กลยุทธ์การลงทุนไตรมาส 4
คอลัมน์ เติมความคิดพิชิตการลงทุน
โดย พรเทพ ชูพันธุ์ บล.ไทยพาณิชย์
ช่วง 1-2 สัปดาห์ที่แล้ว ทีมกลยุทธ์ การลงทุน บล.ไทยพาณิชย์ ได้ร่วมงานสัมมนาหุ้นสำหรับนักลงทุนทั่วไป เดินสายพบนักลงทุนสถาบัน ทั้งกองทุนในและต่างประเทศ ถ้าให้สรุป sentiment ทั้งหมดของตลาดในคำเดียวก็คือ cautiously optimistic คือเทียบกับเมื่อ 3 เดือนก่อน นักลงทุนมีมุมมองที่ดีขึ้น แต่ยังคงระมัดระวัง ซึ่งผมคิดว่าเป็นอารมณ์ตลาดที่ดีที่สุด เพราะหุ้นปรับตัวขึ้นต่อได้แต่ไม่แรงจนเกิดฟองสบู่ และไม่ร่วงจนเสียอารมณ์ตลาด
ภาวะดังกล่าวมักจะเป็นตลาดที่ขึ้นแบบ sideways up คือค่อย ๆ ขึ้น อาจมีย่อเล็ก ๆ 3-7% สลับกันไป ทำให้เป็นการขึ้นที่ใช้เวลานานจนหลายคนอาจรู้สึกเบื่อ แต่ข้อดีก็คือ การขึ้นช้าเป็นการเปิดโอกาสให้ผลประกอบการค่อย ๆ ปรับตัวดีขึ้นเมื่อมีกำไร บริษัทเป็นแรงหนุนการขยับขึ้นของราคาหุ้นก็จะมีปัจจัยพื้นฐานรองรับ ทำให้นักลงทุนระยะยาวยังคงสามารถสร้างกำไรได้
ในไตรมาส 4 นี้ บล.ไทยพาณิชย์ยังคงมีมุมมองบวก โดยเชื่อว่าวัฏจักรเศรษฐกิจขาขึ้นรอบนี้แม้จะยาวนานถึง 10 ปีแล้ว แต่ก็ยังไม่น่าจะจบลงในอีก 1-2 ปีข้างหน้า โดยดูจากเงื่อนไขเศรษฐกิจที่ถูกจับตามองในฐานะเป็นตัวบ่งชี้ว่ากำลังจะเกิดวิกฤต อันได้แก่ เศรษฐกิจร้อนแรงเกินไปหรือไม่ เงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นมากไปหรือไม่ ธนาคารกลางเร่งขึ้นดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วหรือไม่
เศรษฐกิจโลกไม่มีภาวะร้อนแรงเกินไป 10 ปีผ่านมาเรามีจุดชะลอความร้อนแรงทางเศรษฐกิจมากมาย (เปรียบเหมือน speed bump ที่ช่วยชะลอความเร็วรถ) เช่น วิกฤตหนี้ยุโรป วิกฤตราคาน้ำมันตกต่ำ การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนและญี่ปุ่น ความกังวลการแยกตัวจากสหภาพยุโรปของอังกฤษ (Brexit) และวิกฤตค่าเงินตลาดเกิดใหม่บางประเทศ (ตุรกี อาร์เจนตินา) ส่วนไทยก็มีวิกฤตน้ำท่วมและวิกฤตการเมือง ทั้งหมดนี้ช่วยให้เศรษฐกิจโลกและไทยโดยรวมอยู่ในลักษณะฟื้นตัว ด้วยความเร็วที่ไม่สูงเกินไป (ไม่ overheat
จนอันตราย)
ส่วนอัตราเงินเฟ้อขยับขึ้นแบบช้า ๆ ส่งผลให้ธนาคารกลางปรับดอกเบี้ยขึ้นช้ามาก ซึ่งนับว่าดี เพราะในอดีตวงรอบการเติบโตทางเศรษฐกิจมักจะด่วนจบลง (เข้าสู่ช่วงขาลงและการหดตัว) เมื่อธนาคารกลางปรับขึ้นดอกเบี้ยรวดเร็วเกินไป ส่วนหนึ่งเพราะในอดีตบางครั้งมีการเร่งขึ้นของอัตราเงินเฟ้อที่เร็วมาก จนธนาคารกลางต้องเร่งปรับขึ้นดอกเบี้ยถ้าดอกเบี้ยสูงพอ สุดท้ายเศรษฐกิจรับไม่ไหวก็เกิดวิกฤต อย่างไรก็ตาม การฟื้นของเศรษฐกิจรอบนี้สหรัฐใช้เวลาถึง 3 ปีในการปรับขึ้นดอกเบี้ย 2% นับว่าช้ามากเมื่อเทียบกับอดีตใช้เพียงปีเดียวในการขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 1.75-2.00%
