เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ในหลวง พระราชินี เสด็จฯทอดพระเนตรบัลเลต์ เรื่อง “โรมิโอ แอนด์ จูเลียต”
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง พระราชินี เสด็จฯทอดพระเนตรบัลเลต์ เรื่อง “โรมิโอ แอนด์ จูเลียต”
‘เดอลีฟ’ ยกระดับสมุนไพรไทยสู่สากล ลุยตลาดเวียดนาม-อาเซียน ดัน ‘อิงฟ้า’ ปีที่ 2 เจาะนวัตกรรมผิว
Biz Movement ‘เดอลีฟ’ ยกระดับสมุนไพรไทยสู่สากล ลุยตลาดเวียดนาม-อาเซียน ดัน ‘อิงฟ้า’ ปีที่ 2 เจาะนวัตกรรมผิว
นายกฯ ปฏิบัติภารกิจผู้แทนพระองค์ ร่วมพระราชพิธีพระบรมศพกษัตริย์ฮารัลด์ ที่ 5 แห่งนอร์เวย์
Politics นายกฯ ปฏิบัติภารกิจผู้แทนพระองค์ ร่วมพระราชพิธีพระบรมศพกษัตริย์ฮารัลด์ ที่ 5 แห่งนอร์เวย์
“ธนัชวิชญ์” กางสูตร 3 ระยะรับมือน้ำมันแพง กระทุ้งรัฐดัน Ecosystem แบตเตอรี่-ปั๊มชาร์จ EV Bus
Interview “ธนัชวิชญ์” กางสูตร 3 ระยะรับมือน้ำมันแพง กระทุ้งรัฐดัน Ecosystem แบตเตอรี่-ปั๊มชาร์จ EV Bus
“ถูกโกงออนไลน์” พุ่งใน 7 เดือนแรก มพบ.จี้รัฐล้อมคอกแพลตฟอร์ม-แก้หนี้เปราะบาง
News “ถูกโกงออนไลน์” พุ่งใน 7 เดือนแรก มพบ.จี้รัฐล้อมคอกแพลตฟอร์ม-แก้หนี้เปราะบาง
เจาะกำลังซื้อ ‘ชาวจีนในไทย’ แชมป์รายได้สูงสุดใน APAC ‘อีเทอร์นิตี้เอ็กซ์’ ชี้ช่องแบรนด์ไทยลุยตลาดข้ามพรมแดน
Biz Movement เจาะกำลังซื้อ ‘ชาวจีนในไทย’ แชมป์รายได้สูงสุดใน APAC ‘อีเทอร์นิตี้เอ็กซ์’ ชี้ช่องแบรนด์ไทยลุยตลาดข้ามพรมแดน
‘Var Group’ ยักษ์ไอทีอิตาลีจับมือ CV Ventures ตั้ง Yarix APAC ดันไทยศูนย์กลางไซเบอร์ซีเคียวริตี้ภูมิภาค
Tech ‘Var Group’ ยักษ์ไอทีอิตาลีจับมือ CV Ventures ตั้ง Yarix APAC ดันไทยศูนย์กลางไซเบอร์ซีเคียวริตี้ภูมิภาค
สัมปทานรังนกพัทลุง 500 ล้านไร้เอกชนยื่นซองประมูล จี้มหาดไทยปลดล็อกกฎหมาย ดันส่งออกจีน
เศรษฐกิจภูมิภาค สัมปทานรังนกพัทลุง 500 ล้านไร้เอกชนยื่นซองประมูล จี้มหาดไทยปลดล็อกกฎหมาย ดันส่งออกจีน
หนี้ครัวเรือนสูง 86% ดึงยอดปฏิเสธกู้บ้านพุ่ง 50% สูงสุดรอบ 5 ปี BAM ผุดโมเดลพลิกบ้านมือสอง
Finance หนี้ครัวเรือนสูง 86% ดึงยอดปฏิเสธกู้บ้านพุ่ง 50% สูงสุดรอบ 5 ปี BAM ผุดโมเดลพลิกบ้านมือสอง
‘เอกนัฏ’ ลุยตรวจจุดน้ำมันรั่วพระราม 3 พบต้นตอแล้ว สั่ง 2 บริษัทเร่งแก้ไข-เยียวยาความเสียหาย
Politics ‘เอกนัฏ’ ลุยตรวจจุดน้ำมันรั่วพระราม 3 พบต้นตอแล้ว สั่ง 2 บริษัทเร่งแก้ไข-เยียวยาความเสียหาย
ดูทั้งหมด

