ดีลควบรวม “ทหารไทย-ธนชาต” หนุนฐานลูกค้าแตะ 10 ล้านราย
นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TMB เปิดเผยในงานแถลงข่าวถึงการลงนามในบันทึกข้อตกลงแบบไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายระหว่าง ING Groep N.V. (ING), บมจ.ทุนธนชาต (TCAP), Bank of Nova Scotia (BNS), ธนาคารธนชาต (TBANK) และธนาคารทหารไทย (TMB) ว่า ขั้นตอนต่อไปคือการเข้าตรวจสอบสถานะการเงิน (Due Diligence) เพื่อดูข้อมูลเชิงลึกในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้า และจะหาข้อสรุปสุดท้ายอีกครั้ง โดยถ้าสามารถหาข้อยุติร่วมกันได้ ทางธนาคารทหารไทยจะมีการเรียกประชุมผู้ถือหุ้นพิเศษเพื่อคุยเรื่องอนุมัติเพิ่มทุน ที่จะมาจากกระทรวงการคลังและ ING ที่เป็นผู้นำในการเพิ่มทุน
สำหรับทาง TMB นั้น จะเป็นฝ่ายดำเนินการจัดหาเงินทุน มูลค่าประมาณ 1.30-1.40 แสนล้านบาท โดยประมาณ 70% ของเงินทุนที่ต้องจัดหาทั้งหมดนั้น จะมาจากการออกหุ้นเพิ่มทุน และส่วนที่เหลือจะดำเนินการจัดหาด้วยการออกตราสารหนี้
ในส่วนของการออกหุ้นเพิ่มทุนนั้น จะแบ่งสรรเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ โดยหุ้นเพิ่มทุนส่วนแรกมูลค่าประมาณ 50,000-55,000 ล้านบาทจะเป็นการออกหุ้นเพิ่มทุนให้แก่ TCAP และ BNS โดยในเบื้องต้น คาดว่าหุ้นเพิ่มทุนของ TMB จะมีมูลค่าเท่ากับ 1.1 เท่าของมูลค่าทางบัญชีที่ปรับปรุงล่าสุดภายหลังจากการเพิ่มทุนและกระบวนการต่างๆ ที่จะมีการกำหนดไว้ต่อไปในสัญญาหลัก สำหรับหุ้นเพิ่มทุนส่วนที่เหลือประมาณ 40,000-45,000 ล้านบาทนั้น TMB จะเสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นปัจจุบันของธนาคารโดยได้รับการสนับสนุนจากผู้ถือหุ้นหลักในปัจจุบันของธนาคาร รวมทั้งอาจจะมีการออกหุ้นเพื่อเสนอขายหุ้นแก่ผู้ถือหุ้นปัจจุบันรายอื่นๆ หรือนักลงทุนรายใหม่ในวงจำกัดอีกด้วย
ทั้งนี้ การรวมกิจการที่จะนำเอาจุดแข็งที่แตกต่างมาต่อยอด โดย TMB มีจุดเด่นเรื่อง Deposit Franchise และรูปแบบการให้บริการด้านการเงินที่แตกต่างจากธนาคารแบบดั้งเดิม (Traditional Bank) ขณะที่ TBANK เป็นผู้นำด้านสินเชื่อลูกค้ารายย่อย โดยเฉพาะธุรกิจเช่าซื้อ
“โดยภายหลังการรวมกิจการ ขนาดกิจการที่ใหญ่ขึ้น โดยมีสินทรัพย์ 1.9 ล้านล้านบาท ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันและประสิทธิภาพการดำเนินงาน และมีฐานลูกค้าที่ใหญ่ขึ้นแตะระดับ 10 ล้านคน ด้านพนักงานจากทั้ง 2 ธนาคาร จะมีการเพิ่มทักษะความรู้ เพื่อที่จะเปลี่ยนหน้าที่มาให้บริการลูกค้ามากขึ้น” นายปิติ กล่าว
นายประพันธ์ อนุพงษ์องอาจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ TBANK เปิดเผยว่า ระหว่างนี้ทั้งสองธนาคารจะยังคงใช้แบรนด์เดิมไปก่อน เมื่อรวมกิจการแล้วเสร็จจึงจะมีการศึกษาถึงแบรนด์ใหม่ โดยลูกค้าของทั้ง 2 ธนาคารจะยังคงสามารถทำธุรกรรมกับแต่ละธนาคารผ่านช่องทางบริการที่ใช้อยู่เป็นประจำได้ตามปกติ ทั้งที่สาขา และช่องทางอิเล็กทรอนิกส์