เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
จับตา ‘สะพานข้ามเกาะช้าง’ หมื่นล้าน ปลุกเศรษฐกิจทะเลภาคตะวันออก
Economic จับตา ‘สะพานข้ามเกาะช้าง’ หมื่นล้าน ปลุกเศรษฐกิจทะเลภาคตะวันออก
เปิดแผน ‘ไฟฟ้ามั่นคง’ กฟผ.เตรียม SMR-เพิ่มพลังงานสะอาด
Business เปิดแผน ‘ไฟฟ้ามั่นคง’ กฟผ.เตรียม SMR-เพิ่มพลังงานสะอาด
7 อุตฯเหนื่อยสินค้านอกถล่ม กกร.ชงรัฐออกมาตรการช่วยตรงจุด
Economic 7 อุตฯเหนื่อยสินค้านอกถล่ม กกร.ชงรัฐออกมาตรการช่วยตรงจุด
ไม่กังวล ‘ฝ่ายค้าน’ จ่อเปิดเกมซักฟอกเวทีงบ แจงผลงานครึ่งปีผ่านสื่อ “คุยกับ ครม.”
Politics ไม่กังวล ‘ฝ่ายค้าน’ จ่อเปิดเกมซักฟอกเวทีงบ แจงผลงานครึ่งปีผ่านสื่อ “คุยกับ ครม.”
ประเทศไทยต้องแก้ เศรษฐกิจ K-Shape
สามัญสำนึก ประเทศไทยต้องแก้ เศรษฐกิจ K-Shape
เนื้อแท้ บาร์โคล่า
คุยกับเอกราช เนื้อแท้ บาร์โคล่า
มีผลแล้ว! ระเบียบสำนักนายกฯ ‘ว่าด้วยการแบ่งปันข้อมูลดิจิทัลฯ’
Politics มีผลแล้ว! ระเบียบสำนักนายกฯ ‘ว่าด้วยการแบ่งปันข้อมูลดิจิทัลฯ’
รู้จัก ‘Chipflation’ ภาวะต้นทุนชิปเฟ้อ สะเทือนสเป็ก-ดันราคาสินค้าไอทีพุ่ง
Tech รู้จัก ‘Chipflation’ ภาวะต้นทุนชิปเฟ้อ สะเทือนสเป็ก-ดันราคาสินค้าไอทีพุ่ง
สนามบินอุดรฯ ก้าวสู่ฮับนานาชาติ รับเที่ยวบินปฐมฤกษ์ “คุนหมิง–อุดรฯ”
เศรษฐกิจภูมิภาค สนามบินอุดรฯ ก้าวสู่ฮับนานาชาติ รับเที่ยวบินปฐมฤกษ์ “คุนหมิง–อุดรฯ”
CPAXT ปิดดีล 1.3 หมื่นล้าน ซื้อ ‘The Food Purveyor’ รุกตลาดพรีเมียมมาเลเซีย
Business CPAXT ปิดดีล 1.3 หมื่นล้าน ซื้อ ‘The Food Purveyor’ รุกตลาดพรีเมียมมาเลเซีย
ดูทั้งหมด

เปิดเสรี “อียู-เวียดนาม” โอกาสความท้าทายของเวียดนาม

02 ส.ค. 2562 | 21:14น.
คอลัมน์ เปิดมุมมอง

โดย พิมฉัตร เอกฉันท์ สายงาน Global Business Development and Strategy ธ.กรุงไทย

ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา สงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนได้ทวีความรุนแรงและขยายวงกว้างออกไปเป็น “tech war” กดดันปริมาณการค้าและการลงทุนโลกให้ชะลอลง รวมถึงเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าที่สำคัญของไทยก็มีสัญญาณซบเซาลงอย่างเห็นได้ชัด ทำให้การส่งออกไทย 5 เดือนแรกของปี 2562 หดตัวถึง -2.7% YOY ส่งผลให้ยอดส่งออกทั้งปีอาจเติบโตได้เพียง 0.8% ซึ่งน้อยกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้มาก นอกจากนี้ สิ่งที่น่าจับตามอง อีกอย่างหนึ่ง คือ ความตกลงเขตการค้าเสรีระหว่างสหภาพยุโรปและเวียดนาม หรือ EU-Vietnam Free Trade Area : EVFTA ที่จะเริ่มมีผลบังคับใช้ในปลายปีนี้ ซึ่งเป็นความท้าทายตัวใหม่สำหรับภาคการส่งออกไทย แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสอันดีให้ธุรกิจไทยใช้เวียดนามเป็นฐานการผลิต

