มาสด้า ซีเอ็กซ์-5 ตะลุยสแกนดิเนเวีย (จบ)-
รายงาน
โดย วุฒิณี ทับทอง
แอบคิดในใจว่า…มันน่าจะเป็นช่วงเส้นทางสั้น ๆ จากเมืองลูเลีย ของสวีเดน เพื่อตัดกลับข้ามเข้านอร์เวย์
เหมือนเช่นเดียวกับการตัดข้าม 3 ประเทศ เมื่อวันก่อน
ปรากฏผิดคาด
จากจำนวนระยะทาง 900 กิโลเมตร ในวันนี้ระยะทาง 4 ใน 5 เราต้องวิ่งอยู่ในสวีเดน
ขบวนมาสด้า ซีเอ็กซ์-5 ยังคงทำหน้าที่ เป็นพาหนะพาพวกเราขับเคลื่อนฝ่าสภาพอากาศที่หลากหลายในวันนี้ มีครบกับความหลากหลาย ชนิดที่เรียกว่า แดดร้อนหัวแทบแตก
ชนิดที่คนขับและผู้โดยสารต้องนั่งยืดคอ ให้ระดับของสายตาพ้นลำแสงแดดที่แผดเผาเข้ามา เพราะม่านบังแดดที่ด้านหน้ายังเอาไม่อยู่ แถมยังมีสายฝนโปรยปราย อากาศหนาวเย็น
สองข้างทางยังเป็นทุ่งหญ้าสีเขียวกว้าง ตัดกับอาคารบ้านเรือนที่เป็นสีสันต่าง ๆ สีแดง สีน้ำตาล สีเหลือง สลับตัดกันไป

ส่วนสาเหตุที่อาคารบ้านเรือนของประเทศแถบนี้เลือกใช้สีที่เด่นชัดนั้นได้ใจความว่า เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาวจัด หิมะปกคลุมสูง จะทำให้สีของอาคารบ้านเรือนตัดกับ “หิมะ” ขาวโพลน เป็นจุดสังเกตได้ง่ายนั่นเอง
สิ่งที่พบได้บ่อยและถี่อีกอย่าง คือ นอกจากป้ายบอกระยะทางกับความเร็วแล้ว ยังมีป้ายเตือนให้ระวัง !!! เจ้ากวางเรนเดียร์วิ่งตัดผ่าน
เมื่อเข้าสู่ภาคบ่ายของวันนี้ “ประชาชาติธุรกิจ” กระโดดขึ้นไปนั่งหลังพวงมาลัยเช่นเดิม เพิ่มเติมคือระยะทาง อีก 400 กิโลเมตร
ด้วยความสะดวกสบายภายในห้องโดยสารของรถคันนี้ โดยเฉพาะเบาะที่นั่ง ที่ให้ความรู้สึกโอบกระชับ นั่งสบาย แถมระบบความปลอดภัยต่าง ๆ ยังช่วยพวกเราได้ดี
ไม่ว่าจะเป็นระบบ LAS (lane-keep assist system) ที่ช่วยระบบควบคุมรถให้อยู่ในเลน ทำงานคู่กับระบบ LDWS (lane departure warning system) ระบบเตือนเมื่อรถเบี่ยงออกนอกเลน
ระบบจะส่งสัญญาณเตือนไฟกะพริบบนหน้าปัด พร้อมส่งเสียงเตือน เมื่อตรวจพบการเบี่ยงออกนอกเลนโดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งช่วยได้ดีเวลาเราขับทางยาว ๆ แล้วมีเผลอขับออกนอกเลนไปโดยไม่ได้ตั้งใจ
ระบบจะส่งสัญญาณเตือนหรือเตือนโดยการสั่นที่พวงมาลัย และช่วยปรับทิศทางพวงมาลัยให้รถกลับเข้าสู่เลน ถ้าเราต้องการเปลี่ยนเลนแล้วเปิดไฟเลี้ยว ระบบจะทราบว่าเราต้องการเปลี่ยนเลน จะไม่มีการเตือน นอกจากนี้ยังมีระบบเตือนให้เราหยุดพักรถ และดื่มกาแฟ
ช่วงสู่เมืองไม่เล็ก และไม่ใหญ่ แต่ไม่น่าใช่เมืองผ่าน…อย่างเมืองอาร์ แสงสุดท้ายของวันโรยรา…เต็มทน
เม็ดฝนบาง ๆ ค่อย ๆ หล่นลงมาในอุณหภูมิระดับ 2 องศา พร้อมที่หน้าปัดโชว์สัญลักษณ์รูปหิมะตกได้ไม่นาน จากเม็ดฝนค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นปุยเบา ๆ บาง ๆ หิมะ…ตกบาง ๆ กว่าจะถึงจุดหมายที่ปลายทาง เมืองทรอนด์
เฮม ปาเข้าไป 23.00 น.
