เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
กรมโรงงานฯรับลูกคุมดาต้าฯ เข้าบัญชี 108 ต้องขอใบ รง.4-ทำอีไอเอ
Economic กรมโรงงานฯรับลูกคุมดาต้าฯ เข้าบัญชี 108 ต้องขอใบ รง.4-ทำอีไอเอ
ยื้อโยกย้ายซี 10 “คลัง” จับตาสรรพากร-ชิงสรรพสามิตเดือด
Finance ยื้อโยกย้ายซี 10 “คลัง” จับตาสรรพากร-ชิงสรรพสามิตเดือด
เศรษฐกิจโลกใกล้ถึง ‘จุดแตก’? หมดแรง ‘ดูดซับ’ ส่งออกจากจีน
World เศรษฐกิจโลกใกล้ถึง ‘จุดแตก’? หมดแรง ‘ดูดซับ’ ส่งออกจากจีน
ร้อยมรดกเมือง เชื่อมสายน้ำ ปรับโฉมเกาะรัตนโกสินทร์
Economic ร้อยมรดกเมือง เชื่อมสายน้ำ ปรับโฉมเกาะรัตนโกสินทร์
BOYY ฉลองปีที่ 20 เปิด ‘Boyyish’ ดันพอร์ตแฟชั่น มุ่งตลาดออนไลน์
Biz Movement BOYY ฉลองปีที่ 20 เปิด ‘Boyyish’ ดันพอร์ตแฟชั่น มุ่งตลาดออนไลน์
รร.ทุ่งสง ชนะประกวดหนังสั้น ‘จำได้มั้ย…แม่ชอบกินอะไร ?’
SD รร.ทุ่งสง ชนะประกวดหนังสั้น ‘จำได้มั้ย…แม่ชอบกินอะไร ?’
ชัดแล้ว! กกต.จ่อแถลงผล “คดีฮั้ว สว.” 229 คน พรุ่งนี้
Politics ชัดแล้ว! กกต.จ่อแถลงผล “คดีฮั้ว สว.” 229 คน พรุ่งนี้
GEELY STARRAY EM-R คันใหญ่ นั่งสบาย ถูกใจสาย ‘คุ้มค่า’
Automotive GEELY STARRAY EM-R คันใหญ่ นั่งสบาย ถูกใจสาย ‘คุ้มค่า’
โพลชี้ ‘ม็อบ‘ การเมืองตอนนี้ยังไม่ใช่คำตอบ เศรษฐกิจ-คดีฮั้ว สว.สะสมแรงกดดัน
Politics โพลชี้ ‘ม็อบ‘ การเมืองตอนนี้ยังไม่ใช่คำตอบ เศรษฐกิจ-คดีฮั้ว สว.สะสมแรงกดดัน
พยากรณ์อากาศ 7 วัน (12 – 18 ก.ย. 69) มีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักมากบางแห่ง กทม. 60-80%
News พยากรณ์อากาศ 7 วัน (12 – 18 ก.ย. 69) มีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักมากบางแห่ง กทม. 60-80%
ดูทั้งหมด

คำแนะนำ โจเซฟ สติกลิตซ์ “แจกเงิน” ประชาชนสู้วิกฤตไวรัส

25 มี.ค. 2563 | 10:21น.

คอลัมน์ ชีพจรเศรษฐกิจโลก

โดย นงนุช สิงหเดชะ

จนถึงนาทีนี้การแพร่ระบาดเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือ โควิด-19 ร้ายแรงเกินความคาดหมาย เมื่อศูนย์กลางการแพร่ระบาดย้ายจากประเทศจีนไปยังกลุ่มประเทศยุโรปตะวันตก โดยชาติยุโรปที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่มีผู้ติดเชื้อติดอันดับ 10 อันดับแรกของโลก ไม่ว่าจะเป็นเยอรมนี ฝรั่งเศส อิตาลี โดยรายที่หนักสุดคือ อิตาลี ส่งผลให้หลายชาติยุโรปถึงขั้นปิดประเทศ ส่วนสหรัฐอเมริกาติดเชื้อเกิน 6 พันคน เสียชีวิตทะลุ 100 คน ทำให้สุดท้ายต้องประกาศภาวะฉุกเฉินทั่วประเทศ

การระบาดของไวรัสมรณะ สร้างความตื่นตระหนก ในระดับที่เรียกได้ว่าไม่เคยเห็นมาก่อนในยุคปัจจุบัน ส่งแรงกระแทกอย่างรุนแรงไปยังเศรษฐกิจโลก ภาพที่เห็นชัดคือ ตลาดหุ้น ที่พากันดิ่งลงถ้วนหน้า ในอัตรา 8-10% ต่อวัน เช่น ดัชนีดาวโจนส์ของสหรัฐ เริ่มดิ่งลงมากตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ หลังจากนั้นดาวโจนส์ก็ยังเดินหน้าร่วงต่อเนื่อง แม้จะมีบางวันสลับขึ้นมาบ้าง แต่ก็ไม่สามารถชดเชยส่วนที่หายไป

