เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ทองส่อหลุด 4,000 เหรียญ ตลาดเสี่ยง Risk-off เงินไหลเข้าบอนด์สหรัฐ
Finance ทองส่อหลุด 4,000 เหรียญ ตลาดเสี่ยง Risk-off เงินไหลเข้าบอนด์สหรัฐ
บลจ.ยูโอบี ชี้เป้าหุ้นไทยปีนี้ 1,650 จุด ชู 5 ธีมลงทุน รับรอบใหม่ AI-Data Center
Finance บลจ.ยูโอบี ชี้เป้าหุ้นไทยปีนี้ 1,650 จุด ชู 5 ธีมลงทุน รับรอบใหม่ AI-Data Center
เปิดตัว ‘ธีธัช’ MD ธพส. คนใหม่ เล็งขยายธุรกิจเพิ่มปั้นรายได้
Finance เปิดตัว ‘ธีธัช’ MD ธพส. คนใหม่ เล็งขยายธุรกิจเพิ่มปั้นรายได้
‘สวนสยาม’ จากทุ่งนาสู่ทำเลทอง ‘บ้านหรู-ห้างใหม่’
Real Estate ‘สวนสยาม’ จากทุ่งนาสู่ทำเลทอง ‘บ้านหรู-ห้างใหม่’
ราคาทองวันนี้ (30 ต.ค. 69) ปรับลง 550 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 64,650 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (30 ต.ค. 69) ปรับลง 550 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 64,650 บาท
แฮกครั้งใหญ่ เขย่าคริปโตฯ โลก Binance โดนกว่า 1.8 แสนล้าน
Tech แฮกครั้งใหญ่ เขย่าคริปโตฯ โลก Binance โดนกว่า 1.8 แสนล้าน
หุ้นไทยแนวโน้มลงต่อ! ฟันด์โฟลว์ไม่หนุน InnovestX ชู 4 ธีมสู้ตลาดผันผวน
Finance หุ้นไทยแนวโน้มลงต่อ! ฟันด์โฟลว์ไม่หนุน InnovestX ชู 4 ธีมสู้ตลาดผันผวน
เกือบสูญเปล่าการศึกษา เมื่อหลงคารม ผู้นำ IMF
Columns เกือบสูญเปล่าการศึกษา เมื่อหลงคารม ผู้นำ IMF
แนวโน้มราคาทองวันนี้ (30 ต.ค. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
Finance แนวโน้มราคาทองวันนี้ (30 ต.ค. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
ราคาน้ำมันดิบปรับลด หลังตลาดคาดหวังการเจรจาสันติภาพสหรัฐ-อิหร่าน
Economic ราคาน้ำมันดิบปรับลด หลังตลาดคาดหวังการเจรจาสันติภาพสหรัฐ-อิหร่าน
ดูทั้งหมด

“เมืองปลอดฝุ่น” เป็นไปได้

13 พ.ย. 2562 | 13:25น.

คอลัมน์ CSR talk

โดย ชยากรณ์ กำโชค

 

มลพิษทางอากาศ เคยเป็นวิกฤตที่ประเทศจีนต้องเผชิญความท้าทายตลอดทศวรรษที่ผ่านมา องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้เปิดเผยสถิติผู้เสียชีวิตจากปัญหามลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะจากฝุ่นละอองขนาดจิ๋วที่คนไทยคุ้นหูอย่าง PM 2.5 พบว่าเฉพาะปี 2014 มีชาวจีนเสียชีวิตจากโรคระบบทางเดินหายใจ และโรคระบบไหลเวียนเลือดถึงกว่า 1 ล้านราย หรือมีอัตราการเสียชีวิต 74 รายต่อประชากร 100,000 คน กระทั่งปี 2015 ที่ผ่านมา ค่าดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) กลับมามีคุณภาพที่ดีขึ้น และล่าสุดปี 2019 ค่า AQI เฉลี่ยอยู่ที่ 42 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิต

ขณะที่กรุงเทพมหานครเฉลี่ยอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง (51-100) ถึงเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ (101-200) และเคยอยู่ในระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพ (มากกว่า 201) มาแล้วในช่วงต้นปี 2562 ที่ผ่านมา จนกระทรวงศึกษาธิการต้องประกาศปิดโรงเรียนในกรุงเทพฯ และต้องตระเวนฉีดน้ำระงับฝุ่นบนผิวการจราจรกันให้วุ่น ที่สำคัญผู้คนต้องสวมหน้ากากอนามัยกันถ้วนหน้า