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เวียดนามได้ปฏิรูปเศรษฐกิจและนโยบายเปิดประเทศผ่านการปรับเปลี่ยนกฎระเบียบภายในประเทศเพื่อลดอุปสรรคทางการค้า รวมถึงการเปิดเสรีด้านการลงทุนมากขึ้น โดยเฉพาะการทำข้อตกลงทางการค้ากับประเทศคู่ค้าสำคัญต่าง ๆ กว่า 102 ประเทศทั่วโลก ผ่านมาตรการทางการค้าแบบเท่าเทียมกัน (most-favor nation : MFN) และสิทธิพิเศษทางภาษีต่าง ๆ ทำให้ตัวเลขส่งออกของเวียดนามเติบโตอย่างก้าวกระโดดจาก 5.7 หมื่นล้านดอลลาร์ ในปี 2552 เป็น 2.8 แสนล้านดอลลาร์ ในปี 2561 หรือขยายตัวกว่า 4 เท่า ภายในระยะเวลาเพียง 10 ปีเท่านั้น

นอกจากนั้นในปี 2555 เวียดนามได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป (GSP) จากสหภาพยุโรป ซึ่งมีส่วนผลักดันให้มูลค่าการส่งออกของเวียดนามไปยุโรปในปีนั้นขยายตัวมากถึง 22.7% แต่ด้วยสิทธิประโยชน์ดังกล่าวกำลังจะสิ้นสุดลงในปี 2566 ทำให้เวียดนามใช้ความพยายามถึง 3 ปี เจรจา EVFTA จนสำเร็จเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2562 ที่ผ่านมา ซึ่งความตกลงนี้ถือเป็นการเปิดเสรีการค้าและการลงทุนเกือบสมบูรณ์ระหว่างยุโรปและเวียดนาม

จะทำให้ยุโรปลดภาษีนำเข้าจากเวียดนามทันทีหลังข้อตกลงบังคับใช้ 71% ของสินค้านำเข้าจากเวียดนามทั้งหมด ส่วนอีก 29% จะทยอยลดภาษีภายใน 7 ปี ขณะที่เวียดนามก็จะลดภาษีนำเข้าจากยุโรปทันที 65% ของสินค้านำเข้าจากยุโรปทั้งหมด และอีก 35% จะทยอยลดภาษีภายใน 10 ปี ซึ่งคาดว่าจะทำให้มูลค่าการส่งออกของเวียดนามในตลาดยุโรปขยายตัวได้มากยิ่งขึ้น

ด้วยยุโรปถือเป็นคู่ค้าที่สำคัญอันดับ 4 ของไทย มีมูลค่าการส่งออกในแต่ละปีไม่น้อยกว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์ ขณะเดียวกันกับที่ไทยก็ส่งออกไปเวียดนามถึงปีละกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์ ดังนั้น การมี EVFTA จึงสร้างแรงกระเพื่อมมายังภาคส่งออกของไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผู้เขียนมองว่าข้อตกลง EVFTA อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกไทยในสินค้าหลายประเภท ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่

