ไตรมาส 3 แบงก์กำไร 5.7 หมื่นล้าน เทรนด์ลดลงต่อเนื่อง-หนี้เสียเพิ่ม-
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภาพรวมผลดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ (แบงก์) และกลุ่มบริษัทที่มีแบงก์อยู่ในเครือจำนวน 11 แห่ง ในงวดไตรมาส 3/61 (งบรวม) มีกำไรสุทธิรวม 57,394 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.48% จากไตรมาส 2/61 (QOQ) ซึ่งมีปัจจัยพิเศษจากธนาคารทหารไทย (TMB) รับรู้กำไรพิเศษราว 1.18 หมื่นล้านบาท จากการขายหุ้นของ บลจ.ทหารไทย ให้พันธมิตร “อีสท์สปริง”
ขณะที่ดูรายแบงก์ส่วนใหญ่จะมีกำไรโตลดลงจากไตรมาส 2/61 แต่ยังสามารถเติบโตจากช่วงเดียวกันปีก่อน (YOY) โดยรายได้ดอกเบี้ยยังสามารถเติบโตได้จากไตรมาส 2 ก่อนหน้า เนื่องจากส่วนต่างดอกเบี้ย (NIM) ที่ยังรักษาระดับสูงอยู่ราว 3% และสินเชื่อที่มีเติบโต แต่ด้านรายได้มิใช่ดอกเบี้ยปรับลดลงกันหลายแบงก์ หลัก ๆ จะได้รับผลกระทบจากค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมทางการเงินผ่านช่องทางดิจิทัล และรายได้จากการขายประกันที่ลดลง
ส่วนหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ก็ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และเห็นการทยอยตั้งสำรองล่วงหน้าเพื่อรองรับมาตรฐานบัญชี IFRS9 ที่เริ่มบังคับใช้ต้นปีེ จึงยังเห็นการตั้งสำรองหนี้เพิ่มขึ้นต่อเนื่องด้านค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน บางแห่งลดลง แต่มีบางแห่งเพิ่มขึ้น
โดยธนาคารกสิกรไทย (KBANK) แจ้งกำไรสุทธิลดลงสูงถึง 10.75% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น 637 ล้านบาท หรือ 2.62% และมีอัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ (NIM) อยู่ที่ 3.41% ขณะที่รายได้มิใช่ดอกเบี้ยจำนวน 3,187 ล้านบาท ลดลงถึง 19.63% ด้านธนาคารกรุงไทย (KTB) กำไรสุทธิลดลง 6% จากไตรมาสก่อนหน้า แต่เพิ่มขึ้น 33% ใน YOY โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิและรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการลดลง รวมถึงรายได้จากเงินลงทุนและส่วนแบ่งกำไรลดลงเช่นกัน ขณะที่ NIM อยู่ที่ 3.12% แต่ภาระการตั้งสำรองหนี้ลดลงมากในไตรมาส 3 ที่ผ่านมาตาม NPL ที่ลดลง
ฝั่งธนาคารกรุงเทพ (BBL) กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นราว 10.8% YOY แต่ลดลงจากไตรมาส 2/61 ราว 1.7% โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่เพิ่มขึ้น 3.9% จากไตรมาส 2/61 ตามสินเชื่อที่ขยายตัว และมี NIM อยู่ที่ 2.38% ส่วนสินเชื่อโตลดลงจากไตรมาส 2/61 ขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยลดลง 17.2% จากไตรมาสก่อนหน้าเช่นเดียวกัน ส่วนธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ก็มีกำไรสุทธิลดลงในไตรมาส 3 ที่ผ่านมา 5.4% QOQ โดยรายได้จากดอกเบี้ยยังเติบโตตามสินเชื่อ ส่วนต่างดอกเบี้ยปรับตัวดีขึ้นจากการบริหารต้นทุนเงินฝาก แต่รายได้มิใช่ดอกเบี้ยลดลงสูงเช่นกัน ด้านค่าใช้จ่ายการดำเนินงานอยู่ระดับสูงจากการลงทุนต่อเนื่องในโครงการ SCB Transformation เพิ่มถึง 13%
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) มี NIM อยู่ที่ระดับ 3.81% ขณะที่สินเชื่อที่เติบโตสูงจะอยู่ในกลุ่มสินเชื่อ
รายย่อยและสินเชื่อบรรษัทญี่ปุ่น และบรรษัทข้ามชาติ ด้านรายได้มิใช่ดอกเบี้ยก็เติบโต แต่จะมีค่าใช้จ่าย
