เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
EIC จับตาสหรัฐขึ้นภาษีรอบใหม่ หวั่นไทยเจอเรียกอัตราสูงขึ้น-บีบเจรจา
Finance EIC จับตาสหรัฐขึ้นภาษีรอบใหม่ หวั่นไทยเจอเรียกอัตราสูงขึ้น-บีบเจรจา
โอปอล-สุชาตา ในวันที่อำลามงฟ้า แต่คุณค่าจะคงอยู่ตลอดไป
Biz Movement โอปอล-สุชาตา ในวันที่อำลามงฟ้า แต่คุณค่าจะคงอยู่ตลอดไป
ราคาทองวันนี้ (16 ก.ย. 69) พุ่งขึ้น 850 บาท รูปพรรณบาทละ 69,050 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (16 ก.ย. 69) พุ่งขึ้น 850 บาท รูปพรรณบาทละ 69,050 บาท
‘ไทยเที่ยวไทยพลัส’ เลื่อนยาวไปช่วงโลว์ซีซั่นเมษายน 2570
Economic ‘ไทยเที่ยวไทยพลัส’ เลื่อนยาวไปช่วงโลว์ซีซั่นเมษายน 2570
MBK ส่งบริษัทลูก PRG เข้าถือหุ้น รพ.วิชัยเวช 20.03% ขึ้นแท่นผู้ถือหุ้นรายใหญ่
Finance MBK ส่งบริษัทลูก PRG เข้าถือหุ้น รพ.วิชัยเวช 20.03% ขึ้นแท่นผู้ถือหุ้นรายใหญ่
‘เอกนิติ’ เผยสื่อนอก อาจเก็บภาษี ‘อีวีนำเข้าทั้งคัน’ ราว 30 %
Finance ‘เอกนิติ’ เผยสื่อนอก อาจเก็บภาษี ‘อีวีนำเข้าทั้งคัน’ ราว 30 %
“อมตะ” ดึงทุนจีน Homa ทุ่มลงทุน 3.1 พันล้าน ปักฐานการผลิตตู้เย็นในชลบุรีป้อนตลาดยุโรป
Economic “อมตะ” ดึงทุนจีน Homa ทุ่มลงทุน 3.1 พันล้าน ปักฐานการผลิตตู้เย็นในชลบุรีป้อนตลาดยุโรป
ยอดขอไฟ Data Center 35 GW เป็นดีมานเทียม กระทรวงพลังงานใส่ PDP 2026 แค่ 8.8 กิกะวัตต์
Economic ยอดขอไฟ Data Center 35 GW เป็นดีมานเทียม กระทรวงพลังงานใส่ PDP 2026 แค่ 8.8 กิกะวัตต์
One Bangkok เติมแมกเน็ตค้าปลีกรับโค้งท้าย’69 
Business One Bangkok เติมแมกเน็ตค้าปลีกรับโค้งท้าย’69 
พริษฐ์ ชำแหละ กกต.จงใจไม่เห็นช้าง 3 ตัว ใช้ดุลพินิจต่างตอบแทนช่วย ‘ภูมิใจไทย’
Politics พริษฐ์ ชำแหละ กกต.จงใจไม่เห็นช้าง 3 ตัว ใช้ดุลพินิจต่างตอบแทนช่วย ‘ภูมิใจไทย’
ดูทั้งหมด

กลยุทธ์การลงทุนไตรมาส 4

09 ต.ค. 2561 | 18:03น.

