนึ่ง ต้องเพิ่มผลิตภาพภาคเกษตรอย่างจริงจัง กำกับดูแลการแข่งขันให้เป็นธรรม เพื่อป้องกันไม่ให้ธุรกิจขนาดใหญ่ใช้อำนาจเหนือตลาด รวมทั้งต้องปฏิรูประบบสวัสดิการให้สามารถดูแลคนตัวเล็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เรื่องที่สาม ที่ควรให้ความสำคัญ คือ รัฐบาลต้องกล้าปฏิรูปภาครัฐอย่างจริงจัง เร่งจัดการปัญหาคอร์รัปชั่นทุกระดับ ปฏิรูปกติกาและกฎหมายที่ล้าสมัย ลดขนาดและความเป็นไซโลของหน่วยงานภาครัฐ และที่สำคัญต้องดูแลฐานะการคลังและรักษาวินัยการคลัง เพื่อป้องกันไม่ให้ฐานะการคลังกลายเป็นความเสี่ยงที่จะนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจในอนาคต

รัฐคือที่พึ่งสุดท้าย ในโลกที่ไม่แน่นอน

ด้าน ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานทีดีอาร์ไอ มองความเสี่ยง ความไม่แน่นอน และความไม่มั่นคงของคนไทย ว่า “ความเสี่ยง” และ “ความไม่แน่นอน” ชุดใหญ่ในโลกปัจจุบัน มี 4 ปัจจัย คือ ความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ โครงสร้างประชากรสังคมสูงวัย การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ และ AI โดยมองว่า รัฐคือ ที่พึ่งสุดท้ายในโลกที่ไม่แน่นอน ซึ่งภาครัฐจะช่วยเรื่องความเสี่ยงได้ เพราะภาครัฐมีทรัพยากรเยอะที่สุด สามารถใช้อำนาจทางกฎหมายเก็บภาษีจากคนมาได้ และมีอำนาจบังคับทางกฎหมาย จูงใจให้คนทำด้วยแรงจูงใจได้ ภาครัฐจึงมีหน้าที่จัดการความเสี่ยงที่ไม่มีใครจัดการได้ คือ รับความเสี่ยงเชิงระบบ สร้างกลไกจัดการความเสี่ยง และลงทุนเพื่อลดความเสี่ยง

ไม่พาประเทศเข้าสู่ศูนย์กลางความขัดแย้ง

ในด้านภูมิรัฐศาสตร์ ต้องระมัดระวัง อย่าพาประเทศเข้าไปสู่จุดศูนย์กลางความขัดแย้งของมหาอำนาจ พยายามรักษาระยะห่างที่เหมาะสม กระจายความเสี่ยง อย่าพึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่ง เพื่อให้ไทยมีอำนาจต่อรอง ลดการผูกขาดของตลาดส่งออก ถึงแม้ไม่เข้าไปเกี่ยวข้องโดยตรงก็จะเจอหางเลขอยู่ดี เช่น สงคราม อเมริกา-อิหร่าน ทำให้ราคาพลังงาน ราคาสินค้า สูงขึ้นกรณีแบบนี้สิ่งที่รัฐควรจะทำ คือการลดแรงกระแทก ถ้าจะเข้าไปแทรกแซงตลาด ไม่ใช่เข้าไปแทรกแซงแบบอุ้มทั้งหมด เพราะการเข้าไปอุ้มทั้งหมดเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดแรงจูงใจผิด ๆ

ดังนั้น ต้องแทรกแซงเพื่อลดแรงกระแทก ให้เวลาประชาชนได้ตั้งตัว และควรจะกำหนดกฎกติกาให้ชัดเจน และถ้าจำเป็นจริง ๆ ยังต้องชดเชยบางกลุ่ม ก็ต้องช่วยกลุ่มเปราะบางเป็นกลุ่มแรกก่อน และหาวิธีพึ่งตนเองในระยะยาว นี่คือสิ่งที่ภาครัฐควรจะทำ

