เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ราคาทองวันนี้ (28 ต.ค. 69) ปรับขึ้น 600 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 65,400 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (28 ต.ค. 69) ปรับขึ้น 600 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 65,400 บาท
มหกรรมบ้าน-คอนโด #50 อสังหาสาดโปรฯคึก สถาพรตั้งเป้า 100 ล้าน
Real Estate มหกรรมบ้าน-คอนโด #50 อสังหาสาดโปรฯคึก สถาพรตั้งเป้า 100 ล้าน
ธ.ก.ส. จัดสินเชื่อโซลาร์ภาคประชาชน ดอกเบี้ย 2.50% ต่อปี ช่วยเกษตรกรลดรายจ่าย เพิ่มรายได้
Finance ธ.ก.ส. จัดสินเชื่อโซลาร์ภาคประชาชน ดอกเบี้ย 2.50% ต่อปี ช่วยเกษตรกรลดรายจ่าย เพิ่มรายได้
เปิดวงถก UPOV 1991 กับทางเลือกของเกษตรกรไทย
Economic เปิดวงถก UPOV 1991 กับทางเลือกของเกษตรกรไทย
’อนุทิน‘ เข้าสภา เดินทักทาย สส.ฝ่ายค้าน
Automotive ’อนุทิน‘ เข้าสภา เดินทักทาย สส.ฝ่ายค้าน
ไฮไลต์เรียกเสียงกรี๊ด…มหกรรมหนังสือสุดคึกคัก
Biz Movement ไฮไลต์เรียกเสียงกรี๊ด…มหกรรมหนังสือสุดคึกคัก
‘iPhone Duo พับได้’ เจอปัญหา! หน้าจอร้าวหลังใช้งานไม่นาน แต่ Apple พร้อมรับมือ
Tech ‘iPhone Duo พับได้’ เจอปัญหา! หน้าจอร้าวหลังใช้งานไม่นาน แต่ Apple พร้อมรับมือ
ธอส. เปิดสินเชื่อ Solar ภาคประชาชน ดอกเบี้ย 2.50% ต่อปี มุ่งลดรายจ่าย ผ่อนเดือนละ 1,200 บาท
Finance ธอส. เปิดสินเชื่อ Solar ภาคประชาชน ดอกเบี้ย 2.50% ต่อปี มุ่งลดรายจ่าย ผ่อนเดือนละ 1,200 บาท
อนุทิน ชี้ ‘โซลาร์ภาคประชาชน’ มีแต่เรื่องดี-ช่วย ปชช.หลังถูกติงเอื้อทุนใหญ่
Politics อนุทิน ชี้ ‘โซลาร์ภาคประชาชน’ มีแต่เรื่องดี-ช่วย ปชช.หลังถูกติงเอื้อทุนใหญ่
แนวโน้มราคาทองวันนี้ (28 ต.ค. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
Finance แนวโน้มราคาทองวันนี้ (28 ต.ค. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
ดูทั้งหมด

บทเรียนจากการเลือกตั้ง

05 เม.ย. 2562 | 11:42น.

คอลัมน์ HR Corner

โดย อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา

ผมสนใจการเมืองมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย เคยมีความฝันอยากเป็นนักการเมืองถึงขนาดไปขอลาออกจากบริษัท แล้วบอกกับเจ้านายว่าจะไปทำงานด้านการเมือง หัวหน้านึกว่าผมเพี้ยน

จากวันนั้นถึงวันนี้ ผ่านไปกว่า 30 ปีแล้ว ความสนใจเรื่องการเมืองยังมีอยู่ แต่ความคิดจะเล่นการเมืองมอดไปนานแล้ว ตั้งแต่เห็นคนเก่ง ๆ ดี ๆ ค่อย ๆ ทยอยมีอันเป็นไปทุกคนที่ลงเล่นการเมือง

การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคมที่ผ่านมา ผมติดตามอย่างใกล้ชิดเป็นพิเศษ ด้วยเหตุผลง่าย ๆ 2 ประการ คือ

หนึ่ง หิวกระหายการเลือกตั้งเพราะว่างเว้นมากว่า 7 ปี (ไม่นับการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 ที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญตีความให้เป็นโมฆะ เนื่องจากมีการขัดขวางการเลือกตั้ง)

สอง เป็นการเลือกตั้งครั้งแรกภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่ ปี 2560 ที่มีกฎกติกาสลับซับซ้อนมากที่สุดฉบับหนึ่งการเลือกตั้งคราวนี้ มีเรื่องประหลาดมหัศจรรย์เกิดขึ้นหลายอย่าง ชนิดที่ประวัติศาสตร์ชาติไทยต้องบันทึกไว้ให้คนรุ่นหลังได้ดูเป็นอนุสรณ์ เหตุการณ์หลายอย่างที่เกิดขึ้นต้องถือว่าเป็นที่สุดของที่สุดจริง ๆ อย่างเช่นพลิกล็อกที่สุด คงไม่มีใครเกินพรรคประชาธิปัตย์ที่พ่ายแพ้การเลือกตั้งอย่างยับเยินแบบถล่มทลาย ชนิดที่หลาย ๆ ฝ่ายเรียกว่าเกือบจะสูญพันธุ์ทางการเมืองเลยทีเดียว