โซนอันตรายเศรษฐกิจขาลง หวั่นซ้ำรอยญี่ปุ่นเงินฝืด-สังคมสูงวัย

24 ส.ค. 2562 | 07:58น.
“ศุภวุฒิ สายเชื้อ” กูรูเศรษฐศาสตร์ห่วงจีดีพีไทยดิ่งแรง แพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจ 3.1 แสนล้านทำได้แค่ “ยัน” ไม่ให้จีดีพีทรุดต่อปีหน้าเจอโจทย์ใหญ่เสี่ยง “เศรษฐกิจโลกถดถอย” เผย 5 ประเทศยักษ์จีดีพีมากกว่าครึ่งโลกกำลังเข้าสู่โซนอันตราย หวั่นไทยซ้ำรอยญี่ปุ่นเจอปัญหา “สังคมสูงวัย+ภาวะเงินฝืด” เศรษฐกิจถูกแช่แข็ง หนุนตั้งคณะกรรมการร่วมนโยบายการเงินการคลังแก้ปม “บาทแข็ง”

 

แพ็กเกจรัฐแค่ “ยัน” ระยะสั้น

ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ที่ปรึกษาสถาบันวิจัยกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KPP) นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังของประเทศ ให้สัมภาษณ์ “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงมุมมองสถานการณ์เศรษฐกิจไทย ต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 3.1 แสนล้านบาทของรัฐบาลว่า มาตรการที่ออก แค่ช่วย “ยัน” ไม่ให้เศรษฐกิจไทยทรุดต่ำไปกว่าที่เป็นอยู่ ยังไม่สามารถทำให้ “ฟื้น” ได้

โดยมาตรการเน้นให้ความช่วยเหลือกลุ่มคนจนกับเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากส่งออกและภัยแล้ง เม็ดเงินที่รัฐบาลใส่เข้าไปจริง ๆ ก็คือโครงการสนับสนุนต้นทุนการผลิตให้เกษตรกรปลูกข้าว 500 บาทต่อไร่ ไม่เกิน 20 ไร่/คน ซึ่งจะได้รับคนละ 10,000 บาท ใช้งบประมาณรวม 30,000 ล้านบาท

“วงเงินใหญ่ที่สุดของแพ็กเกจนี้เป็นมาตรการเงินกู้วงเงิน 50,000 ล้านบาท สินเชื่อฉุกเฉินดอกเบี้ย 0% ปีแรก ปีต่อไปคิด 7% และสินเชื่อฟื้นฟูความเสียหายอีก 5,000 ล้านบาท ซึ่งให้ชาวนามีหนี้มากขึ้น เป็นการแก้ปัญหาระยะสั้นเพื่อให้รอดจากตอนนี้ไปก่อน ไม่ได้แก้ปัญหาระยะยาว ส่วนอื่น ๆ ก็คล้ายกัน เช่น ขยายเวลาชำระหนี้เงินกู้ให้กับเกษตรกรที่มีปัญหาอีก 20,000 ล้านบาท และโครงการลดดอกเบี้ยเงินกู้อีก 30,000 ล้านบาท รวมถึงการพักชำระหนี้ของกองทุนหมู่บ้าน 1 ปี”

ดร.ศุภวุฒิระบุว่า มาตรการผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นการใส่เงินเพิ่มอีก 20,000 ล้านบาท ทั้งคนจนและคนแก่แต่ก็คือ 2 เดือนคือ ส.ค.-ก.ย. เพื่อเป็นการ “ยัน” เศรษฐกิจ ขณะที่มาตรการด้านการท่องเที่ยว “ชิม ช็อป ใช้” จะช่วยยันเศรษฐกิจช่วง ก.ย.-พ.ย. โดยผู้ที่ร่วมมาตรการ 10 ล้านคนจะได้รับเงิน 1,000 บาท และรัฐบาลคาดว่าคนกลุ่มนี้จะมีการไปใช้จ่ายเงินทั่วประเทศ รวม 70,000 ล้านบาท เพื่อจะมาใช้สิทธิ์ขอเงินคืน (รีเบต) 15% จากรัฐบาล

