National e-Payment ลดต้นทุน-เพิ่มขีดสามารถแข่งขัน
คอลัมน์ เปิดมุมมอง
โดย อนุชิต ศิริรัชนีกร ฝ่ายนโยบายระบบการชำระเงิน ธปท.
ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เราได้เห็นพัฒนาการด้านการชำระเงินของไทยที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว มีการใช้บริการชำระเงิน โอนเงินผ่านโทรศัพท์มือถืออย่างแพร่หลาย จากข้อมูลสถิติชี้ให้เห็นว่าการใช้บริการชำระเงินผ่านโทรศัพท์มือถือในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เติบโตเฉลี่ยถึงร้อยละ 116 ต่อปี ซึ่งหนึ่งในปัจจัยสำคัญมาจากการขับเคลื่อนของหลายภาคส่วน ภายใตผ้แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติหรือ National e-Payment, National e-Payment เป็นแผนยุทธศาสตร์ของภาครัฐ ที่มีจุดเริ่มต้นในช่วงปลายปี 2558
มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ทันสมัย ได้มาตรฐานสากล ต้นทุนต่ำ รองรับธุรกรรม การชำระเงินของประชาชน ภาครัฐ และเอกชน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยความร่วมมือของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย หน่วยงานของรัฐ สถาบันการเงิน และภาคธุรกิจ
ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เราจึงเห็นความเปลี่ยนแปลงในสังคมไทยอย่างชัดเจนในด้านต่าง ๆ มากมาย ที่สำคัญ ได้แก่
1.บริการชำระเงินที่ทันสมัย สะดวก ต้นทุนต่ำ อย่างบริการพร้อมเพย์ช่วยให้ประชาชน ภาครัฐ และธุรกิจ สามารถโอนเงินด้วยเบอร์โทรศัพท์มือถือ เลขบัตรประชาชน เลขทะเบียนนิติบุคคล หรือ e-Wallet ID ได้สะดวก รวดเร็ว และต้นทุนต่ำทำให้มีความนิยมใช้ e-Payment ในไทยเพิ่มสูงขึ้นมากเห็นได้จากยอดลงทะเบียนพร้อมเพย์ที่สูงถึง 46.5 ล้านหมายเลข และมีการใช้งานเฉลี่ยสูงถึง 4.5 ล้านครั้งต่อวัน ภาครัฐมีการคืนภาษีแก่ประชาชนผ่านระบบพร้อมเพย์แทนการใช้เช็คถึงกว่า 2 ล้านคน หรือกว่าร้อยละ 70 ของผู้ได้รับคืนภาษีในปี 2560
นอกจากนี้ ระบบพร้อมเพย์ยังมีการพัฒนาต่อยอดให้เกิดบริการใหม่ ๆ เช่น บริการชำระบิลข้ามธนาคาร (cross-bank bill payment) ซึ่งประชาชนสามารถจ่ายบิลได้ทุกธนาคารที่ให้บริการการชำระเงินรูปแบบใหม่ด้วยมาตรฐาน Thai QR code ที่สะดวกรวดเร็วแทนเงินสด บริการเตือนเพื่อจ่าย (PayAlert)รองรับการขายของออนไลน์ การขยายวงเงินการโอนเงินทางออนไลน์ข้ามธนาคารที่สูงขึ้นเป็นเกือบ 7 แสนบาท บริการต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนช่วยให้ประชาชนและภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs สามารถโอนเงินได้สะดวก ตอบโจทย์ผู้ใช้บริการมากยิ่งขึ้น
2.ขยายจุดชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ทั่วประเทศ ทำให้ร้านค้ารับชำระเงินด้วยบัตรหรือโทรศัพท์มือถือได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำลง และปลอดภัยมากขึ้น ประชาชนมีช่องทางจ่ายเงินด้วย e-Payment แทนเงินสดมากขึ้น
โดยภาครัฐ ภาคธนาคาร และภาคเอกชน ได้ร่วมกันขยายจุดรับชำระเงิน ทำให้ปัจจุบันไทยมีเครื่องรับบัตรกว่า 7 แสนเครื่อง และจุดรับชำระเงินด้วย QR code กว่า 3 ล้านจุดทั่วประเทศ เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้การใช้ e-Payment ของไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดด
3.การปรับกระบวนการรับจ่ายเงินของภาครัฐสู่ e-Payment เต็มรูปแบบ โดยเฉพาะการส่งเงินสวัสดิการให้ประชาชนโดยตรงผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือการโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารโดยใช้เลขประจำตัวประชาชน ทำให้ประชาชนกว่า 14 ล้านคน ได้รับเงินอย่างถูกต้องและรวดเร็ว
หน่วยราชการเองก็มีการบริหารจัดการที่ดี มีความโปร่งใส และมีข้อมูลประกอบการจัดทำนโยบายให้ความช่วยเหลือประชาชนและให้บริการประชาชนและธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
4.การพัฒนาระบบการชำระเงินสำหรับตลาดทุน ช่วยลดระยะเวลาการชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์ ทำให้นักลงทุนมีความคล่องตัวและสร้างโอกาสในการนำเงินไปลงทุนต่อได้
รวมถึงลดความเสี่ยงและภาระในการบริหารจัดการหลักทรัพย์ของบริษัทหลักทรัพย์ และธนาคารพาณิชย์ที่ต้องบริหารเงินจากบัญชีที่เปิดอยู่หลายธนาคาร เพื่อรองรับธุรกรรมการชำระเงินของลูกค้า
โครงการ National e-Payment ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการพัฒนาระบบการชำระเงินไทย ให้ทันต่อพัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ตลอดจนสภาพเศรษฐกิจ สังคม และความต้องการของประชาชน
และเรายังคงต้องก้าวต่อไปอย่างไม่หยุดนิ่ง เพื่อสร้างบริการชำระเงินที่ดี สะดวก และปลอดภัย ให้แก่ผู้ใช้บริการทุกภาคส่วน
สำหรับธนาคารแห่งประเทศไทยในฐานะที่เป็นหน่วยงานหนึ่งในการดูแลเสถียรภาพและการพัฒนาระบบการชำระเงิน ก็ได้มีการจัดทำแผนกลยุทธ์ระบบการชำระเงินฉบับที่ 4 ซึ่งจะใช้ระหว่างปี 2562-2564
โดยมุ่งหวังที่จะยกระดับให้ digital payment เป็นทางเลือกหลักในการชำระเงิน ซึ่งจะมีนวัตกรรมการชำระเงินใหม่ ๆ ตอบโจทย์ประชาชนและภาคธุรกิจโดยเฉพาะ SMEs และ e-Commerce และยังคงให้ความสำคัญกับความมั่นคงปลอดภัย ความมีประสิทธิภาพ และการดูแลคุ้มครองผู้บริโภคอย่างเหมาะสมควบคู่กันไปด้วย
โดยเราทุกคนสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมผลักดันการใช้ digital payment ให้แพร่หลาย ทั้งในการใช้ชีวิตประจำวันและการทำงานได้ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยได้อย่างยั่งยืน