บาทแข็งค่ากระทบดัชนีเงินเฟ้อต่ำสุดในรอบ 18 เดือน
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราระหว่างวันที่ 28 มกราคม – 1 กุมภาพันธ์ 2562 ค่าเงินบาทเปิดตลาดในเช้าวันจันทร์ (28/1) ที่ระดับ 31.46/48 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดในวันศุกร์ (25/1) ที่ระดับ 31.65/66 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินดอลลาร์ได้รับแรงกดดันหลังจากที่ีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ บรรลุข้อตกลงชั่วคราวกับผู้นำในสภาคองเกรสเพื่อยุติปัญหาการปิดหน่วยงานรัฐบาล (ชัตดาวน์) เพื่อให้หน่วยงานของรัฐบาลกลับมาเปิดดำเนินงาน และมีงบประมาณในการบริหารงานจนถึงวันที่ 15 กุมภาพันธ์
แต่ทางทำเนียบขาวก็ได้ออกแถลงการณ์ว่า ปธน.ทรัมป์เตรียมที่จะชัตดาวน์อีกครั้ง หากไม่ได้รับอนุมัติงบประมาณสร้างกำแพงจากสภาคองเกรส ซึ่งประธานาธิบดีทรัมป์เชื่อมั่นว่า สภาคองเกรสจะไม่สามารถบรรลุข้อตกลงในการจัดสรรงบประมาณสร้างกำแพงกั้นชายแดนเม็กซิโก วงเงิน 5.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐได้ตามที่เขาต้องการ นอกจากนี้เขายังคิดว่า โอกาสที่สภาคองเกรสจะบรรลุข้อตกลงดังกล่าว มีน้อยกว่า 50% ก่อนที่งบประมาณสำหรับหน่วยงานรัฐบาลจะสิ้นสุดลงในวันที่ 15 กุมภาพันธ์นี้ และทรัมป์จะต้องออกกฎหมายอนุมัติงบประมาณสร้างกำแพงกั้นชายแดนเม็กซิโกเองโดยใช้อำนาจประธานาธิบดีและไม่ต้องผ่านการอนุมัติจากสภาคองเกรส หลังจากผลของกฎหมายดังกล่าวหมดอายุลง โดยเอสแอนด์พี โกลบอล เรทติ้ง สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำของโลกเปิดเผยว่า เศรษฐกิจสหรัฐได้รับความเสียหายอย่างน้อย 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในระหว่างการปิดหน่วยงานรัฐบาลและเป็นภาวะชัตดาวน์ที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ ในขณะเดียวกันผลรายงานการประชุมนโยบายทางการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29-30 มกราคม ที่ผ่านมา ระบุเป็นมติเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบีี้ยนโยบายไว้เท่าเดิม ที่ระดับร้อยละ 2.25-2.50 รวมถึงได้ย้ำว่าเฟดจะใช้ความอดทนต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในครั้งต่อไป โดยคำแถลงการณ์ของเฟดได้ตัดข้อความว่า “เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป” และแทนด้วยคำว่า “เฟดกำลังดำเนินแนวทางที่มีความระมัดระวังมากขึ้น” ซึ่งบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงจากนโยบายเดิมที่ได้ใช้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
นอกจากนี้นักลงทุนยังคงให้ความสนใจกับประเด็นการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐ ซึ่งหากการเจรจายังหาข้อสรุปไม่ได้ภายในวันที่ 1 มีนาคม 2562 สหรัฐจะทำการปรับขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนจากร้อยละ 10 เป็นร้อยละ 25 ของยอดสินค้านำเข้ามูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้นายสตีเว่น มนูชิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐกล่าวว่า หากจีนมีข้อเสนอที่ดีพอในการผ่อนคลายข้อกำหนดทางการค้า ก็มีโอกาสที่รัฐบาลสหรัฐจะพิจารณายกเลิกมาตรการทางภาษีทั้งหมดและระบุว่าสหรัฐกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาในทุกประเด็น สำหรับรายงานตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐ ปรับตัวลงสู่ระดับ 120.2 ในเดือนมกราคม จากระดับ 128.1 ในเดือนธันวาคม และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 124.9 โดยคาดว่าเป็นผลกระทบจากภาวะผันผวนในตลาด รวมทั้งการเปิดหน่วยงานรัฐบาล (ชัตดาวน์) ในขณะที่ออโตเมติก ดาต้า โพรเซสซิ่ง อิงค์ (ADP) และมูดี้ส์ อนาลิติกส์ ได้เปิดเผยว่าการจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐปรับตัวเพิ่มขึ้น 213,000 ตำแหน่งในเดือนมกราคม ซึ่งสูงกว่าระดับที่นักวิเคราะห์ได้คาดการณ์ไว้ที่ระดับ 181,000 ตำแหน่ง