“มาตรการชิม-ช็อป-ใช้ อาจจะใช้ไม่ถึง 70,000 เมื่อรวมกับเงินบัตรสวัสดิการ 20,000 ล้านบาท ก็จะมี 90,000 ล้านบาท ที่เป็นเงินที่จะยันเศรษฐกิจจริง ๆ ถามว่า เยอะไหม ในช่วง 4 เดือน ก็ถือว่าเยอะเหมือนกัน”

Advertisement

อย่างไรก็ตาม 70% ของจีดีพีไทย มาจากการส่งออกและการท่องเที่ยว ดังนั้นหาก 2 ส่วนนี้ไม่ฟื้น ภาพรวมก็คงไม่ดีขึ้น ส่วนรายจ่ายภาครัฐมีแค่ 20% ของจีดีพีเท่านั้น หวังกำลังซื้อในประเทศก็ลำบาก

จีดีพีลงแรง-5 ปีบาทแข็ง 14%

ดร.ศุภวุฒิกล่าวว่า ตอนนี้แนวโน้มจีดีพีกำลังไหลลงค่อนข้างแรง จากช่วงครึ่งแรกปี 2561 ขยายตัว 4.8% ครึ่งหลัง 2561 ขยายตัว 3.4% และครึ่งแรกปี 2562 มาอยู่ที่ 2.6% สิ่งที่น่าสนใจก็คือ นโยบายการเงินจะทำอย่างไรต่อไป เพราะที่ผ่านมาคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ธ.ค. 2561 ซึ่งขณะนั้นเศรษฐกิจเริ่มไหลลงแล้ว ซึ่งมองได้ว่าเป็นการขึ้นดอกเบี้ยที่ผิดจังหวะ จึงไม่แปลกใจที่เห็นรัฐบาลพยายามจะตั้งคณะกรรมการร่วมนโยบายการเงินการคลัง และน่าจะจำเป็นสำหรับช่วงที่เศรษฐกิจอยู่ในภาวะขาลงเช่นนี้ เนื่องจากนโยบายการเงินการคลังควรจะต้องช่วยกันยันเศรษฐกิจ

“การขึ้นดอกเบี้ยจะมีผลต่อเศรษฐกิจให้หลังประมาณ 12 เดือน ดังนั้นการที่รัฐบาลกระตุ้นไปแทบตาย แต่การที่ขึ้นดอกเบี้ยไปเมื่อปลายปีที่แล้ว กำลังจะมีผลลบต่อเศรษฐกิจในไตรมาส 4 ปีนี้ ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องพยายามตั้งคณะกรรมการร่วมเพื่อมาดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ” ดร.ศุภวุฒิกล่าวและว่า

การดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่านมาทำให้เงินบาทแข็งค่าต่อเนื่องช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา เงินบาทแข็งค่าแล้วประมาณ 13-14% เฉพาะการส่งออกเฉลี่ยปีละ 2.4 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งการที่บาทแข็งค่าขึ้น 1 บาท ทำให้รายได้ส่งออกหายไป 2.4 แสนล้านบาท ตรงนี้มีนัยสำคัญ เพราะแม้ว่ารัฐบาลจะพยายามใส่เงินเข้าไปในระบบ 3 แสนล้านบาท ก็ไม่ช่วยอะไร เพราะจีดีพีประเทศไทยมาจากการส่งออกสินค้าและท่องเที่ยว 70% การที่ค่าเงินบาทแข็งค่าจะทำให้การกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่เงินบาทแข็งค่าก็หวังผลยากขึ้น

ห่วงซ้ำรอยญี่ปุ่น “เงินฝืด สูงวัย”

ดร.ศุภวุฒิกล่าวว่า ขณะที่จีนมีแนวโน้มบริหารให้เงินหยวนอ่อนค่าลง เพื่อลดผลกระทบจากนโยบายการกีดกันทางการค้าของสหรัฐ ซึ่งก็ส่งผลกระทบกับไทยด้วย แต่ยังดีที่จีนจะค่อย ๆ ให้เงินหยวนอ่อนค่า เพราะไม่ให้คนจีนตื่นตระหนกแห่ขนเงินออกนอกประเทศ