เดิมทีประชาธิปัตย์เคยครองแชมป์พรรคที่มีจำนวน ส.ส.มากที่สุดในเขตกรุงเทพฯ แต่คราวนี้ต้องถือว่าหมดรูปจริง ๆ ยังดีที่ภาคใต้และปาร์ตี้ลิสต์ ช่วยชีวิตเอาไว้น่าสงสารที่สุดคือหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”
ที่ต้องฮาราคีรีตัวเอง หลังจากนำพรรคพ่ายแพ้การเลือกตั้งอย่างไม่น่าเชื่อ อันที่จริงท่านเคยลาออกมาแล้วครั้งหนึ่ง
แต่ทำแค่พอเป็นพิธี ไม่นานก็กลับมาใหม่ด้วยเหตุผลง่าย ๆ คือพรรคยังหาหัวหน้าที่เหมาะสมไม่ได้ แต่คราวนี้คงไม่ง่ายเหมือนเดิมแล้ว เพราะศรัทธา และบารมีร่อยหรอลงไปมาก

วันที่ประกาศลาออก บางคนอาจเสียใจ แต่หลายคนดีใจ ดูท่านโดดเดี่ยวเดียวดายจริง ๆ มาแรงที่สุดคือกระแสความเบื่อหน่ายการเมืองแบบเดิม ๆ โดยนักการเมืองกลุ่มเดิม ๆ ที่มีให้เห็นอย่างชัดเจน จนเป็นเหตุให้พรรคการเมืองอย่างอนาคตใหม่ กวาดที่นั่งแบบถล่มทลาย ชนิดหักปากกาเซียนทุกค่าย ฉีกโพลของทุกสำนัก หลายคนเลือกพรรคนี้โดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผู้สมัครเป็นใคร ชื่ออะไร ซ้ำร้ายบางคนไม่รู้ด้วยว่านโยบายของพรรคนี้คืออะไร เห็นแค่ว่าหัวหน้าพรรคเป็นคนรุ่นใหม่ ที่ดูเอาจริงเอาจัง และพูดได้โดนใจหลายเรื่อง…แค่นั้นเลย

เนื้อหอมที่สุดคือพรรคภูมิใจไทย ของ “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล ที่ตอนนี้นั่งกระดิกเท้ารอคนมาขอให้ไปร่วมรัฐบาลแบบสบายใจเฉิบ ยิ่งเวลาผ่านไป อำนาจต่อรองของภูมิใจไทยยิ่งเพิ่มมากขึ้น ตอนนี้ไม่ต้องรีบร้อนอะไร นั่งจิบไวน์ไปพลาง ๆ รอเทียบเชิญจากทั้ง 2 ฝั่ง แล้วค่อยดูว่าใครเสนอผลประโยชน์ให้มากกว่ากัน ยิ่งนิ่งยิ่งได้เปรียบ เป็นกลยุทธ์การต่อรองขั้นเทพ ใช้วิธีสงบสยบเคลื่อนไหว

น่าเป็นห่วงที่สุดคือสถานการณ์หลังการเลือกตั้ง ที่มองดูแล้วความปรองดองไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ ประชาชนแบ่งแยกเป็น 2 ฝ่ายอย่างชัดเจน ฝ่ายหนึ่งสนับสนุนทหาร พวกนี้ต้องการเห็นความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง กับอีกฝ่ายที่สนับสนุนทักษิณ และเครือข่าย พวกนี้ต้องการเห็นประชาธิปไตยแบบที่ไม่มีอำนาจนอกระบบเข้ามาเกี่ยวข้อง การตั้งรัฐบาลและสรรหานายกรัฐมนตรีไม่น่าจะมีปัญหา คงเดินหน้าไปตามใบสั่ง แต่การบริหารงานของรัฐบาลมีปัญหาแน่นอนไม่ว่าฝ่ายใดจะขึ้นมาเป็นรัฐบาล เพราะคะแนนผู้สนับสนุนของแต่ละฝ่าย สูสีกันมาก