ทั้งนั้น หากพูดถึงประเทศไทย ปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 เริ่มเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา หลังกรุงเทพมหานครกลายเป็น “เมืองจมฝุ่น” ขั้นอันตราย สาเหตุหลักเกิดจากควันท่อไอเสียยานพาหนะ การก่อสร้างอาคาร และโครงสร้างพื้นฐาน การเผาไหม้ขยะ และโรงงานอุตสาหกรรม บางหน่วยงานบอกว่าหมูกระทะก็เป็นสาเหตุ ฯลฯ แต่ความจริงแล้วพี่น้องชาวเหนือนั้นคุ้นชินกับปัญหาเป็นอย่างดีในนาม “หมอกควันไฟป่า” ในช่วงปลายฤดูหนาวเข้าฤดูร้อน มีสาเหตุหลักจากการเผาป่าเพื่อเตรียมพื้นที่เกษตร ขณะที่พี่น้องชาวใต้ต้องเผชิญกับฝุ่นละอองที่ลอยมาไกลจากอินโดนีเซีย สาเหตุใกล้เคียงกับการเผาป่าในพื้นที่ภาคเหนือ

จากสถานการณ์ข้างต้น หากจะบอกว่าไทยเป็น “ประเทศ 3 ฝุ่น” เห็นจะไม่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงมากนัก จึงถึงเวลาแล้วที่ภาครัฐจำเป็นต้องมีแผนการแก้ไขปัญหาในระยะยาว ก่อนที่สถานการณ์จะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น ฉะนั้น ความพยายามลองผิดลองถูกของจีนในทศวรรษที่ผ่านมา น่าจะมีประโยชน์ต่อประเทศ 3 ฝุ่นกำลังพัฒนาไม่มากก็น้อย เพียงแต่ต้องเชื่อมั่นว่าทุกปัญหามีทางแก้ไข เพียงแต่ต้องแก้ไขที่ต้นเหตุเท่านั้น

โดยมลพิษทางอากาศในจีนเกิดวิกฤตมากในช่วงปี 2008-2014 แต่ในความเป็นจริงรัฐบาลจีนโดยเฉพาะเทศบาลกรุงปักกิ่ง เริ่มต้นให้ความสนใจตั้งแต่ปี 1998 หรือกว่า 20 ปีก่อน โดยคาดการณ์จากการเติบโตของเมือง อุตสาหกรรม และเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว จึงได้ออกแผนบริหารจัดการคุณภาพอากาศในระยะสั้น-กลาง-ยาว ร่วมกับโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) เพื่อรับมือกับมลพิษทางอากาศ โดยพุ่งเป้าไปที่การควบคุมการเผาไหม้ถ่านหิน และท่อไอเสียยานพาหนะ แผนดังกล่าวถือว่าประสบความสำเร็จ เมืองลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์และซัลเฟอร์ไดออกไซด์ได้ตามมาตรฐาน

กระทั่งฝุ่นละอองขนาดจิ๋ว PM 2.5 เข้ามาเป็นปัญหาใหม่ต่อการดำรงชีพในเมือง รัฐบาลจีนจึงได้ตอกย้ำมาตรการไปทั่วประเทศ ด้วยการประกาศแผนปฏิบัติการปี 2013-2017 พร้อมทุ่มงบประมาณกว่า 7 แสนหยวน สำหรับบรรลุเป้าหมายสร้างอากาศสะอาดโดยมีวิธีการต่าง ๆ ทั้งการเปลี่ยนเตาเผาถ่านหินกว่า 2 ล้านเครื่องในกรุงปักกิ่งเป็นเตาประเภทไร้ควัน ออกคำสั่งปิดหรือย้ายโรงงานรอบกรุงปักกิ่ง มีตำรวจสิ่งแวดล้อมเพื่อควบคุมการกระทำผิดของโรงงานโดยเฉพาะ ควบคุมการใช้รถเครื่องยนต์ดีเซลและรถยนต์เก่าพร้อมสนับสนุนให้คนใช้รถพลังงานไฟฟ้า ควบคุมการใช้รถยนต์ในแต่ละวันตามหมายเลขทะเบียน ยุติการก่อสร้างอาคารในช่วงฤดูหนาวเป็นเวลา 4 เดือน ซึ่งเสี่ยงปัญหาฝุ่นพิษมากที่สุด พร้อมใช้การจัดเก็บข้อมูล (data) รายชั่วโมง รายวัน รายเดือน รายปีเพื่อใช้เป็นผลประเมินการดำเนินโครงการทั้งหมด และนี่ยังไม่นับรวมถึงการใช้เทคโนโลยี และนวัตกรรมทันสมัยเข้ามาแก้ปัญหา เช่น อาคารขนาดใหญ่สำหรับกรองฝุ่นละอองในเขตเมือง

