เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
เศรษฐกิจภูมิภาค บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
“โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
Biz Movement “โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
“ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
News “ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
Real Estate ‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
การศึกษา ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
Biz Movement WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
SD เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
ไทยเบฟร่วม Bangkok Business Summit 2026 ชู SEP สร้างการเติบโตยั่งยืน
SD ไทยเบฟร่วม Bangkok Business Summit 2026 ชู SEP สร้างการเติบโตยั่งยืน
เชียงใหม่-ลำพูน ปลุกอีเวนต์โคมลอย “Moonlight Sky Lantern 2026” ดันห้องพักยี่เป็งเต็ม 100%
เศรษฐกิจภูมิภาค เชียงใหม่-ลำพูน ปลุกอีเวนต์โคมลอย “Moonlight Sky Lantern 2026” ดันห้องพักยี่เป็งเต็ม 100%
ดูทั้งหมด

ไทยแลนด์ 4.0 “ทรัพย์สินทางปัญญา” ต้องมี

10 ส.ค. 2562 | 14:19น.

คอลัมน์ ชั้น 5 ประชาชาติ

โดย กษมา ประชาชาติ

หลายวันก่อนผู้เขียนไปดูหนังเรื่อง The Current War เป็นเรื่องสงครามกระแสไฟ ระหว่างโทมัส อัลวา เอดิสัน นักประดิษฐ์คิดค้นหลอดไฟคนแรกของโลก ที่ถูกขโมย “ทรัพย์สินทางปัญญา” เรียกกันว่า “สิทธิบัตรสิ่งประดิษฐ์” ไปโดยคู่แข่งยี่ห้อหนึ่ง การช่วงชิงตลาดเป็นไปอย่างดุเดือดระหว่างผู้คิดค้นสิ่งประดิษฐ์ และเจ้าของสิทธิบัตร ทำให้เราทึ่งว่าฝรั่งจริงจังกับเรื่องนี้มานานกว่า 140-150 ปีทีเดียว

ในส่วนของไทยหลังจากรัฐบาลขับเคลื่อนนโยบาย “ไทยแลนด์ 4.0” หวังใช้นวัตกรรมมาขับเคลื่อนประเทศกว่า 5 ปีแล้ว ซึ่งการจดคุ้มครองสิทธิในผลงานนวัตกรรมนับว่ามีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ ยอดการจดคุ้มครองก็ยังคงแผ่ว ๆ และต้องยอมรับว่าจนถึงตอนนี้หลายคนก็ยังแยกประเภททรัพย์สินทางปัญญาไม่ออกว่าอะไรคือสิทธิบัตร/อนุสิทธิบัตร, สิทธิบัตรการออกแบบ, เครื่องหมายการค้า, ลิขสิทธิ์ อย่าว่าแต่จดคุ้มครองเลย เรียกพันกันไปมา อย่าว่าแต่จะให้คุ้มครองสิทธิเลย

ไม่ว่ากรมทรัพย์สินทางปัญญาจะให้ความรู้มากี่ปี แต่คนไทยมักมองว่าเรื่องนี้ไกลตัว ที่ผ่านมาผู้เขียนเองก็เคยเข้าใจผิดและเรียกพันกันไปหมดเช่นกัน หลักการจำง่าย ๆ คือ ลิขสิทธิ์ จะเป็นพวกงานเขียน เรื่องแต่ง งานพิมพ์ ภาพวาด ภาพถ่าย ภาพส่งไลน์ว่าสวัสดีวันจันทร์ อังคาร ที่ประดิษฐ์ แต่งขึ้น ยกเว้น “ข่าว” เพราะนักข่าวไม่ได้แต่งข่าวขึ้นมา แต่เป็นการรายงานข้อเท็จจริง ดังนั้น ข่าวจึงไม่ถือเป็นงานลิขสิทธิ์ ที่พิเศษคือการเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เกิดขึ้น “อัตโนมัติ” ไม่ต้องจดแจ้ง และ “คุ้มครองตลอดชีวิตเจ้าของผลงานบวกอีก 50 ปีหลังเสียชีวิต” ใครจะละเมิดก๊อบปี้ไม่ได้ ยกเว้นก๊อบปี้เพื่อการศึกษาไม่แสวงหากำไร