รุ่งขึ้นเรามุ่งหน้าไปยังสัญลักษณ์ประจำเมืองกันที่ Old Town Bridge หรือ Gamle Bybro ก่อนล้อหมุนไปยังเป้าหมายต่อไป คือ ถนนสายที่สวยที่สุดอีกเส้นของสแกนดิเนเวีย อย่าง “Atlantic Ocean Road” ที่เชื่อมระหว่างเกาะต่าง ๆ ในทะเลนอร์วีเจียน ซึ่งตลอดระยะทาง 8 กิโลเมตร มีสะพานถึง 8 แห่ง และจุดชมวิวอีก 4 แห่งด้วยกัน
โดยสะพานที่สวยที่สุดก็คือ สะพาน Storseisundet สะพานโค้งยาว 260 เมตร ถึงช่วงที่เราขับผ่าน สภาพอากาศจะไม่เป็นใจ สายฝนกระหน่ำไม่ขาดสาย แถมสายลมเย็นยะเยือก แต่ให้ความรู้สึกสวยงามไปอีกแบบ ไม่ทำให้คณะเรายี่หระ ลงจากรถปีนป่ายขึ้นไปถ่ายรูป
เราต้องนำเจ้าซีเอ็กซ์-5 ข้ามเฟอรี่กันหลายต่อหลายรอบ เพื่อย่นระยะทางมาสู่เมืองเลคานเกอ
รุ่งขึ้นเราเดินทางต่อแค่เบาะ ๆ 200 กิโลเมตร เพื่อไปยังเมืองฟลัม เพื่อล่องเรือชมความอลังการของม่านน้ำตก หรือธารน้ำแข็งที่ละลายลงไหลผ่านชะง่อนหิน หน้าผา ก่อนเดินทางสู่เมืองท่าสำคัญที่เป็นมรดกโลก อย่าง “แบร์เกน” ทันแสงสุดท้ายของวัน พอให้มีเวลาเดิน…พักผ่อน เดินชมเมือง บรรยากาศ ร้านรวง อาหารทะเลริมถนนปรุงกันสด ๆ ให้ลูกค้าได้เลือกสรรอย่างคึกคัก หรือแม้แต่เมนูยอดฮิตที่เป็นผลผลิตจาก “แซลมอน” เนื่องจากนอร์เวย์ขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งแซลมอนที่ดีที่สุดในโลก
ก่อนเดินทางต่อสู่เมืองหลวงออสโล ในวันถัดไปด้วยระยะทาง 300 กิโลเมตรสุดท้าย กับเจ้าซีเอ็กซ์-5 ในทริป
นี้ในเส้นทาง National Highway 7 ซึ่งมีลักษณะภูมิประเทศที่แตกต่างกัน ตัดผ่านเทือกเขาอัลไพน์ หุบเขาที่ราบฟยอร์ด รวมถึงแนวชายฝั่งทะเลสาบ เช่นเคยเหมือนทุก ๆ วัน คณะเรามาพร้อมกับสายฝน ขับออกเขตเมืองมาได้สักระยะช่วงบนเทือกเขาอัลไพน์ มองที่หน้าปัดมีสัญลักษณ์หิมะอีกแล้ว เริ่มมีอุณหภูมิหล่นลงไปที่ 2 องศา บรรยากาศในรถเริ่มกลับมามีความคึกคักหรือว่าเทพแห่งโชคจะมาเยือนเราในวันสุดท้าย แล้วก็จริง หิมะค่อย ๆ หล่นลงจากฟ้า ปุยบาง ๆ ก่อนจะหนาเม็ดขึ้น เมื่ออุณหภูมิไปแตะศูนย์องศา
ความโชคดีอีกอย่าง เจ้ามาสด้า ซีเอ็กซ์-5 เครื่อง 2.2 ลิตร ดีเซล เวอร์ชั่นเดนมาร์ก ที่มากับคณะเรา เป็นรถแบบขับเคลื่อน 4 ล้อเกือบทั้งหมด มีขับเคลื่อน 2 ล้อเพียงคันเดียวเท่านั้น