ด้านการตลาดที่เพิ่มขึ้น
ขณะที่ TMB มีรายได้จากดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 2% QOQ ขณะที่ NIM ลดลงอยู่ที่ 2.96% จากที่เคยอยู่สูง 3% ซึ่งเป็นผลจากการขยายพอร์ตสินเชื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อธุรกิจรายใหญ่ ขณะที่มีค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นตามต้นทุนทางการเงิน และมีปริมาณเงินฝากที่เพิ่มขึ้นด้วย ส่วนรายได้มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มสูงมากเพราะรับรู้กำไรพิเศษ
ด้านนางสาวอุษณีย์ ลิ่วรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส ประเมินว่า ช่วงไตรมาส 4/61 กำไรกลุ่มแบงก์อาจจะปรับตัวลดลง เนื่องจากเป็นไตรมาสที่แบงก์จะมีค่าใช้จ่ายดำเนินงานสูงกว่าทุกไตรมาส จึงฉุดกำไรโดยรวม รวมทั้งอาจยังมีภาระการตั้งสำรองหนี้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ KTB ที่ปกติจะตั้งสำรองสูงในไตรมาสนี้ แต่ล่าสุด มีการขายที่ดินของ บมจ.เอคิว เอสเตท (AQ) หรือเดิมชื่อ
บมจ.กฤษดามหานคร ราว 8,914 ล้านบาท จากที่บังคับคดีขายทอดตลาด ซึ่งจะได้เงินมาในช่วงเดือน ก.พ. 62 ดังนั้น ไตรมาส 4 นี้จึงอาจยังไม่ตั้งสำรองก็เป็นไปได้
นายโนริอากิ โกโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) BAY กล่าวว่า ในช่วงไตรมาส 4 นี้มองว่าผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าจะอยู่ในวงจำกัด แต่เนื่องจากเศรษฐกิจไทยคาดว่าจะขยายตัวได้ต่อเนื่องตามเศรษฐกิจโลก ซึ่งมีแรงขับเคลื่อนทั้งการใช้จ่ายและการลงทุนของภาครัฐ การ
ลงทุนของภาคเอกชนฟื้นตัวชัดเจนขึ้น ทำให้สภาพแวดล้อมในการดำเนินธุรกิจที่ปรับตัวดีขึ้น ประกอบกับเป็นช่วงฤดูกาล สำหรับสินเชื่อเพื่อลูกค้ารายย่อยและสินเชื่อเพื่อธุรกิจ ทำให้ธนาคารคาดว่าอัตราการเติบโตของสินเชื่อทั้งปีจะอยู่ในกรอบ 8-10% โดย NIM ปัจจุบันอยู่ที่ 3.81% ทั้งนี้ สิ้นไตรมาส 3 NPL อยู่ที่ 2.12%
นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TMB กล่าวว่า แนวโน้มผลดำเนินงานไตรมาส 4 คาดว่าจะดีกว่าไตรมาส 3 ที่ได้รับผลกระทบจากการขายกองทุนรวมและประกัน แต่ก็มีกำไรพิเศษจากการขายหุ้น บลจ.ทหารไทยเข้ามา ส่วนไตรมาส 4 น่าจะมีรายได้จากการขายกองทุนรวม RMF และ LTF เข้ามา และยังมีการลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศที่จะเพิ่มขึ้นอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ด้านสินเชื่อรวมปีนี้อาจจะพลาดเป้าที่ตั้งไว้โต 8-10% ขณะที่การตั้งสำรองคาดว่าจะลดลง
ส่วนแผนควบรวมของ TMB นายประสงค์ พูนธเนศ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยในฐานะประธานกรรมการ TMB ว่า ยังอยู่ระหว่างการศึกษาหาพันธมิตรร่วมทุนกับ TMB แต่หากขายตอนนี้จะมีผลขาดทุนได้
รับข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ก ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
อย่าลืมกดติดตาม และกดปุ่ม See first (เห็นโพสต์ก่อน)
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat
ติดตามอ่านข่าวสารจากประชาชาติออนไลน์ ทันสมัย-ทันใจ
ดาวน์โหลดผ่านแอปพลิเคชั่น >> Prachachat << ได้แล้ววันนี้
ทั้งระบบ ios และ android
อ่านประชาชาติธุรกิจ ทั้งฉบับผ่าน e-Newspaper
ได้ที่แอปพลิเคชั่น Ookbee เลือก “ประชาชาติ”