ส่วน สิทธิบัตร จะแบ่งเป็น 3 แบบ คือ อนุสิทธิบัตร สิทธิบัตรการประดิษฐ์ และสิทธิบัตรการออกแบบ พวกนี้เกี่ยวกับการประดิษฐ์คิดค้นสินค้าใหม่ หรือสินค้าที่มีการต่อยอดมากขึ้นไปกว่าเดิม อาจจะไม่ใช่สินค้า เป็น “ขั้นตอน/กระบวนการ” ดำเนินงานหรืออะไรที่ทำให้สินค้าของเราแตกต่างจากคู่แข่ง ซึ่งผู้เป็นเจ้าของต้องยื่นขอจดคุ้มครอง สิทธิบัตรการประดิษฐ์ มีอายุ 20 ปี นับจากวันยื่นคำขอรับสิทธิบัตร ส่วนสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ มีอายุ 10 ปี นับจากวันยื่นคำขอรับสิทธิบัตร ต่ออายุได้ครั้งละ 2 ปี อีก 2 ครั้ง และ “จดที่ประเทศไหนคุ้มครองที่ประเทศนั้น” ใครจะมาก๊อบปี้ไม่ได้ ยกเว้นก๊อบปี้โดยอ้างเหตุผลความจำเป็นจากเงื่อนไขการขอใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตร (compulsory licensing : CL) เพื่อผลิตยาต้านไวรัสเอสไอวี เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงยาที่มีราคาสูง เพื่อมนุษยธรรม เป็นต้น

ส่วนเครื่องหมายการค้า จำง่ายที่สุด คือ ตราสัญลักษณ์โลโก้ ภาพ เสียง กลิ่นที่ใช้แทนเพื่อบ่งบอกถึงสินค้าของเรา มีอายุคุ้มครอง 10 ปี อาจต่อได้ 10 ปี และจดที่ไหนคุ้มครองที่นั่น ถ้าจะส่งออกต้องไปจดคุ้มครองที่ประเทศปลายทาง

เร็ว ๆ นี้ เห็นปัญหาดราม่าการจดเครื่องหมายการค้า “ซอสพริกศรีราชา” ว่าเหตุใดกรมทรัพย์สินทางปัญญาไม่รับจดทั้งที่เจ้าของสินค้ายื่นจดคุ้มครองมานานถึง 7 ปี ทำให้ต่างชาติฉวยนำเอาชื่อนั้นไปจดในต่างประเทศ ประเด็นนี้กรมออกมาชี้แจงถึงเหตุผลซึ่งเข้าใจง่าย ๆ เลยว่า “ชื่อภูมิประเทศ-คำสามัญ” ไม่สามารถจะใช้จดเครื่องหมายการค้าได้

เดิมมีเคสคล้ายกันนี้เคยเกิดเมื่อปี 2549 มีชาวญี่ปุ่นยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า “ฤๅษีดัดตน” เพื่อประกอบกิจการการนวดแผนโบราณแบบไทย โดยใช้คำว่า “ฤๅษีดัดตน” เป็นอักษรญี่ปุ่น และภาษาอังกฤษที่ญี่ปุ่น ซึ่งฝ่ายไทยต่อสู้ โดยอ้างหลักฐาน “ฤๅษีดัดตน” เป็น “ภูมิปัญญาชาวบ้านของไทย” มีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 ทรงปฏิสังขรณ์วัดโพธาราม หรือวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) เมื่อปี 2331 จึงชนะและสามารถรักษาสิทธิได้ในปี 2560

ปล.กรณีซอสศรีราชานั้น มีผู้รู้บอกมาว่าจริง ๆ สามารถยื่นจดคุ้มครองเป็น “สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์” หรือ “GI” แทนเครื่องหมายการค้าได้ แต่เมื่อ 7 ปีก่อนยังไม่ฮิตในไทย ซึ่งหากยื่นคุ้มครองเป็น GI หมายถึง ผู้ผลิตอื่นที่ทำสินค้าแบบเดียวกันในแหล่งภูมิศาสตร์เดียวกันก็สามารถใช้ร่วมกันได้ เป็นการคุ้มครองของดีที่มีเอกลักษณ์ประจำถิ่นให้มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น

หากเจ้าของซอสจะส่งออกต้องไปจด GI ในประเทศปลายทางด้วย เท่าที่ทราบในหลายประเทศ เช่น สหรัฐ ไม่มีกฎหมายให้ความคุ้มครอง GI เหมือนในยุโรป ดังนั้น หากจะขายในสหรัฐอาจต้องเปลี่ยนไปจดเครื่องหมายการค้ากับสหรัฐแทน ซึ่งกรณีนี้ทางกรมทรัพย์สินทางปัญญามีการอำนวยความสะดวกให้คำปรึกษาผ่านสายด่วน 1368 หรือทางออนไลน์หรือเข้าไปกรมได้ เพราะปัจจุบันมีบริการให้ยื่นจดคุ้มครองแบบข้ามประเทศได้ เช่น การจดสิทธิบัตรผ่านความร่วมมือ PCT การจดเครื่องหมายการค้าข้ามประเทศผ่าน Madrid เป็นต้น เน้นย้ำว่าเรื่องนี้สำคัญมาก เพราะหลายคนนำสินค้าไปออกงานแฟร์ต่างประเทศยังไม่ทันจะได้ขายก็ถูกก๊อบปี้ไปก่อนแล้ว

ดังนั้น ผู้ประกอบการยุคใหม่ไม่เพียงต้องสร้างนวัตกรรมแต่ต้องวางแนวทางการทำการตลาดควบคู่กับการดูแลทรัพย์สินทางปัญญาด้วย