คอลัมน์ เติมความคิดพิชิตการลงทุน

โดย พรเทพ ชูพันธุ์ บล.ไทยพาณิชย์

ช่วง 1-2 สัปดาห์ที่แล้ว ทีมกลยุทธ์ การลงทุน บล.ไทยพาณิชย์ ได้ร่วมงานสัมมนาหุ้นสำหรับนักลงทุนทั่วไป เดินสายพบนักลงทุนสถาบัน ทั้งกองทุนในและต่างประเทศ ถ้าให้สรุป sentiment ทั้งหมดของตลาดในคำเดียวก็คือ cautiously optimistic คือเทียบกับเมื่อ 3 เดือนก่อน นักลงทุนมีมุมมองที่ดีขึ้น แต่ยังคงระมัดระวัง ซึ่งผมคิดว่าเป็นอารมณ์ตลาดที่ดีที่สุด เพราะหุ้นปรับตัวขึ้นต่อได้แต่ไม่แรงจนเกิดฟองสบู่ และไม่ร่วงจนเสียอารมณ์ตลาด

ภาวะดังกล่าวมักจะเป็นตลาดที่ขึ้นแบบ sideways up คือค่อย ๆ ขึ้น อาจมีย่อเล็ก ๆ 3-7% สลับกันไป ทำให้เป็นการขึ้นที่ใช้เวลานานจนหลายคนอาจรู้สึกเบื่อ แต่ข้อดีก็คือ การขึ้นช้าเป็นการเปิดโอกาสให้ผลประกอบการค่อย ๆ ปรับตัวดีขึ้นเมื่อมีกำไร บริษัทเป็นแรงหนุนการขยับขึ้นของราคาหุ้นก็จะมีปัจจัยพื้นฐานรองรับ ทำให้นักลงทุนระยะยาวยังคงสามารถสร้างกำไรได้

ในไตรมาส 4 นี้ บล.ไทยพาณิชย์ยังคงมีมุมมองบวก โดยเชื่อว่าวัฏจักรเศรษฐกิจขาขึ้นรอบนี้แม้จะยาวนานถึง 10 ปีแล้ว แต่ก็ยังไม่น่าจะจบลงในอีก 1-2 ปีข้างหน้า โดยดูจากเงื่อนไขเศรษฐกิจที่ถูกจับตามองในฐานะเป็นตัวบ่งชี้ว่ากำลังจะเกิดวิกฤต อันได้แก่ เศรษฐกิจร้อนแรงเกินไปหรือไม่ เงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นมากไปหรือไม่ ธนาคารกลางเร่งขึ้นดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วหรือไม่

เศรษฐกิจโลกไม่มีภาวะร้อนแรงเกินไป 10 ปีผ่านมาเรามีจุดชะลอความร้อนแรงทางเศรษฐกิจมากมาย (เปรียบเหมือน speed bump ที่ช่วยชะลอความเร็วรถ) เช่น วิกฤตหนี้ยุโรป วิกฤตราคาน้ำมันตกต่ำ การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนและญี่ปุ่น ความกังวลการแยกตัวจากสหภาพยุโรปของอังกฤษ (Brexit) และวิกฤตค่าเงินตลาดเกิดใหม่บางประเทศ (ตุรกี อาร์เจนตินา) ส่วนไทยก็มีวิกฤตน้ำท่วมและวิกฤตการเมือง ทั้งหมดนี้ช่วยให้เศรษฐกิจโลกและไทยโดยรวมอยู่ในลักษณะฟื้นตัว ด้วยความเร็วที่ไม่สูงเกินไป (ไม่ overheat
จนอันตราย)

ส่วนอัตราเงินเฟ้อขยับขึ้นแบบช้า ๆ ส่งผลให้ธนาคารกลางปรับดอกเบี้ยขึ้นช้ามาก ซึ่งนับว่าดี เพราะในอดีตวงรอบการเติบโตทางเศรษฐกิจมักจะด่วนจบลง  (เข้าสู่ช่วงขาลงและการหดตัว) เมื่อธนาคารกลางปรับขึ้นดอกเบี้ยรวดเร็วเกินไป ส่วนหนึ่งเพราะในอดีตบางครั้งมีการเร่งขึ้นของอัตราเงินเฟ้อที่เร็วมาก จนธนาคารกลางต้องเร่งปรับขึ้นดอกเบี้ยถ้าดอกเบี้ยสูงพอ สุดท้ายเศรษฐกิจรับไม่ไหวก็เกิดวิกฤต อย่างไรก็ตาม การฟื้นของเศรษฐกิจรอบนี้สหรัฐใช้เวลาถึง  3 ปีในการปรับขึ้นดอกเบี้ย 2% นับว่าช้ามากเมื่อเทียบกับอดีตใช้เพียงปีเดียวในการขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 1.75-2.00%