จากรายละเอียดเพียงเล็กน้อยข้างต้นพอจะอนุมานได้ว่าการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศนั้น จำเป็นต้องมองลึกให้เห็นถึงสาเหตุของปัญหาและประเมินตามความเป็นจริงและจำเป็นต้องมองไกลไปยังอนาคต แม้เป็นช่วงเวลาที่ยังมาไม่ถึง แต่เต็มไปด้วยความท้าทายที่น่าวิตกกังวลชนิดที่ไม่มีเมืองใดในโลกปฏิเสธ การมองลึก และมองไกลจะนำมาซึ่งแผนบริหารจัดการปัญหาอย่างยั่งยืน ไปพร้อมกับการสร้างความตระหนักรู้ให้กับสังคม แทนที่จะทำเป็น “มองไม่เห็น” อันส่งผลให้ทำได้เพียงตั้งรับปัญหาและแก้ไขไปวันต่อวันตามกระแส

อีกความท้าทายของปัญหาที่มองข้ามไม่ได้คือมลพิษทางอากาศไม่ใช่ปัญหาเฉพาะของเมืองใดเมืองหนึ่ง แต่เป็นปัญหาระดับเมืองต่อเมือง และประเทศต่อประเทศ เช่น ฝุ่นละอองจากการเผาสวนปาล์มน้ำมันในอินโดนีเซียที่ส่งผลกระทบกว้างไกลทุกปีถึงประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย และภาคใต้ของไทย หรือการเผาป่าในพื้นที่ภาคเหนือของไทย ซึ่งเป็นค่านิยมร่วมของพี่น้องในพื้นที่ชายแดนฝั่งพม่าอีกด้วย ดังนั้น การแก้ปัญหามลพิษทางอากาศจำเป็นต้องจับมือกันในระดับภูมิภาค ผนวกไปกับการเจาะจงแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุนั่นเอง

“แกรี ฟูลเลอร์” นักวิทยาศาสตร์ด้านมลพิษทางอากาศแห่งคิงส์ คอลเลจ ลอนดอน ผู้เขียนหนังสือ “ฆาตกรที่มองไม่เห็น : ภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้นทั่วโลกของมลพิษทางอากาศ-และเราจะต่อสู้ได้อย่างไร” กล่าวว่า ปัจจุบันมีประชากรโลกกว่าร้อยละ 80 ทั่วโลกที่กำลังสูดดมเอาอากาศเป็นพิษ เฉพาะปี 2015 มีผู้เสียชีวิตจากมลพิษทางอากาศทั่วโลกกว่า 4.5 ล้านคน และปัญหายากที่จะแก้ไข หากเมืองยังไม่มีแผนตัดวงจรการสร้างอากาศเป็นพิษ เนื่องจากแนวโน้มประชากรจะย้ายเข้ามาอาศัยในเขตเมืองมากขึ้นกว่า 2 ใน 3 ภายในปี 2050

“แกรี ฟูลเลอร์” ยังแนะนำการสร้าง “เมืองปลอดฝุ่น” (smog-free city) ว่า เมืองต้องจำกัดพื้นที่หรือโซนนิ่งเขตห้ามปล่อยสารที่ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ หยุดการใช้พาหนะประเภทสันดาปเชื้อเพลิงเบนซิน และดีเซล เปลี่ยนผิวจราจรสำหรับรถยนต์เป็นพื้นที่สาธารณะ สร้างเมืองเดินได้พร้อมลำดับความสำคัญของการใช้พาหนะในเมืองเป็นการเดิน ปั่นจักรยาน และรถยนต์ตามลำดับ กระตุ้นการใช้ยานพาหนะร่วมกันหรือส่งเสริมเศรษฐกิจแบบแบ่งปัน เปลี่ยนระบบการจัดการขยะโดยลดการเผาไหม้

ทั้งนี้ แม้ดูจะเป็นไปได้ยากสำหรับกรุงเทพฯ แต่หากมองลึก และมองไกลด้วยสายตาอันไม่ประมาท ถึงเวลาแล้วที่เมืองไทยของเราต้องดำเนินการอะไรสักอย่าง เพื่อฟื้นฟูคุณภาพอากาศ และส่งต่อมันให้กับลูกหลานของเราต่อไป

แท็กที่เกี่ยวข้อง

คอลัมน์ CSR Talk ฝุ่น PM 2.5