ในความพยายามที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้ตลาด ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติปรับลดดอกเบี้ยฉุกเฉินนอกวาระประชุมปกติเมื่อวันที่ 3 มีนาคม โดยหั่นลงไปมากถึง 0.5% ไปอยู่ที่ระดับ 1-1.25% แต่กลับทำให้ตลาดหุ้นตกใจ ร่วงลงไปอีก และในสัปดาห์ต่อมา เมื่อทรัมป์ประกาศแบนคนจากยุโรปทั้งหมดเมื่อวันที่12 มีนาคม เพื่อสกัดไวรัส กดดันให้ดาวโจนส์ดิ่งหนัก 2,300 กว่าจุด เลวร้ายที่สุดนับจากการพังถล่มครั้งใหญ่ของตลาดหุ้นเมื่อวันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม 1987 ที่เรียกว่า แบล็กมันเดย์

เมื่อสถานการณ์ไวรัสรุนแรงในอัตราเร่งตัวขึ้น เฟดสร้างความช็อกให้กับตลาดอีกครั้งด้วยการมีมติปรับลดดอกเบี้ยลงอย่างฉุกเฉิน 1% เมื่อวันที่ 15 มีนาคม ทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายลงไปแตะ 0% เป็นการปรับลดนอกวาระประชุมปกติ ส่งผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐวันจันทร์ที่ 16 มีนาคม ทำสถิติใหม่ในการดิ่งลง 2,997 จุด หรือ 12.9% ปิดตลาดที่ 20,188 จุด หากเทียบกับจุดสูงสุดเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เท่ากับว่าดาวโจนส์ลดลงไป 31.7% นับเป็นครั้งที่ 2 ในประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นสหรัฐที่ร่วงมากขนาดนี้ในแง่ของเปอร์เซ็นต์

สำหรับเฟดนอกจากจะลดดอกเบี้ยลงอย่างมากและรวดเร็วแล้ว ยังประกาศอัดฉีดเงินเข้าระบบผ่านมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ หรือ QE ในวงเงินประมาณ 7 แสนล้านดอลลาร์ ส่วนในฟากของรัฐบาล มาตรการพยุงเศรษฐกิจที่ออกมาล่าสุด จะใช้วงเงินตั้งแต่ 8.5 แสนล้านดอลลาร์ ไปจนถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ ทั้งในรูปการช่วยเหลือโดยตรงผ่านการแจกเงินแก่รายบุคคล หรือลดภาษี รวมทั้งในรูปกองทุนฉุกเฉิน หรือสินเชื่อเพื่อช่วยธุรกิจต่าง ๆ ที่ได้รับผลกระทบ

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนตลาดจะไม่ตอบสนองทางบวกมากนัก ตลาดหุ้นยังปรับลงต่อ ทั้งนี้ ในมุมมองของนักวิเคราะห์ เชื่อว่าแม้จะใช้วงเงินถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ แต่เศรษฐกิจและอัตราการจ้างงานจะได้รับผลกระทบมากอยู่ดี เช่น มาร์ก แซนดิ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์มูดี้ส์ อนาไลติกส์ คาดว่าไตรมาส 1 และ 2 จีดีพีของสหรัฐจะลดลง 2-3% ส่วนไตรมาส 3 จะเสมอตัว พอถึงไตรมาส 4 จึงจะเริ่มกลับมาเติบโตที่ 1.5%

โจเซฟ สติกลิตซ์ นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ชี้ว่า สถานการณ์ครั้งนี้เป็นวิกฤตที่ต่างออกไปจากครั้งอื่น ๆ เพราะไม่ใช่แค่ปัญหาเรื่องดีมานด์ของตลาด แต่เป็นปัญหาด้านสาธารณสุขที่ทำให้กิจการต่าง ๆ ต้องปิดตัวเพื่อควบคุมไวรัส ดังนั้น การสร้างดีมานด์ผ่านการกระตุ้นเศรษฐกิจจึงไม่ช่วยแก้ปัญหาได้ตรงจุด

สติกลิตซ์เสนอแนะว่า มาตรการที่จะได้ผลคือ มาตรการการคลังแบบเจาะจง โดยมุ่งช่วยเหลือกลุ่มที่ตกอยู่ภายใต้ความเครียดสูง “เราอาจจำเป็นต้องใช้เงินก้อนใหญ่ ที่อาจจะเรียกว่าเฮลิคอปเตอร์ มันนี่ เพื่อแจกให้กับประชาชนที่กำลังตกอยู่ภายใต้ภาวะเครียดสูง แบบที่ฮ่องกงทำ การใช้จ่ายเงินมากของรัฐบาลท่ามกลางสถานการณ์ที่เป็นอยู่นี้โดยไม่ต้องสนใจเรื่องการขาดดุลเป็นสิ่งถูกต้อง ปัญหาขาดดุลเป็นสิ่งที่เราต้องไปจัดการในอนาคต ตอนที่เราเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 เราไม่ถามว่าเรามีเงินจ่ายไหม เราแค่ใช้จ่ายเงินตามความจำเป็น”

ข้อเสนอแนะของสติกลิตซ์สอดคล้องกับมาตรการแจกเงินของหลายประเทศ เช่น ฮ่องกง ซึ่งแจกเงินให้ประชาชนทุกคนที่อายุเกิน 18 ปี คนละ 1 หมื่นดอลลาร์ฮ่องกง

แท็กที่เกี่ยวข้อง

คอลัมน์ ชีพจรเศรษฐกิจโลก