ป้องกันความเสี่ยงจาก AI

AI มีความเสี่ยงสูงมาก สามารถทำให้คนไทยตกงานได้เป็นล้านคน สิ่งที่ภาครัฐควรคิด เช่น รัฐต้องคุ้มครองคน ไม่ใช่คุ้มครองงาน เอาคนเป็นตัวตั้งทำอย่างไรให้คนคนหนึ่งมี Productivity สูงขึ้น เปลี่ยนเป็นงานคราฟต์ งานแคร์ ที่เป็นงานที่มั่นคง โดยการอุดหนุนการสร้างทักษะ และถ้ามีการตกงานในสเกลใหญ่ การประกันการว่างงานและการประกันสังคม เพื่อมาป้องกัน ต้องจูงใจให้คนว่างงานฝึกทักษะใหม่ให้ได้ สิ่งที่ภาครัฐไม่ควรทำ คือสิ่งที่ภาครัฐทำทุกวันนี้ อย่าง TH:AI Passport ที่ไม่ได้ทำให้เกิดการปรับตัวทักษะ AI อย่างแท้จริง

ป้องกันภัยพิบัติ-ปฏิรูประบบบำนาญ

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งผลกระทบรุนแรง กระทบชีวิตของคนมากมาย สิ่งที่รัฐควรจะทำ การเน้นการป้องกันมากกว่าการรอคอยการเยียวยา และภัยนี้เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ส่วนเรื่องสังคมสูงอายุ สิ่งที่ภาครัฐควรทำ เร่งปฏิรูประบบบำนาญ ระบบบำนาญนั้นในอีก 10 ปีรายได้จากเบี้ยประกันจะน้อยกว่ารายจ่ายบำนาญที่จ่ายออกไป ในอีก 20 ปีรายได้จากเบี้ยประกันบวกกับผลตอบแทนการลงทุนก็จะน้อยกว่ารายจ่ายที่จ่ายออกไป และใน 30 ปีถ้าไม่ทำอะไรกองทุนก็จะแตก เพราะฉะนั้นจึงต้องเร่งปฏิรูปการลงทุน และเร่งสร้างกองทุน Long-term Care สำนักงานประกันสังคมต้องเป็นมืออาชีพ ต้องมีธรรมาภิบาล เริ่มจากบอร์ดบริหาร หันมาเก็บเงิน เพื่อให้เป็นประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ประกันตน

ภาครัฐไม่ควรสร้างความเสี่ยงเสียเอง

ดร.สมเกียรติทิ้งท้ายว่าด้วยข้อเสนอแนะเชิงนโยบายว่า ภาครัฐควรจะเป็นคนรับความเสี่ยง แต่ถ้าเกิดภาครัฐไม่ปรับอาจจะเป็นตัวสร้างความเสี่ยงเสียเอง ดังนั้น 1.เตรียมพื้นที่การคลังให้เพียงพอ เพื่อรับความเสี่ยงก้อนสุดท้าย ถ้าจะให้มีพื้นที่การคลังเพียงพอต้องลดการรั่วไหล โดยเฉพาะจากการทุจริต ลดการกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ได้ผล เก็บกระสุนไว้ใช้ในยามจำเป็น

“ต้องกลั่นกรองโครงการให้ดีขึ้น ทำเกณฑ์ให้เข้มงวดมากขึ้น และสุดท้ายอาจจะหลีกเลี่ยงสิ่งที่พยายามหลีกเลี่ยงกันมานานไม่ได้ ต้องหารายได้เพิ่มจากการเก็บภาษี ไม่ว่าจะเป็นภาษีคาร์บอน และสุดท้ายอาจจะต้องไปถึงภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT”

2.เสริมต่อขีดความสามารถรัฐ ภาครัฐต้องกลับมาทำงานด้วยข้อมูลและหลักฐาน ใช้เทคโนโลยี ปฏิรูปกฎระเบียบที่มีปัญหา และ 3.เปลี่ยนวัฒนธรรมการทำงาน สำคัญที่สุด ภาครัฐจะต้องมี Empathy กับประชาชน อยากแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน และควรมีการทำ Transformation ครั้งใหญ่ เอา Design Thinking เข้ามาปฏิรูประบบราชการ

“ไม่อยากเห็นต่อไปแล้ว ตึกถล่มแบบถูกระเบียบ และอยากเห็นการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐ ประชาสังคม และสำคัญที่สุดการเรียนรู้เพื่อปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ภาครัฐมีขีดความสามารถสูงขึ้น”

แท็กที่เกี่ยวข้อง

TDRI วิรไท สันติประภพ