ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศแทนรัฐบาลชุดปัจจุบัน ได้เกิดเหตุการณ์สำคัญในแวดวงพลังงานเมื่อ สมาคมการค้าก๊าซชีวภาพไทย ได้ยื่นฟ้องกระทรวงพลังงานพร้อมพวกรวม 4 คน (การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย-สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน-คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ) ต่อศาลปกครองกลางเมื่อวันที่ 5 เมษายนที่ผ่านมา เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่ง “เพิกถอน” แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2561-2580 หรือ PDP 2018 ที่สมาคมเห็นว่ามีการดำเนินการจัดทำแผนโดยไม่ชอบ และยังขอให้ศาล “เพิกถอน” มติที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ครั้งที่ 1/2562 เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2562 ที่ให้ความเห็นชอบกับแผน PDP ฉบับนี้ด้วย
โดยก่อนหน้านี้ก็ได้มีแถลงการณ์ของกลุ่มผู้ประกอบการพลังงานหมุนเวียน ซึ่งประกอบไปด้วยสมาชิกของสมาคมการค้าก๊าซชีวภาพไทย-ชมรมผู้ผลิตไฟฟ้าชีวมวล-ผู้ผลิตโรงไฟฟ้าขยะ-ผู้ประกอบการโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม ได้ออกมากล่าวหากระทรวงพลังงานใน 2 ประเด็น คือ
1) กระบวนการเปิดรับฟังความเห็นในการจัดทำแผน PDP 2018 เป็นการจัดทำแผนที่ไม่สมบูรณ์ ไม่มีการให้ข้อมูลประกอบการรับฟังความคิดเห็นอย่างถูกต้องและเพียงพอ ซึ่งกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียนในนามของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้ทำหนังสือขอให้กระทรวงพลังงานทบทวนร่างแผน PDP 2018 ไปตั้งแต่เดือนธันวาคม 2561 แต่ก็ไม่ได้รับการตอบสนองในประเด็นที่ว่า การคาดการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดในระบบไม่ได้รวมกำลังผลิตไฟฟ้ารายย่อยของผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระ หรือ IPS ที่แท้จริงเข้าไปด้วย ส่งผลให้ระบบไฟฟ้าของประเทศมีกำลังการผลิตไฟฟ้า “มากเกินความจำเป็น” เกิดการลงทุนซ้ำซ้อนเป็นภาระต่อผู้ใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นในระยะยาว
2) การพัฒนาพลังงานหมุนเวียนในการผลิตไฟฟ้าของประเทศ ถูกเปลี่ยนแปลงไปทั้งปริมาณการผลิตไฟฟ้ากับระยะเวลาในการรับซื้อไฟฟ้า มีการชะลอการพัฒนาโครงการผลิตไฟฟ้า
จากพลังงานหมุนเวียนบางประเภท ซึ่งไม่เป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์ชาติด้านพลังงานที่ต้องการให้ความสำคัญกับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่ผลิตได้เองในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากพลังงานชีวมวล-ก๊าซชีวภาพ และยังส่งผลกระทบต่อไปยังกลุ่มเกษตรกร ซึ่งเป็นผู้ผลิตวัตถุดิบประเภทชีวมวลที่ควรจะมี “รายได้” เพิ่มขึ้นจากการขาย by product เหล่านี้กระทบกับความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศที่พึ่งพาการใช้เชื้อเพลิงและพลังงานไฟฟ้าที่นำเข้าจากต่างประเทศ (การรับซื้อไฟฟ้าจาก สปป.ลาวมากถึง 5,857 MW) แทนการใช้พลังงานที่ผลิตได้เองภายในประเทศ
นอกจากนี้ ยังมีการพูดถึงกรณีการจัดทำแผนอนุรักษ์พลังงานในภาคไฟฟ้า ที่มีการกำหนดแผนไว้เพียงแค่ 4,000 MW ตลอด 20 ปีของแผน PDP 2018 โดยผู้ประกอบการพลังงานหมุนเวียนมีความเห็นว่า เป็นการ “ลด” การอนุรักษ์พลังงานลงอย่างชัดเจน และยังนำไปไว้ในช่วงปีท้าย ๆ ของแผนด้วย แสดงให้เห็นว่าแผน PDP ฉบับนี้มีข้อ “บกพร่อง” และยังขาดความสมบูรณ์ในการจัดทำแผน
ทั้งหมดนี้มีผลทำให้กลุ่มผู้ประกอบการพลังงานหมุนเวียนเกิดความเสียหายจากการประกาศใช้แผน PDP 2018 ใน 2 ประเด็น คือ
1) ปริมาณการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนตลอดแผน “ลดลง” เป็นจำนวนมากเมื่อเทียบกับแผน PDP 2015 ฉบับที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน จะพบว่ากลุ่มชีวมวลลดลงไปถึง 2,194 MW, กลุ่มก๊าซชีวภาพลดลง 54 MW, กลุ่มลมลดลง 1,517 MW และขยะอุตสาหกรรมลดลง 456 MW รวม 4 กลุ่มปริมาณรับซื้อไฟฟ้าหายไปถึง 4,221 MW แต่กลับไปเพิ่มปริมาณการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เพียงกลุ่มเดียวสูงถึง 10,000 MW แถมยังถูกตัดไปให้กับโครงการ Floating Solar+Hydro ของ กฟผ.อีก 2,725 MW และโรงไฟฟ้าตามนโยบายส่งเสริมของภาครัฐ (โรงไฟฟ้าขยะ-โรงไฟฟ้าชีวมวลประชารัฐ) อีก 520 MW
2) ระยะเวลา 10 ปีแรกของแผน PDP 2018 แทบจะไม่มีการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ประกอบการใหม่เลย รวมถึงผู้ประกอบการกลุ่มพลังงานหมุนเวียนด้วย เหตุที่เป็นเช่นนี้เนื่องมาจาก “กำลังผลิตไฟฟ้าสำรอง” ในช่วง 10 ปีแรกของแผนอยู่ในภาวะ “ล้นเกิน” ขนาดหนัก ซึ่งเป็นผลพ่วงมาจากข้อ “ผิดพลาด” ของแผน PDP 2015 ฉบับปัจจุบันที่มีการกำหนดรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ประกอบการไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่ (IPP) เข้าระบบ อาทิ โรงไฟฟ้ากัลฟ์ เอสอาร์ซี ชุดที่ 1 กำลังผลิต 1,250 MWในปี 2564 หรือโรงไฟฟ้ากัลฟ์ เอสอาร์ซี ชุดที่ 2 กำลังผลิต 1,250 MW ในปี 2565
ความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งจากปริมาณรับซื้อไฟฟ้าจากกลุ่มผู้ประกอบการพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งชีวมวลกับพลังงานลมที่หายไปครึ่งต่อครึ่ง การแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากกลุ่มผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ที่จะรับซื้อไฟฟ้าตลอดแผนถึง 10,000 MW ตลอดจนระยะเวลา 10 ปีแรกของแผน PDP 2018 ที่จะไม่มีกำลังผลิตไฟฟ้าใหม่ ๆ เข้าระบบ ส่งผลให้กลุ่ม
ผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนเหล่านี้ตกอยู่ในภาวะ “อยู่ไม่ได้”ประกอบกับนโยบายพลังงานของประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดหาไฟฟ้าให้เพียงพอต่อความต้องการไฟฟ้าในภาพรวม ถูกเปลี่ยนไปอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ ไม่ว่าจะเป็นการให้ “น้ำหนัก” เทไปที่การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เพียงด้านเดียว หรือการเปลี่ยนแปลงโรงไฟฟ้าจากที่มีความหลากหลายของประเภทเชื้อเพลิงมาผูกไว้กับโรงไฟฟ้าก๊าซที่ใช้ก๊าซ LNG เพียงอย่างเดียวจนส่งผลให้เกิดโรงไฟฟ้าระบบความร้อนร่วมขนาดใหญ่มากกว่า 13,155 MW เข้ามาในระบบเหล่านี้ทำให้ผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ไม่มีทางเลือกที่จำเป็นต้องขอพึ่งอำนาจศาลปกครองในการระงับการประกาศใช้ แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย PDP 2018 ออกไปก่อนอย่างน้อยก็เพื่อรอรัฐมนตรีพลังงานที่จะเข้ามากำกับดูแล กระทรวงพลังงานคนต่อไปเข้ามาทบทวนแผน PDP ฉบับนี้