กลุ่มแรก คือ สินค้าที่ไทยเป็นคู่แข่งกับเวียดนามในตลาดยุโรป ได้แก่ เครื่องแต่งกายและรองเท้า เวียดนามได้เปรียบด้านภาษีจากสิทธิประโยชน์ GSP ประกอบกับต้นทุนแรงงานที่ถูกกว่าไทยถึง 3 เท่า (ในปี 2555 ไทยปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาทต่อวัน ส่วนค่าแรงขั้นต่ำของเวียดนามเฉลี่ยอยู่ที่ 88 บาทต่อวัน) ทำให้ผู้ประกอบการไทยส่วนหนึ่งย้ายไปตั้งโรงงานผลิตในเวียดนามมากขึ้น ดันให้มูลค่าส่งออกเครื่องแต่งกายและรองเท้าไปยุโรปของเวียดนามในปี 2561 สูงถึง 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ ครองส่วนแบ่งตลาดในยุโรปเป็นอันดับ 2 รองจากจีน ขณะที่ไทยอยู่ที่เพียง 845 ล้านดอลลาร์ (ข้อมูลจาก Trade Map) ซึ่งในระยะข้างหน้า คาดว่าการส่งออกของไทยในกลุ่มนี้จะยิ่งมีแนวโน้มลดลง

และ อีกประเภทหนึ่ง คือ เครื่องจักร เครื่องใช้ไฟฟ้า และรถยนต์ โดยสินค้าส่งออกทั้ง 3 อันดับแรกของไทยเป็นสินค้าทุนและสินค้าคงทนที่มีมูลค่าสูง ซึ่งคิดเป็น 53.3% ของมูลค่าส่งออกของไทยไปยุโรปทั้งหมด หรือกว่า 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์ ถูกคิดภาษีนำเข้าในตลาดยุโรปสูงสุดถึง 30% ทำให้ราคาสินค้าปลายทางสำหรับผู้ซื้อในตลาดยุโรปมีราคาแพง ขณะที่สินค้าในหมวดเดียวกันที่นำเข้าจากเวียดนามกลับมีแนวโน้มถูกกว่า เนื่องจากยุโรปจะทยอยลดภาษีในสินค้านำเข้าจากเวียดนามตามข้อตกลง EVFTA ซึ่งจะทำให้ไทยยากที่จะแข่งขันและยิ่งเสียเปรียบเวียดนามมากกว่าเดิม

อีกกลุ่มที่น่าจะได้รับผลกระทบ คือ สินค้าที่ไทยเป็นคู่แข่งกับยุโรปในตลาดเวียดนาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสินค้าขั้นปลาย หรือสินค้ากึ่งสำเร็จรูป โดยสินค้าที่เวียดนามนำเข้าจากยุโรปส่วนใหญ่เป็นสินค้าขั้นกลางและขั้นปลายที่มีมูลค่าเพิ่มสูง อาทิ เครื่องจักรและส่วนประกอบ เครื่องบิน และผลิตภัณฑ์ยา ขณะเดียวกันกับที่เวียดนามก็นำเข้าจากไทยในสินค้าขั้นปลายเพิ่มขึ้นถึงเกือบเท่าตัวภายในเวลาเพียง 5 ปี หรือจาก 1.3 พันล้านดอลลาร์ ในปี 2557 เป็น 2.6 พันล้านดอลลาร์ ในปี 2561 ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 20.5% ของสินค้าส่งออกไทยไปเวียดนามทั้งหมด

ในประเด็นนี้ EVFTA จะทำให้เวียดนามนำเข้าสินค้าดังกล่าวจากยุโรปได้ในราคาถูกลง ประกอบกับเงื่อนไข EVFTA ที่เปิดโอกาสให้ผู้ผลิตจากยุโรปสามารถเข้าถึงตลาดเวียดนามได้มากขึ้น และสามารถขยายฐานการผลิตสินค้าขั้นปลายในเวียดนามได้ ซึ่งอาจนำไปสู่การลดการนำเข้าจากไทยได้เช่นกัน