ในภาวะเศรษฐกิจไทยชะลอตัวมากอย่างตอนนี้ คณะกรรมการร่วมก็ต้องหารือชั่งน้ำหนักว่า ระหว่างภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอลงมาก กับสิ่งที่ ธปท.กังวลอย่างเรื่องการแสวงหาผลตอบแทนสูงในภาวะดอกเบี้ยต่ำ (search for yield) ประเด็นไหนน่ากังวลกว่ากัน และต้องดูเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อที่ตั้งไว้ด้วย เพราะที่ผ่านมาเงินเฟ้อต่ำกว่าเป้าตลอด ซึ่งกังวลว่าภาวะเงินเฟ้อต่ำจะเหมือนกับญี่ปุ่นที่นำไปสู่ภาวะเงินฝืด จึงทำให้จีดีพีญี่ปุ่นในดอลลาร์เทอมไม่โตมา 20 ปีแล้ว ภาวะเช่นนี้คนทำธุรกิจจะลำบาก เนื่องจากยอดขายไม่โต

“ญี่ปุ่นมีปัญหาจีดีพีไม่โต ยอดขายธุรกิจไม่โตมา 20 ปีแล้ว เพราะมีปัญหาทั้งนโยบายการเงิน และประชากรสูงวัยที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งไทยก็กำลังจะไปสู่จุดนั้น ขณะที่ ธปท.บอกว่าเงินเฟ้อต่ำเกิดจากอีคอมเมิร์ซเข้ามาทำให้ต้นทุนธุรกิจต่ำลง แถม ธปท.จะไปแก้เป้าหมายเงินเฟ้อด้วย เหมือนทำข้อสอบไม่ได้ เลยจะแก้ข้อสอบ ทั้งที่เทรนด์อีคอมเมิร์ซไม่เกิดเฉพาะไทย สหรัฐอเมริกาทำอีคอมเมิร์ซมากกว่าไทยอีก ทำไมเงินเฟ้อยังสูงกว่า ซึ่ง ธปท.ก็มีแนวคิดของเขา ก็ต้องคุยกันให้ตกผลึกในคณะกรรมการร่วม”

ดร.ศุภวุฒิกล่าวอีกว่า การที่เงินเฟ้อต่ำใกล้ศูนย์ ทำให้มูลค่าหนี้ไม่ลดลง เพราะเงินเฟ้อคือการเสื่อมค่าลงของเงิน ดังนั้นจึงควรบริหารให้มีอัตราเงินเฟ้อระดับหนึ่ง เพื่อช่วยลดหนี้ในระยะยาว รวมถึงจะช่วยให้ผู้ประกอบการทำยอดขายให้เติบโตได้มากขึ้น

“ถ้าจีดีพีไม่โต แล้วเงินเฟ้อเป็นศูนย์แบบญี่ปุ่นภาระหนี้ก็จะเท่าเดิม ผู้ประกอบการจะเหนื่อยมาก ๆ นอกจากนี้การที่เงินเฟ้อไทยต่ำกว่าประเทศอื่น อย่างสหรัฐเงินเฟ้ออยู่ที่ 2% ส่วนเงินเฟ้อของไทย 1% ระยะยาวเงินบาทของไทยก็ต้องแข็งค่าขึ้น 1% ด้วยเช่นกัน เมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์ ซึ่งผู้ส่งออกไทยก็ยิ่งเหนื่อย และจะไม่มีอำนาจในการกำหนดราคาสินค้า”

5 ประเทศ ศก.ใหญ่กำลังแย่

ดร.ศุภวุฒิกล่าวว่า ขณะที่เศรษฐกิจโลกที่เกิดความกังวลกันเรื่องผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวต่ำกว่าพันธบัตรระยะสั้น (inverted yield curve) ซึ่งคาดการณ์กันว่าจะเป็นสัญญาณที่เศรษฐกิจสหรัฐจะเข้าสู่ภาวะถดถอย ทั้ง ๆ ที่ตอนนี้เศรษฐกิจสหรัฐแข็งแรงที่สุดในโลกแล้ว ขณะที่ก่อนหน้านี้ เจอโรม พาวเวอร์ ประธานเฟด ระบุถึงการปรับลดดอกเบี้ยว่าเป็นเพราะกังวลเศรษฐกิจโลก

“ก็ต้องคิดดูว่าเศรษฐกิจสหรัฐมีการส่งออกแค่กว่า 10% ของจีดีพีเท่านั้น เขายังกลัว แต่ของเราส่งออกสินค้าตั้ง 50% ของจีดีพี รวมบริการท่องเที่ยวใกล้ ๆ 70% ก็ต้องระวัง เพราะถ้าส่งออกหายไป 1% จีดีพีก็จะหายไป 0.5% แล้ว ดังนั้นการที่อัดมาตรการกระตุ้น พอเจอตัวเลขส่งออกหายไปก็เจ๊าเลย” นายศุภวุฒิกล่าว

