ปักหมุดโอกาสเกษตรกรไทย เชื่อมผู้ผลิตท้องถิ่น สู่ตลาดระดับโลก
ท่ามกลางความท้าทายของตลาดโลก ภาคเกษตรไทยจำเป็นต้องเร่งเปลี่ยนผ่าน จากการมุ่งเน้นปริมาณการผลิต สู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยใช้นวัตกรรมและการเชื่อมโยงตลาดเป็นกลไกสำคัญ
สภาเกษตรกรแห่งชาติ ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือทีเส็บ พร้อมภาคีเครือข่ายภาครัฐและเอกชน จัดงานมหกรรมสินค้าเกษตร “Agri Next Thailand 2026” ภายใต้แนวคิด “From Local Value To Global Market” โครงการยกระดับเกษตรไทย สร้างมูลค่าสู่ตลาดโลก เมื่อวันที่ 27-28 ตุลาคมที่ผ่านมา ณ ลานอเนกประสงค์ ชั้น 2 อาคาร B ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ เพื่อเป็นเวทีกลางเชื่อมโยงผู้เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่เกษตรกร ผู้ผลิตวัตถุดิบ ผู้พัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยี ผู้ประกอบการแปรรูป ผู้จัดจำหน่าย ไปจนถึงผู้ส่งออก

ขณะที่ข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ระบุว่า ในปี 2568 ไทยมีมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร มูลค่ารวม 1.7 ล้านล้านบาท ลดลง 0.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยการส่งออกสินค้าเกษตรหดตัว 4.1% หลังขยายตัวต่อเนื่องตลอด 4 ปี ขณะที่สินค้าอุตสาหกรรมเกษตรยังเติบโตได้ 4.1% ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 สะท้อนถึงโอกาสในการยกระดับภาคเกษตรไทย
เชื่อมเกษตรกร-เครือข่ายการค้า
นายโกศล ปัทมะ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การพัฒนาภาคเกษตรไทยต้องดำเนินควบคู่กันทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การยกระดับมาตรฐานสินค้า และการสร้างโอกาสทางการตลาด เพื่อให้เกษตรกรสามารถรับมือกับความผันผวนทางเศรษฐกิจและความเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมได้อย่างเข้มแข็ง
นายนัยฤทธิ์ จำเล ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวว่า การจัดงาน Agri Next Thailand 2026 เป็นเวทีเชื่อมโยงเกษตรกรกับผู้ซื้อและเครือข่ายการค้า เพื่อเพิ่มรายได้และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยหวังว่าโครงการลักษณะนี้จะได้รับการต่อยอดและจัดอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงตลาดโดยตรงมากขึ้น
นายสราญโรจน์ สุทัศน์ชูโต รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือทีเส็บ กล่าวว่า ทีเส็บส่งเสริมการใช้อุตสาหกรรมไมซ์เป็นกลไกสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและเพิ่มมูลค่าให้ภาคเกษตรไทย ผ่านการเชื่อมโยงผู้ผลิตกับผู้ซื้อและพันธมิตรทางธุรกิจ โดยเฉพาะกิจกรรมเจรจาธุรกิจ
ตลอดจนผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางธุรกิจและนวัตกรรมเกษตรในภูมิภาคอย่างยั่งยืน
มัดรวมวัตถุดิบ 100 ร้านทั่วไทย
ขณะที่ภายในงานได้รวบรวมสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์แปรรูป รวบรวมสินค้าเกษตรจากเกษตรกรและผู้ประกอบการไทยกว่า 100 ร้านค้าทั่วประเทศ สะท้อนอัตลักษณ์และคุณค่าของวัตถุดิบไทย ทั้งสินค้าอัตลักษณ์พื้นถิ่น สินค้าผลิตภัณฑ์สมุนไพร และสินค้าอินทรีย์ เช่น กล้วยหอมทองทอดกรอบ จากวิสาหกิจชุมชนกลุ่มกล้วยหอมทองปทุมรัตน์ โดย นางสาวนงนุช เหมเชื้อ สมาชิกวิสาหกิจชุมชนกลุ่มกล้วยหอมทองปทุมรัตน์ จ.ปทุมธานี กล่าวว่า จุดเด่นของกล้วยหอมทองปทุมรัตน์คือเนื้อสัมผัสที่หนึบ และมีกลิ่นหอม