ขบวนเราเพิ่มความระมัดระวังในการขับขี่เว้นระยะห่างกันพอสมควร เพื่อป้องกันการลื่นไถล เนื่องจากเราต้องขับไปบนพื้นผิวที่เป็นหิมะ (เพิ่งตก) และหนา ชนิดที่ว่ารถเกรดหิมะต้องออกมาประจำการ
ด้วยสเป็กของรถคันนี้มีทั้งระบบละลายน้ำแข็งบริเวณที่ปัดน้ำฝน กระจก ระบบละลายฝ้าที่กระจกมองข้าง ช่วยให้ทัศนวิสัยดีขึ้น
ส่วนในห้องโดยสารนั้นมีระบบอุ่นพวงมาลัย ระบบอุ่นเบาะนั่ง ทั้งผู้โดยสารตอนหน้าและแถวสอง ช่วยเพิ่มความอบอุ่นได้เป็นอย่างดี แต่ก็อดไม่ได้…รถคันเราเลือกที่จะเปิดกระจก สัมผัสกับบรรยากาศภายนอก เก็บความประทับใจตุนไว้ให้เต็มกระเป๋า และเต็มหัวใจ ความเร็วที่คณะเราใช้เป็นไปแบบไม่เร่งรีบเพราะไม่คาดการณ์ว่าจะเจอ “หิมะ”
เส้นทางค่อนข้างลื่น แต่ระบบ DSC (dynamic stability control) ระบบควบคุมเสถียรภาพ และการทรงตัวของรถ ระบบ TCS (traction control system) ช่วยป้องกันรถลื่นไถลของมาสด้า ซีเอ็กซ์-5 ทำให้เราผ่านเส้นทางช่วงนั้นมาได้แบบสบาย ๆ
ก่อนที่จะสิ้นสุดการเดินทาง ณ เมืองออสโล เป็นอันสิ้นสุดภารกิจ Mazda passion drive to the new horizon “เปิดประสบการณ์สุดขอบฟ้ากับมาสด้า” พวกเราสามารถพิชิต 6,600 กิโลเมตร มาได้ท่ามกลางความประทับใจไม่รู้ลืม…
แถมชื่อชั้นการันตี เพราะครั้งนี้คณะเราได้พิสูจน์แล้วว่ารถยนต์มาสด้า ไม่ว่าจะผลิต-ขายที่ไหนบนโลกใบนี้ มาสด้า การันตีคุณภาพมาตรฐานเดียวกัน
ส่วนภารกิจที่ฝูงรถยนต์มาสด้าจะไปตะลุยเพื่อพิชิตความท้าทาย ยังเส้นทางบนแห่งหนถนนเส้นใดบนโลกใบนี้ โปรดอดใจ…รอติดตาม
รับข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ก ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ อย่าลืมกดติดตาม
และกดปุ่ม See first (เห็นโพสต์ก่อน)
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat
ติดตามอ่านข่าวสารจากประชาชาติออนไลน์ ทันสมัย-ทันใจ
ดาวน์โหลดผ่านแอปพลิเคชั่น >> Prachachat << ได้แล้ววันนี้
ทั้งระบบ ios และ android
อ่านประชาชาติธุรกิจ ทั้งฉบับผ่าน e-Newspaper
ได้ที่แอปพลิเคชั่น Ookbee เลือก “ประชาชาติ”