น่าผิดหวังที่สุดคือการทำรัฐประหารที่ผ่านมา ซึ่งนับได้ว่าเป็นอีกครั้งที่สูญเปล่าโดยสิ้นเชิง รัฐบาลทหารไม่สามารถแก้ปัญหาความขัดแย้ง และการทุจริตคอร์รัปชั่นที่ฝังรากลึกในสังคมไทยได้เลย อันที่จริงถ้าพูดกันอย่างตรงไปตรงมา คสช. และรัฐบาลแทบไม่ได้ทำอะไรที่เป็นรูปธรรมในการแก้ปัญหาทั้ง 2 เรื่องนี้อย่างจริงจังตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา บ้านเมืองแม้จะดูสงบก็จริง แต่เป็นความสงบบนพื้นผิว ลึกลงไป ความขัดแย้งยังคุกรุ่น และรอการปะทุอย่างรุนแรงอยู่

เละเทะที่สุด เป็นใครอื่นไปไม่ได้นอกจาก กกต.ที่บริหารงานเน่าที่สุด มีปัญหาตั้งแต่การเลือกตั้งล่วงหน้า การเลือกตั้งทั่วไป การนับคะแนน ไปจนถึงการประกาศผล เรียกได้ว่ารักษามาตรฐานความไม่มีประสิทธิภาพได้ตั้งแต่ต้นจนจบ เสียดายภาษีที่ต้องเอามาจ่ายเงินเดือน เบี้ยเลี้ยง สวัสดิการ และการไปดูงานต่างประเทศที่ผลาญเงินไปนับ 10 ล้านบาท โดยไม่ได้ประโยชน์อะไรขึ้นมาเลย ตอนนี้กำลังมีกระแสลงชื่อเพื่อถอดถอน กกต.ระบาดไปทั่วสื่อโซเชียลมีเดีย ตามดูกันต่อไปว่างานนี้จะออกหัวหรือก้อย

น่าอับอายที่สุดคือการส่งบัตรเลือกตั้งล่วงหน้าจากประเทศนิวซีแลนด์กลับมาไม่ทันการนับคะแนนที่เมืองไทย นี่เป็นตัวอย่างของการทำงานเสร็จ แต่ไม่สำเร็จ ของหน่วยงานต่าง ๆ อย่างน้อย 4 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สถานฑูตไทยในประเทศนิวซีแลนด์ กระทรวงการต่างประเทศ บริษัทการบินไทย และ กกต.ทุกองค์กรต่างออกมาชี้แจงยืดยาวว่าตนเองทำงานเสร็จตามหน้าที่แล้ว การที่บัตรมาไม่ทัน เป็นปัญหาของคนอื่น โยนเผือกร้อนกันไปมา สะท้อนให้เห็นวิธีคิดและแนวทางการทำงานที่น่าอดสู ฟังแล้วสลดใจ ฝรั่งต่างชาติไม่เข้าใจ แบบนี้ประเทศไทยมีไทยแลนด์โอนลี่จริง ๆ

แต่ไม่ว่าใครจะขึ้นมาเป็นรัฐบาล และจะอยู่ได้หรือไม่ อยากให้ปล่อยไปตามวิถีการเรียนรู้ และเติบโต (learning & growth) ของระบอบประชาธิปไตย ประเทศบอบช้ำมามากพอแล้ว แต่ไม่ใช่เพราะการจลาจล หรือการทุจริตคอร์รัปชั่น แต่เป็นเพราะการล้มกระดานด้านการปกครอง โดยอำนาจนอกระบบ จึงทำให้ระบบประชาธิปไตยของไทย ล้มลุกคลุกคลานมาตลอด 80 กว่าปีที่ผ่านมา

การเมืองจะเป็นอย่างไร ประชาชนต้องเป็นผู้ตัดสิน และรับผิดชอบต่อผลของการตัดสินใจนั้นร่วมกัน ดูอย่างคนอเมริกาที่เลือกทรัมป์ คนฝรั่งเศสที่เลือกมาครง คนฟิลิปปินส์ที่เลือกดูเตเต คนมาเลเซียที่เลือกนาจิบ ราซัก เป็นต้น ผู้นำเหล่านี้หลังจากขึ้นดำรงตำแหน่ง ก็มีปัญหา ประชาชนจำนวนมากไม่ชอบ และไม่พอใจ ออกมาประท้วงบนท้องถนน บางแห่งรุนแรงถึงขั้นเกิดการจลาจลเผาบ้านเผาเมืองไม่ต่างจากบ้านเรา บางคนถูกกล่าวหาว่าทุจริตคอร์รัปชั่นขั้นรุนแรง แต่เขาก็อดทน และใช้ระบบประชาธิปไตยในการแก้ปัญหา ไม่ใช้วิธีการนอกกติกาอย่างที่เราชอบทำ

ประชาธิปไตยต้องเดินหน้า และอาศัยเวลาในการฟูมฟักเพื่อเติบโตและเข้มแข็ง หากเราไม่มีความอดทนเพียงพอต่อกระบวนการนี้ โอกาสที่ประเทศไทยจะมีประชาธิปไตยที่แข็งแรง ย่อมเป็นไปไม่ได้เลยอยากเห็นแค่นี้แหละ หวังมากไปรึเปล่าก็ไม่รู้