สำหรับปัจจัยภายในประเทศนั้น กระทรวงพาณิชย์ประกาศอัตราเงินเฟ้อประจำเดือนมกราคมปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.2474% เมื่อเทียบรายปี นับเป็นระดับที่ต่ำที่สุดในรอบ 18 เดือน โดยมีสาเหตุมาจากราคาน้ำมันที่ปรับลดลง และการแข็งค่าของค่าเงินบาท รวมถึงการเลื่อนการปรับค่าโดยสารของขนส่งมวลชน ทั้งนี้นายดอน นาคร
ทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภถาคธนาคารแห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์ว่า การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณาการขึ้นดอกเบี้ยของคณะกรรมการกำหนดนโยบายทางการเงินที่จะมีการประชุมในวันที่ 6 กุมภาพันธ์นี้ ทั้งนี้โดยระหว่างสัปดาห์ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 31.8-31.60 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 31.28/30 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรนั้น เปิดตลาดในวันจันทร์ (28/1) ที่ระดับ 1.1412/16 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (25/1) ที่ระดับ 1.1328/29 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร โดยค่าเงินยูโรได้อานิสงส์จากการอ่อนค่าของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่นายมาริโอ ดรากี ประธานธนาคารกลางยุโรป ได้แถลงต่อรัฐสภายุโรปเมื่อคืนวันที่ 28 มกราคม ว่าเศรษฐกิจยูโรโซน ยังคงได้รับแรงกดดันจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ที่เป็นปัจจัยกดดันให้ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจลดลง รวมถึงอุปสงค์ที่ซบเซาในต่างประเทศและในบางภาคอุตสาหกรรม สภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง อาจกดดันให้ธนาคารกลางยุโรป (ECB) อาจกลับมาทำการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) หากมีความจำเป็น หลังจากได้ประกาศยุติไปเมื่อเดือนก่อน นอกจากนี้ผลการลงมติของสมาชิกสภาสามัญของสหราชอาณาจักรสำหรับกรณี Brexit สมาชิกรัฐสภาลงมติรับร่างแก้ไข 2 ฉบับ ซึ่งได้แก่ ร่างข้อตกลงคัดค้านการแยกตัวของอังกฤษออกจากสหภาพยุโรป โดยไม่มีการทำข้อตกลง และร่างข้อตกลงที่เรียกร้องให้มีการเสนอทางเลือกต่อนโยบาย Backstop ซึ่งเป็นนโยบายในการค้ำประกันว่าจะไม่มีการกลับไปใช้มาตรการควบคุมชายแดนอย่างเข้มงวดระหว่างไอร์แลนด์เหนือ ทั้งนี้หลังจากที่รัฐสภาลงมติรับรองร่างแก้ไขข้อตกลง Brexit จากสมาชิกรัฐสภาในครั้งนี้แล้ว นางเทเรซา เมย์ ก็จะนำเนื้อหาในร่างแก้ไขดังกล่าวมาปรับปรุงเป็นร่างข้อตกลง Brexit ฉบับใหม่เพื่อนำไปเจรจาครั้งใหม่กับผู้นำ EU ทั้งนี้ในระหว่างสัปดาห์ค่าเงินยูโรมีการเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 1.1390-1.1514 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ ผ1/2) ที่ระดับ 1.1459/60 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน เปิดตลาดเช้าวันจันทร์ (28/1) ที่ระดับ 109.29/32 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวแข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (25/1) ที่ระดับ 109.79/80 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ โดยธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ได้เปิดเผยรายงานการประชุมซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 19-20 ธ.ค. โดยมีเนื้อหาบ่งชี้ถึงความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันของคณะกรรมการในเรื่องระดับผลตอบแทนพันธบัตร นอกจากนี้มีรายงานดัชนียอดค้าปลีกของญี่ปุ่นในเดือนธันวาคมซึ่งปรับตัวเพิ่มขึ้นคร้อยละ 0.9 สูงกว่าระดับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.4 ทั้งนี้ในระหว่างสัปดาห์ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 108.50-109.74 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (1/2) ที่ระดับ 108.92/93 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