ความเสี่ยงหลักอาจมาจากเรื่องอื่น เช่น การออกจากสหภาพยุโรปของอังกฤษ (Brexit) สงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ซึ่งหากดูตัวเลขเม็ดเงินภาษีที่เรียกเก็บเพิ่มผลกระทบทางตรงน่าจะต่ำกว่าที่หลายคนกังวลมาก สมมุตินะครับ ถ้าสหรัฐและจีนต่างคนต่างเก็บภาษีใส่กัน 25% ของมูลค่าสินค้านำเข้าทั้งหมดของกันและกัน ผลก็คือทั้ง 2 ประเทศจะเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้นไม่เกิน 1.3 แสนล้านดอลลาร์ คิดเป็นเพียง 0.5% ของ GDP 2 ประเทศรวมกัน ซึ่งก็นับว่าไม่น่ากระทบเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญมากนัก เพราะเมื่อรัฐได้ภาษีใหม่ตัวนี้ไปก็นำไปกระตุ้นเศรษฐกิจในด้านอื่น เช่น สหรัฐเอาไปอุดหนุนชาวไร่ชาวนา ส่วนจีนก็เลือกเก็บภาษีประเทศอื่น ๆ น้อยลง แปลว่า net net สุทธิแล้ว แรงจาก fiscal drag จากการเก็บภาษีสงครามการค้าอาจไม่รุนแรงนัก

ในรายงานรายไตรมาส เราคำนวณเป้าหมาย SET index สิ้นปีนี้ไว้ที่ 1,900 จุด ส่วนปี 2562 ที่ 2,000 จุด โดยกลยุทธ์การลงทุนไตรมาส 4 นี้เราแนะนำเลือกลงทุนแบบระมัดระวัง โดยเน้นธีมวัฏจักรการลงทุนขาขึ้นของไทย ซึ่งเราคาดว่าเม็ดเงินจะมาจากทั้งโครงการใหม่ ๆ ที่เชื่อมโยงกับ EEC และจากการขยายกำลังการผลิตภายในประเทศ ส่วนในระยะยาวยังมีโอกาสเห็นการลงทุนจากจีนขยายออกมานอกประเทศ อันเป็น
ผลพวงจาก US-China trade war ซึ่งเดือน ก.ย. 61 มีผลสำรวจของหอการค้าสหรัฐ ในจีน พบว่าราว 1/3 ของบริษัทเริ่มมองหาแหล่งการผลิตใหม่เพื่อเลี่ยงผลกระทบสงครามการค้า โดยเป้าหมายที่นิยมที่สุดคือ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีการเอ่ยถึงเวียดนาม (ค่าแรงถูก) ไทย (มีโครงสร้างพื้นฐานดี แรงงานคุณภาพ) และมาเลเซีย (พื้นฐานดี ภาษาได้)

เราเลือกหุ้นกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมที่ชอบมา 3 ตัว ได้แก่ ROJNA, AMATA, WHA และกลุ่มธนาคารที่รอรับประโยชน์จากวัฏจักรการลงทุนที่ทำให้ยอดปล่อยกู้ขยายตัว คุณภาพสินทรัพย์ดีขึ้น และดอกเบี้ยเปลี่ยนเป็นขาขึ้น เราเลือก BBL, KTB และ TMB เพื่อเข้ากับ theme การลงทุนดังกล่าว ทั้งนี้ นักลงทุนสามารถติดตามอ่านรายละเอียดได้ในรายงานรายไตรมาส 4Q/2561 ของเราได้ครับ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

การลงทุน การเงิน