ส่งออกฉุด ศก.เดี้ยง รอรัฐบาลใหม่ปั๊มครึ่งปีหลังโต 4.5%
ย่างเข้าสู่ไตรมาส 2 แล้วนักเศรษฐศาสตร์ฝ่ายวิจัยของสำนักต่าง ๆ ทยอยทบทวนตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจปีนี้กันอีกรอบ หลังจากเห็นตัวเลขเศรษฐกิจไทยของเดือน มี.ค. 62 และไตรมาสแรกที่ผ่านมาแล้ว ด้านสภาพัฒน์เตรียมจะแถลงในกลางเดือน พ.ค.นี้ ซึ่งข้อมูลต่าง ๆ ถือเป็นสัญญาณบ่งชี้้เศรษฐกิจในช่วงที่เหลือ จะโตต่อหรือชะลอลง
หลังจากที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานตัวเลขเศรษฐกิจเดือน มี.ค. 62 และไตรมาสแรกปีนี้ออกมา มีทิศทางขยายตัวชะลอลง โดยตัวฉุดหลักมาจากภาคการส่งออก ที่ติดลบหนัก 4.2% และ 3.6% ตามลำดับ ซึ่งกระทบต่อเนื่องถึงภาคการผลิตอุตสาหกรรมอย่างเลี่ยงไม่ได้แน่นอน ขณะที่ในประเทศ ตัวเลขต่าง ๆ ก็ชะลอตัวเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการบริโภคภาคเอกชน การใช้จ่ายภาครัฐหดตัว และการลงทุนเอกชนที่หดตัวด้วย
โดย นายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธปท. ยอมรับว่าไตรมาสแรก จีดีพีมีโอกาสโตต่ำกว่า 3.4% ที่ ธปท.ได้คาดการณ์ไว้ก่อน และมีโอกาสที่จะโตต่ำกว่าไตรมาส 2 ปีนี้ ที่คาดอยู่ที่ระดับ 3% ด้วย นั่นแปลว่าไตรมาสแรกปีนี้เศรษฐกิจไทยโตต่ำสุดรอบปี และแนวโน้มไตรมาส 2 ก็มีโอกาสที่เศรษฐกิจจะขยายตัวไม่ได้ดีมาก เพราะภาคส่งออกยังคงติดลบ ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนยังคาดการณ์ได้ยากอยู่ มีเพียงภาคท่องเที่ยวที่เป็นบวกดีขึ้น
“คิดว่าน่าจะเป็นไปได้ที่หลาย ๆ เรื่องต้องฝากไว้กับเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง อย่างเรื่องการเจรจาการค้าที่คาดจะคลี่คลายขึ้น แต่เนื่องจากไตรมาสแรกส่งออกตัวเลขออกมาผิดคาดพอสมควร ก็ทำให้โอกาสที่ส่งออกจะโต 3% คงยาก และ ณ จุดนี้มีแนวโน้มเศรษฐกิจปีนี้จะโตไม่ถึง 3.8% ซึ่งจะมีปรับประมาณการจีดีพีในเดือน มิ.ย.นี้ ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะปรับลดลง ถ้าตัวเลขออกมาไม่ดี” นายดอนกล่าว
ส่วนมุมมองของสำนักต่าง ๆ นายพชรพจน์ นันทรามาศ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส สายงาน Global Business Development and Strategy ธนาคารกรุงไทย วิเคราะห์ว่า เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงที่จะโตไม่ถึงเป้า 3.8% เนื่องจากในครึ่งปีแรก “ชะลอตัว” กว่าที่คาดไว้ว่าจะโตได้ 3-3.5% ซึ่งจีดีพีในไตรมาส 2 ไม่น่าจะแย่ไปกว่าไตรมาสแรกแล้ว โดยคาดการณ์ว่าการส่งออก (ไม่นับรวมอาวุธสงคราม) ในช่วงครึ่งปีแรก ติดลบถึง 5% แต่ปัจจัยภายในประเทศก็ยังเติบโตจากการใช้จ่ายและรายได้ประชาชน จะช่วยพยุงเศรษฐกิจอยู่
“หากต้องการให้เศรษฐกิจโตได้ตามเป้าปีนี้ ในช่วงครึ่งปีหลังจะต้องกระตุ้นเศรษฐกิจให้โตได้ 4.5% เป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก แม้ว่าภาพรวมการส่งออกจะเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้นจากช่วงที่ผ่านมา แต่เศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าอย่างจีน ยังไม่ได้กลับมาเติบโตมากนัก และถึงแม้จะมีการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ แต่คาดว่าจะไม่อัดฉีดงบประมาณเพิ่มเติมกว่าปัจจุบันนี้ ในช่วงครึ่งปีหลัง เศรษฐกิจไทยจะยังฟื้นตัวไม่ได้เร็วและแรงนัก ถึงแม้ว่าจะมีการจัดตั้งรัฐบาล และเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจ แต่รัฐบาลก็มีข้อจำกัดการใช้งบประมาณ” นายพชรพจน์กล่าว