ปัจจุบันเครือข่ายมีสมาชิกประมาณ 10 ราย พื้นที่ปลูกกล้วยรวมกว่า 1,000 ไร่ และได้รับมาตรฐาน GMP ทั้งหมด กลุ่มนำผลผลิตมาแปรรูปและบรรจุผลิตภัณฑ์ด้วยตนเอง ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์แปรรูปหลายรูปแบบ ทั้งกล้วยอบและกล้วยป๊อป มีรสชาติให้เลือกหลากหลาย อีกทั้งยังรับผลิตสินค้าให้วิสาหกิจชุมชนรายอื่น โดยจำหน่ายให้โรงงานและตลาดตามหน่วยงานที่เชิญเข้าร่วมกิจกรรม ช่องทางออนไลน์ ร้านค้าในชุมชนและจังหวัด สถานีบริการน้ำมัน และร้านของฝากทั่วไป
โอกาสขยายฐานคู่ค้าในอนาคต
ด้าน นางสาวพิชามญชุ์ อรุณโรจน์ศิริ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด ขาย และประชาสัมพันธ์ บริษัท วาสนาเมล่อนฟาร์ม จำกัด หรือวาสนาเมล่อนฟาร์ม จ.สระบุรี กล่าวว่า ปัจจุบันจำหน่ายเมลอนสดไปยังห้างสรรพสินค้าและร้านค้าชั้นนำทั่วประเทศไทย พร้อมต่อยอดเมลอนสด ด้วยการแปรรูปเป็นเมลอนฟรีซดราย เมลอนแช่อิ่ม น้ำเมลอน ไอศกรีม และบิงซู รวมถึงพัฒนาพื้นที่ 70 ไร่เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร เพื่อเพิ่มช่องทางจำหน่ายและสร้างประสบการณ์ให้ผู้บริโภค ซึ่งการเข้าร่วมงานครั้งนี้ถือเป็นโอกาสประชาสัมพันธ์ฟาร์มและผลิตภัณฑ์ให้เป็นที่รู้จัก พร้อมขยายฐานลูกค้าและคู่ค้าในอนาคต
เพิ่มมูลค่าสมุนไพรไทยสู่สากล
ขณะที่สินค้าผลิตภัณฑ์สมุนไพร แพทย์แผนไทยและความงาม โดย Tiptana Natural ชาสมุนไพรจากธรรมชาติ นางดลกนก ศิริธนาชินาธิป ที่ปรึกษาการขายและการตลาด บริษัท ธิปธนาแลนด์ โฮม แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด จ.ฉะเชิงเทรากล่าวว่า เริ่มต้นธุรกิจด้วยแนวคิดนำวัตถุดิบทางการเกษตรและสมุนไพรไทยมาเพิ่มมูลค่าเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ใช้วัตถุดิบหลัก ได้แก่ ข้าวและใบหม่อนจากเครือข่ายเกษตรกร จ.ชัยภูมิ และขอนแก่น ส่วนโรงงานแปรรูปตั้งอยู่ จ.ขอนแก่น โดยมีช่องทางจำหน่ายหลักผ่านการออกบูทและช่องทางออนไลน์
ในอนาคตต้องการผลักดันแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล โดยมองว่าวัตถุดิบไทยสามารถพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์แนวโน้มการบริโภคเพื่อสุขภาพได้ นอกจากชาแล้วยังมีแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรในครัวเรือน เช่น ขิง ข่า ตะไคร้ และขมิ้น รวมถึงผลิตภัณฑ์กลุ่มอโรม่า เพื่อเพิ่มความหลากหลายของสินค้าและต่อยอดมูลค่าวัตถุดิบทางการเกษตร
“รู้สึกดีใจที่ได้รับโอกาสร่วมงาน เพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์ให้ผู้บริโภคและผู้ประกอบการรายใหญ่รู้จัก มีผู้ประกอบการร่วมเจรจาธุรกิจแล้ว 3-4 ราย จึงคาดหวังว่าความร่วมมือครั้งนี้จะนำไปสู่การขยายช่องทางจำหน่ายและผลักดันสินค้าเข้าสู่ตลาดเวลเนสในอนาคต”
นอกจากนี้ ยังมีเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เจาะลึกทิศทางตลาดเกษตรไทยสู่ตลาดโลก เปิดมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญในแวดวงธุรกิจ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและเปิดมุมมองการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรให้ตอบโจทย์ตลาดยุคใหม่ และกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ เชื่อมเกษตรกรไทยสู่โอกาสทางธุรกิจ พร้อมสร้างเครือข่ายพันธมิตรและต่อยอดสินค้าไทยสู่ตลาดที่กว้างขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ
รวมถึงกิจกรรม “Chef’s Table on the Future” ที่เชฟพลอยจาก MasterChef Thailand มาช่วยนำเสนอความหลากหลายของวัตถุดิบไทย และสร้างความแตกต่างให้สินค้าเกษตรไทย