ดร.ศุภวุฒิกล่าวว่า ตอนนี้เศรษฐกิจหลาย ๆ ประเทศในโลกกำลังแย่ โดยเฉพาะ 5 ประเทศเศรษฐกิจใหญ่ของโลก ซึ่งครองจีดีพีมากกว่าครึ่งของโลกกำลังมีปัญหา ตั้งแต่สหรัฐ, จีน, ญี่ปุ่น, เยอรมนี และอังกฤษ และตนก็มีความกังวลว่ากลางปีหน้า (2020) มีความเสี่ยงว่าเศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ภาวะการถดถอย เพราะปัจจัยเสี่ยงจากมาตรการกีดกันทางการค้า ที่เป็นมากกว่าสงครามการค้ากำลังส่งผลกระทบไปทั่วโลก

“เศรษฐกิจสหรัฐกับจีนที่เป็นอันดับ 1-2 ของโลกกำลังมีปัญหา เศรษฐกิจญี่ปุ่นอันดับ 3 ก็ทะเลาะกับเกาหลีใต้ที่เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำคัญที่สุดในโลก ขณะที่เยอรมนี เศรษฐกิจอันดับ 4 ก็เข้าสู่ภาวะถดถอยแล้ว อังกฤษก็เดี้ยง มีปัญหาที่จะต้องออกจากอียูที่เกรงว่าจะเป็นฮาร์ดเบร็กซิต เรียกว่าท็อป 5 เศรษฐกิจโลกมีปัญหาหมด ซึ่งจีดีพีของประเทศเหล่านี้รวมกันก็ประมาณ 45.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เกินกว่าครึ่งของจีดีพีโลก (80 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ) ดังนั้นจึงยาก ถ้าจะบอกว่าเศรษฐกิจโลกปีหน้าจะดูดี” นายศุภวุฒิกล่าว

ทั่วโลกชะลอการลงทุนระยะสั้น 

ดร.ศุภวุฒิกล่าวว่า สถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นทำให้นักลงทุนประเทศเหล่านี้มีแนวโน้มชะลอการลงทุนในระยะสั้นไว้ก่อน เพื่อรอดูความชัดเจน เมื่อเป็นเช่นนั้นก็ยิ่งทำให้เศรษฐกิจโลกไม่โต และประเทศไทยที่หวังจากดึงการลงทุนจากต่างประเทศไม่ใช่เรื่องง่าย แม้ว่าจะมีการพูดถึงโอกาสการย้ายฐานการผลิตจากจีน

แต่ปัญหาคือเวลานี้ประเทศไทยมีข้อดีอะไรที่จะดึงดูดการลงทุนมาได้ เพราะ “แรงงาน” ปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจลงทุน พบว่าประชากรวัยแรงงานช่วงอายุ 20-60 ปี ผ่านระดับสูงสุดมาตั้งแต่ปี 2013 คือไม่เติบโตแล้วและกำลังลดลงเรื่อย ๆ ปัจจุบันประชากรวัยทำงานของไทยมีประมาณ 40 ล้านคน และอีก 20 ปีข้างหน้า (2040) คาดว่าจะหายไปประมาณ 8 ล้านคน เหลือเพียง 32.5 ล้านคน

นอกจากนี้ประชากรไทยโดยรวมจะถึงจุดสูงสุดประมาณปี 2030 หมายถึงกำลังซื้อในประเทศก็จะไม่โตในอีกไม่เกิน 10 ปีข้างหน้า การผลิตสินค้าเพิ่มก็ขายในประเทศไม่ได้ นอกจากนี้ปัญหาเรื่องแหล่งพลังงานซึ่งปัจจุบันแหล่งก๊าซธรรมชาติก็ใกล้จะหมด ที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศแทน

ดร.ศุภวุฒิกล่าวว่า สำหรับการลงทุนในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกหรือ EEC ที่เป็นความหวังของรัฐบาล ก็ยังมองว่าไม่มีอะไรใหม่เป็นอีสเทิร์นซีบอร์ดภาค 2 ส่วนที่เพิ่มขึ้นมาใหม่จริง ๆ คือสนามบินอู่ตะเภา และการลงทุนโครงการไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน ลดความแออัดของการเดินทาง ซึ่งก็เป็นภาคการท่องเที่ยว หรือภาคบริการเป็นหลัก ซึ่งแม้ว่าเปิดประมูลแล้วจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีการเซ็นสัญญา และก็ยังมีความเสี่ยงที่โครงการจะขาดทุนสูง

