“ประยุทธ์” ตั้งคณะที่ปรึกษาด้านธุรกิจเอกชนชุดใหญ่รับมือโควิด เรียกถกนัดแรก 13 เม.ย.นี้
ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามแต่งตั้งคณะที่ปรึกษาด้านธุรกิจภาคเอกชนในศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (โควิด-19) เมื่อวันที่ 8 เม.ย.63 เพื่อให้การปฏิบัติงานของศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดเป็นไปด้วยความรอบคอบ และมีประสิทธิภาพ อาศัยอำนาจตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 5/2563 เรื่อง การจัดตั้งหน่วยงานพิเศษเพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ลงวันที่ 25 มีนาคม 2563 ทั้งนี้คณะที่ปรึกษาด้านธุรกิจภาคเอกชนจะทำหน้าที่ในการเข้าร่วมประชุมเพื่อให้คำปรึกษา ข้อเสนอแนะ การป้องกัน และแก้ขปัญหาของภาคธุรกิจเอกชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โรคติดเชื้อโควิด-19 โดยมีองค์ประกอบ ดังนี้
1.เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นประธาน
2.ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เป็นกรรมการ
3.อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เป็นกรรมการ
4.ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า เป็นกรรมการ
5.ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นกรรมการ
6.ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เป็นกรรมการ
7.ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เป็นกรรมการ
8.ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเหศไทย เป็นกรรมการ
9.ประธานสมาคมธนาคารไทย เป็นกรรมการ
10.ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เป็นกรรมการ
11.ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เป็นกรรมการ
12.ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย เป็นกรรมการ
13.ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เป็นกรรมการ
14.ประธานสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย เป็นกรรมการ
15.นายดนุชา พิชยนันท์ รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นเลขานุการ
16.นายสุริยนต์ ธัญกิจจานุกิจ ที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผนงาน สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นผู้ช่วยเลขานุการ
ด้านนายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า จันทร์หน้า (13 เม.ย.) ภาครัฐนัดระดมสมองภาคธุรกิจเอกชนชุดใหญ่เป็นครั้งแรก เพื่อรับมือกับสถานการณ์โควิด-19 และช่วยกันหาวิธีฟื้นฟูเศรษฐกิจ ขอบคุณที่ไม่ลืมภาคตลาดทุนครับ
ผมจะเสนอให้รัฐเริ่มเตรียมทำแผน “Exit Strategy” หรือ “กลยุทธการออกจากมาตราการ Lock-down” ไว้ล่วงหน้าเลย เพื่อที่จะได้ไม่สับสนอลหม่าน และโกลาหลเหมือนช่วงแรกๆ ของการใช้มาตรการ Lock-down
ต้องเตรียมคิด และวางแผนตั้งแต่ตอนนี้เลย ว่าจะกลับไปเปิดเศรษฐกิจ (open up the economy) อย่างไร เมื่อไหร่ ธุรกิจไหนควรได้เปิดก่อน เปิดหลัง ธุรกิจไหนยังมีความเสี่ยง ควรออกกฎหมายให้ทุกคนใส่หน้ากากหรือไม่ ฯลฯ
ปัจจัยเสี่ยงที่น่ากลัวที่สุด คือการระบาดรอบสอง หรือรอบสาม โจทย์สำคัญของการทำ Exit Strategy คือจะทำอย่างไรให้ไม่เกิดการระบาดอีกครั้ง เพราะการต้องกลับไป Lock-down ประเทศอีกรอบ หรือหลายรอบ จะสร้างความเสียหายอย่างมหาศาลต่อระบบเศรษฐกิจ ภาครัฐเองก็ไม่น่าจะเหลือกระสุน หรือ Policy Space มากพอที่จะช่วยประคองเศรษฐกิจไปได้เรื่อยๆ