ความเสี่ยงหลักอาจมาจากเรื่องอื่น เช่น การออกจากสหภาพยุโรปของอังกฤษ (Brexit) สงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ซึ่งหากดูตัวเลขเม็ดเงินภาษีที่เรียกเก็บเพิ่มผลกระทบทางตรงน่าจะต่ำกว่าที่หลายคนกังวลมาก สมมุตินะครับ ถ้าสหรัฐและจีนต่างคนต่างเก็บภาษีใส่กัน 25% ของมูลค่าสินค้านำเข้าทั้งหมดของกันและกัน ผลก็คือทั้ง 2 ประเทศจะเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้นไม่เกิน 1.3 แสนล้านดอลลาร์ คิดเป็นเพียง 0.5% ของ GDP 2 ประเทศรวมกัน ซึ่งก็นับว่าไม่น่ากระทบเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญมากนัก เพราะเมื่อรัฐได้ภาษีใหม่ตัวนี้ไปก็นำไปกระตุ้นเศรษฐกิจในด้านอื่น เช่น สหรัฐเอาไปอุดหนุนชาวไร่ชาวนา ส่วนจีนก็เลือกเก็บภาษีประเทศอื่น ๆ น้อยลง แปลว่า net net สุทธิแล้ว แรงจาก fiscal drag จากการเก็บภาษีสงครามการค้าอาจไม่รุนแรงนัก
ในรายงานรายไตรมาส เราคำนวณเป้าหมาย SET index สิ้นปีนี้ไว้ที่ 1,900 จุด ส่วนปี 2562 ที่ 2,000 จุด โดยกลยุทธ์การลงทุนไตรมาส 4 นี้เราแนะนำเลือกลงทุนแบบระมัดระวัง โดยเน้นธีมวัฏจักรการลงทุนขาขึ้นของไทย ซึ่งเราคาดว่าเม็ดเงินจะมาจากทั้งโครงการใหม่ ๆ ที่เชื่อมโยงกับ EEC และจากการขยายกำลังการผลิตภายในประเทศ ส่วนในระยะยาวยังมีโอกาสเห็นการลงทุนจากจีนขยายออกมานอกประเทศ อันเป็น
ผลพวงจาก US-China trade war ซึ่งเดือน ก.ย. 61 มีผลสำรวจของหอการค้าสหรัฐ ในจีน พบว่าราว 1/3 ของบริษัทเริ่มมองหาแหล่งการผลิตใหม่เพื่อเลี่ยงผลกระทบสงครามการค้า โดยเป้าหมายที่นิยมที่สุดคือ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีการเอ่ยถึงเวียดนาม (ค่าแรงถูก) ไทย (มีโครงสร้างพื้นฐานดี แรงงานคุณภาพ) และมาเลเซีย (พื้นฐานดี ภาษาได้)
เราเลือกหุ้นกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมที่ชอบมา 3 ตัว ได้แก่ ROJNA, AMATA, WHA และกลุ่มธนาคารที่รอรับประโยชน์จากวัฏจักรการลงทุนที่ทำให้ยอดปล่อยกู้ขยายตัว คุณภาพสินทรัพย์ดีขึ้น และดอกเบี้ยเปลี่ยนเป็นขาขึ้น เราเลือก BBL, KTB และ TMB เพื่อเข้ากับ theme การลงทุนดังกล่าว ทั้งนี้ นักลงทุนสามารถติดตามอ่านรายละเอียดได้ในรายงานรายไตรมาส 4Q/2561 ของเราได้ครับ