“จุดแข็ง-จุดอ่อน” ประเทศไทย

ดร.ศุภวุฒิกล่าวอีกว่า เชื่อว่ารัฐบาลคงจะต้องมีแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมอีก แต่ก็จะยังคงเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเหมือนเดิม ซึ่งยอมรับว่า การแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยขณะนี้เป็นเรื่องที่ยากมาก โดยตนได้วิเคราะห์จุดแข็ง-จุดอ่อนของไทย ด้วยการทำวิเคราะห์ SWOT ออกจุดแข็งของไทย 5 ประเด็น คือ ฐานผลิตสินค้าเกษตรและอาหาร, การท่องเที่ยว, ฐานผลิตอุตสาหกรรมที่ค่อนข้างกว้างหลากหลายเซ็กเตอร์ และทางสังคมค่อนข้างสมานฉันท์มากกว่าหลายประเทศเพื่อนบ้าน และเรื่องทำเลที่ตั้งของประเทศที่ดี ล้อมรอบประเทศกำลังเติบโต

จุดอ่อนมี 3 ด้านหลัก ได้แก่ ประชากรสูงวัย ปัจจุบันสัดส่วนคนทำงานต่อคนสูงอายุ 3 : 1 แต่ปี 2040 จะเปลี่ยนเป็น 1.5 : 1 คน ซึ่งถือเป็นโจทย์ใหญ่และปัญหาสำคัญของประเทศที่ยังไม่เห็นการวางยุทธศาสตร์ให้ชัดเจน, ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยกำลังจะหมดลง ต้องพึ่งพาการนำเข้า และระบบการเมืองไทยที่ถูกออกแบบมาให้อ่อนแอ

ด้านโอกาสมองว่า สามารถอัพเกรดการท่องเที่ยวไปสู่ตลาดที่มีมูลค่าสูง เช่น ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ จับกลุ่มผู้สูงอายุต่างชาติที่มีกำลังซื้อสูงหนีหนาวมาพักเมืองไทย 3 เดือน กินอยู่อย่างมีคุณภาพ อาหารออร์แกนิก หรือมาเข้าคอร์สตรวจสุขภาพอยู่ยาว เป็นต้น และต้องดูว่าเศรษฐกิจโลกมีโอกาสอะไรบ้าง ซึ่งต้องพยายามหาโอกาสให้ได้ โดยนโยบายเศรษฐกิจต้องเข้าไป plug in ให้นักธุรกิจรุ่นใหม่รู้จักและขายของในตลาดโลกมากขึ้น

ส่วนความท้าทายที่จะทำให้ประเทศไทยมีปัญหาก็คือ การทะเลาะกันระหว่างสหรัฐกับจีน ซึ่งไม่ใช่แค่สงครามการค้า แต่จะเป็นสงครามเย็น ที่มีปัญหาความขัดแย้งทั้งในเรื่องการเมืองและความมั่นคงเพื่อแย่งชิงการเป็นมหาอำนาจโลก, การที่คู่แข่งประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม ที่มีจุดแข็งเรื่องประชากร 80 ล้านคน ที่ส่วนใหญ่เป็นวัยทำงานทำให้ดึงดูดการลงทุนได้มากกว่า จะเห็นว่าช่วงที่ผ่านมามีการย้ายฐานการผลิตออกจากจีน บริษัทจำนวนมากเลือกไปลงทุนที่เวียดนาม และอีกประเด็นความท้าทายของไทยคือ การมาของรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ที่จะกระทบอุตสาหกรรมชิ้นส่วนของไทยอย่างมาก

“ผมมองว่าทางเลือกของประเทศไทยในอนาคตไม่น่าจะเป็นการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม แต่ต้องไปทำภาคบริการที่มูลค่าเพิ่มมากกว่า” นายศุภวุฒิกล่าว

 

ไม่พลาดข่าวสารเศรษฐกิจ เจาะลึกทุกประเด็นทั้งภาครัฐ-เอกชน เพิ่มเราเป็นเพื่อนที่ Line ได้เลยพิมพ์ @prachachat หรือ คลิกลิงก์ https://line.me/R/ti/p/@prachachat 

หรือจะสแกน QR Code ในรูป เราพร้อมเสิร์ฟข่าวเศรษฐกิจ-ธุรกิจถึงมือผู้อ่านทันที!