ทั้งนี้ แม้ไทยมีความพยายามเจรจาการค้าเสรีกับยุโรปมาแล้วหลายครั้งตั้งแต่ปี 2558 แต่ด้วยปัญหาการเมืองภายในประเทศทำให้ต้องชะลอการทำข้อตกลงร่วมกับยุโรปไป และคาดว่าการเจรจาครั้งใหม่อาจยังต้องใช้เวลาอีกสักระยะหนึ่ง ดังนั้น ข้อตกลง EVFTA นี้จะเป็นการตอกย้ำให้เวียดนามกลายเป็นฐานการผลิตที่สำคัญในฐานะ “factory of the world” มากขึ้น

อย่างไรก็ดี EVFTA นับเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยที่กำลังมองหาลู่ทางขยายการลงทุนในเวียดนาม โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมแปรรูปการผลิต ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ไทยเข้าไปลงทุนโดยตรงสูงสุด โดยกุญแจสำคัญที่ทำให้เวียดนามมีความน่าสนใจกว่าหลายประเทศในแถบอาเซียนด้วยกัน คือ

1) ศักยภาพด้านเศรษฐกิจและการลงทุนอยู่ในระดับสูง โดยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป (ปี 2562-2567) ของเวียดนาม มีแนวโน้มขยายตัวสูงที่ 6.5% ขณะที่ประเทศในแถบอาเซียนเติบโตเฉลี่ย 5.2% ประกอบกับเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (FDI inflow) ที่เข้ามาลงทุนในเวียดนามในปี 2018 สูงกว่า 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 14.3% โดยเป็นเงินลงทุนโดยตรงจากไทยถึง 6.3 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 21.1% จากปีที่ผ่านมา และมีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง (ข้อมูลจาก IMF และ UNCTAD)

2) ความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานเวียดนามได้จัดตั้งเขตเศรษฐกิจชายฝั่งทะเลครอบคลุมพื้นที่กว่า 5.3 ล้านไร่ และนิคมอุตสาหกรรมรวมกว่า 326 แห่ง ใน 63 จังหวัด ทั้งยังมีแผนจะสร้างอีก 21 เขตเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมเชื่อมระบบโครงสร้างพื้นฐานให้กระจายทั่วภูมิภาคภายในปี 2563 ตลอดจนความร่วมมือจากบริษัทญี่ปุ่นกว่า 20 บริษัท ลงทุนด้านโทรคมนาคมและสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ในเมืองใหม่ทางตอนเหนือของกรุงฮานอย เพื่อให้กลายเป็นสมาร์ททาวน์ในปี 2566

3) การเอื้อสิทธิประโยชน์แก่นักลงทุนต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็น การยกเลิกการเก็บภาษีจากผลกําไรที่โอนกลับประเทศ (profit remittance tax) การปรับอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลต่างชาติสำหรับธุรกิจทั่วไปในอัตราเดียวกับชาวเวียดนามที่ 25% (flat rate) การยกเว้นภาษีอากรขาเข้าวัสดุ-เครื่องจักรที่ไม่สามารถจัดหาได้ในเวียดนาม ตลอดจนการส่งเสริมการลงทุนเป็นกรณีพิเศษรายพื้นที่ เช่น เขตเศรษฐกิจพิเศษ (economic zones : EZs) เขตที่เป็นฐานการลงทุนใหม่ (new business development base) เขตอุตสาหกรรมส่งออก (export processing zones : EPZs) และพื้นที่ด้อยพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมอื่น ๆ หรือรายโครงการ เช่น โครงการลงทุนที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง โครงการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาสังคม โครงการเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และโครงการที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เป็นต้น

สุดท้ายนี้ ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ยังคงไม่แน่นอน และกำลังซื้อในประเทศที่อาจไม่ได้แข็งแกร่งอย่างที่เคยเป็นมา การตั้งฐานการผลิตในเวียดนามก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะเป็นประตูไปยังภูมิภาคอื่น ๆ ได้ โดยมีหน่วยงานภาครัฐคอยให้การสนับสนุน เช่น กองส่งเสริมการลงทุนไทยในต่างประเทศ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ หรือสำนักงานส่งเสริมการค้าประจำกรุงโฮจิมินห์ และกรุงฮานอย