ด้าน นายศุภวุฒิ สายเชื้อ ที่ปรึกษาสถาบันวิจัยกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KPP) นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังของประเทศ เปิดเผยว่า จากการที่ในช่วงที่ผ่านมา ธปท.ได้มีการออกมาตรการต่าง ๆ เพื่อดูแลการก่อหนี้ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการควบคุมการถือบัตรเครดิต การขอสินเชื่อส่วนบุคคลของกลุ่มคนรายได้ต่ำ และล่าสุดมีการออกมาตรการ LTV สำหรับสินเชื่อที่อยู่อาศัย ที่เริ่มมีผลบังคับใช้วันที่ 1 เม.ย. 62 นี้เป็นต้นไป ล้วนส่งผลต่อการเติบโตด้านการบริโภคของภาคเอกชน เพราะเป็นการจำกัดด้านกำลังซื้อผ่านการคุมการก่อหนี้ล่วงหน้า จึงกดดันต่อการแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจ (GDP) ในปัจจุบัน โดยเฉพาะเศรษฐกิจไตรมาส 2 นี้จะเป็นช่วงที่จะได้รับผลกระทบมาก
ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศเริ่มเห็นเศรษฐกิจจีนที่ดีขึ้น ด้านสหรัฐที่ขณะนี้ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณชะลอการขึ้นดอกเบี้ย ทำให้บรรยากาศเริ่มดีขึ้น ดังนั้นขณะนี้จึงเหลือแต่ปัจจัยในประเทศที่ยังไม่ดี
“ด้านการเมืองก็ยังเป็นสุญญากาศ รัฐบาลยังตั้งไม่ได้ รอผล กกต.รับรอง ไม่มีใครกล้าลงทุนในช่วงนี้ แม้แต่ลงทุนของรัฐบาลเอง ที่เป็นตัวสำคัญอีกตัวที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ขณะนี้ไม่มีอะไรให้มั่นใจ และถ้าส่งออกแย่ ภาคลงทุนก็ไม่มา ตัวจีดีพีก็คงไม่มา จึงเห็นการปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจปีนี้กันตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาเหลือ 3.8% อีกตัวคือ การบริโภค (C) ที่จะกู้เงินอนาคตมาใช้จ่ายก็ไม่ได้ เพราะเวลานี้แบงก์ชาติกำลังไล่บี้ด้านสินเชื่อ (อสังหาฯและสินเชื่อส่วนบุคคล) อยู่ ดังนั้นการเติบโตของการบริโภคที่จะมาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ก็ทำไม่ได้เหมือนก่อนแล้ว” นายศุภวุฒิกล่าว
นายพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) กล่าวว่า แม้ว่าครึ่งปีแรกการส่งออกอาจจะหดตัว แต่น่าจะกลับมาดีขึ้นในครึ่งปีหลัง หากการเจรจาระหว่างสหรัฐกับจีนมีทิศทางที่ดีขึ้น จะทำให้ความมั่นใจในด้านการค้าขายกลับมาได้เร็ว และมีโอกาสที่การส่งออกจะขยายตัวได้ถึง 3.5% อีกปัจจัยก็คือ หากตั้งรัฐบาลได้เร็วก็จะมีนโยบายใหม่มาสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนได้ โดยน่าจะเห็นผลได้ในไตรมาส 4
“มีปัจจัยท้าทายหลายตัว โดยเฉพาะเศรษฐกิจโลกที่จะขยายตัวต่ำในรอบ 3 ปี อยู่ในช่วง 3.3-3.7% อีกปัจจัยก็คือสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน” นายพิศิษฐ์กล่าว
“ทิม ลีฬหะพันธุ์” นักเศรษฐศาสตร์ประจำธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) มองว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ไทย ปีนี้จะอยู่ที่ 4% ภายใต้ 3 ปัจจัยหลัก คือ การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและจีนต้องคลี่คลายลง การจัดตั้งรัฐบาลใหม่เรียบร้อย และมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เร่งด่วน โดยเฉพาะภาคการเกษตร และรัฐลงทุนโครงการใหม่ ๆ แต่หากไม่มีความชัดเจนใน 3 เรื่องที่กล่าวมา จีดีพีปีนี้อาจจะเติบโตต่ำสุดอยู่ที่ 3.5% ส่วนภาคส่งออกคาดโต 3% ถือเป็นความท้าทายเพราะจะต้องทำมูลค่าส่งออกให้ได้ 2.2 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อเดือน (ทั้งนี้ ภาคส่งออก 3 เดือนแรก เฉลี่ยอยู่ที่ 20,073 ล้านดอลลาร์)
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า เศรษฐกิจไทยเริ่มมีสัญญาณการเติบโตที่ชะลอลง ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงที่สูงขึ้น จึงคาดว่าวันที่ 8 พ.ค. ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.75%
เสียงยอมรับจาก ธปท. และนักเศรษฐศาสตร์ ล้วนมีมุมมองที่ตอกย้ำภาพเศรษฐกิจ “ชะลอ” ตัว จึงเป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลใหม่