“วิกฤตโควิด-19” ความท้าทาย เปลี่ยนโลกแข่งขันทางการค้า
คอลัมน์ แตกประเด็น
โดย ศ.ดร. สกนธ์ วรัญญูวัฒนา ประธานกรรมการการแข่งขันทางการค้า
จนถึงวันที่เขียนบทความนี้ การระบาดของโรคโควิด-19 ยังคงกระจายตัวอย่างต่อเนื่องเกือบทุกพื้นที่จังหวัดของประเทศไทยแล้ว มีผลไม่เพียงกับระบบสาธารณสุขของประเทศเท่านั้น แต่ยังมีผลต่อระบบเศรษฐกิจและภาคธุรกิจของประเทศอย่างรุนแรงแบบที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน หลายสำนักเศรษฐกิจถึงกับได้ออกมาปรับตัวเลขประมาณการทางเศรษฐกิจที่จะหดตัวอย่างรุนแรง ผลกระทบครั้งนี้ไม่เหมือนวิกฤตที่ผ่านมาที่มีผลต่อภาคเศรษฐกิจแท้จริงอย่างกว้างขวาง ไม่ว่าภาคการผลิตภาคบริการ รวมตลอดจนภาคเศรษฐกิจการเงิน
ซึ่งจะตามมาด้วยการปรับตัวของวิถีการประกอบธุรกิจทุกระดับในประเทศไม่ว่าจะเป็นกิจการขนาดใด โดยจะเกิดขึ้นทั้งในระหว่างมีวิกฤตและหลังสถานการณ์ได้ผ่านพ้นไปแล้วที่ยังไม่อาจคาดการณ์ได้ เราได้เห็นผลการจำกัดการแพร่ขยายของไวรัสโควิด-19 ที่ทำให้พฤติกรรมของประชาชนผู้บริโภคต้องปรับตัวเอง ทั้งจากการบริโภคสิ่งที่ต้องใช้ในการป้องกันการติดต่อของไวรัส และพฤติกรรมการบริโภคเพื่อดำรงชีวิตของประชาชนที่เปลี่ยนไป
เห็นตัวอย่างได้ทั้งการขาดแคลนหน้ากากอนามัยที่มีความต้องการใช้เพิ่มมากขึ้นตามสถานการณ์ หรือบริการของธุรกิจแพลตฟอร์ม App ที่แม้ได้รับความนิยมมาสักระยะหนึ่งแล้ว แต่ได้ขยายตัวมากขึ้นในสภาวะที่ทุกคนต้องถูกจำกัดระยะห่าง (so-cial distancing) และการถูกกำหนดการทำงานอยู่กับบ้าน ความนิยมเพิ่มมากขึ้นของสินค้าและบริการที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ เป็นตัวอย่างที่ดีของโอกาสและการเติบโตของธุรกิจใหม่ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน
ความต้องการสินค้าและบริการที่ประชาชนหาซื้อหน้ากากอนามัยมาใช้ป้องกันตัวเองเพิ่มขึ้น การใช้บริการแพลตฟอร์ม App ย่อมเป็นผลให้ราคาหรือค่าธรรมเนียมบริการของสินค้าหรือบริการนั้นเพิ่มสูงขึ้นตามกลไกตลาด
แต่หากผู้ผลิตสินค้าหรือผู้ให้บริการมีอำนาจ หรือที่เรียกว่า อิทธิพลเหนือผู้บริโภค ในการกำหนดราคาสินค้าและบริการมากขึ้น โดยอิทธิพลเหนือตลาดที่ผู้ผลิตมีนั้นมาจากหลายเหตุผล ทั้งเรื่องจำนวนผู้ผลิตที่อยู่ในธุรกิจเดียวกันมีเพียงไม่กี่ราย หรือลักษณะของสินค้าและบริการที่หาทดแทนได้ยากจากผู้ผลิตรายอื่น ทำให้ผู้บริโภคไม่สามารถปฏิเสธหรือเลือกสินค้าและบริการอื่นมาทดแทน จึงต้องยอมรับราคาที่แพงขึ้น
พฤติกรรมการขึ้นราคาของผู้ผลิตหน้ากากอนามัย หรือเจ้าของแพลตฟอร์มApp บริการรับส่งสินค้าที่อยู่ในกระแสสังคมขณะนี้ เป็นผลส่วนหนึ่งจากโครงสร้างตลาดการผลิตและบริการที่มีจำนวนผู้ทำธุรกิจที่มีจำนวนเพียงไม่กี่รายในประเทศ เมื่อความต้องการใช้สินค้าและบริการเพิ่มขึ้นในช่วงสั้น ๆ ที่ผู้ผลิตหรือผู้ให้บริการหน้าใหม่ยังผลิตหรือให้บริการไม่ได้ ราคาสินค้าหรือค่าบริการของธุรกิจย่อมต้องเพิ่มขึ้นเป็นธรรมดา
ยิ่งบางรายผู้ประกอบการที่อยู่ในตลาดอาจมีขนาดของธุรกิจ ที่เรียกว่า มีอิทธิพลเหนือคู่แข่งขันรายอื่น อาจมีพฤติกรรมที่บิดเบือนกลไกตลาด (abusive of dominance) สามารถกำหนดเงื่อนไขเพื่อลดอำนาจต่อรองของคู่ค้าที่ทำได้หลายรูปแบบ ทั้งวิธีคิดค่าธรรมเนียม หรือกำหนดขอบเขตพื้นที่ให้บริการ หรือการกีดกันคู่แข่งขันรายอื่นไม่ให้เข้ามาแข่งขันการให้บริการ โดยอาศัยอิทธิพลจากเทคโนโลยีและการบริการที่มีความครอบคลุมพื้นที่ให้บริการที่มากกว่าเจ้าอื่น
เจ้าของแพลตฟอร์ม App รายใหญ่จึงมีอำนาจเหนือตลาดทั้งจากฝั่งคู่ค้าที่เป็นร้านค้า ที่เป็นผู้ใช้บริการ และจากผู้บริโภคที่ใช้บริการ ปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย แต่เป็นปัญหาคล้ายคลึงกันในแถบภูมิภาคอาเซียนที่แพลตฟอร์ม App ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นเช่นเดียวกัน
เป็นความท้าทายของสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า ในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่โดยตรงในการกำกับดูแลในช่วงวิกฤตโควิด-19 มิให้มีการใช้อิทธิพลเหนือตลาดของผู้ประกอบธุรกิจเอามาใช้หาผลประโยชน์อย่างไม่เป็นธรรมกับคู่ค้า ทั้งเจ้าของกิจการร้านค้าหรือผู้ใช้บริการต่าง ๆ ในรูปแบบของการกำหนดส่วนแบ่งผลประโยชน์ร่วมกัน หรือเงื่อนไขการทำธุรกิจร่วมกันอย่างไม่เป็นธรรม รวมทั้งการคิดค่าธรรมเนียมบริการกับผู้บริโภคที่ใช้บริการดังกล่าว
เริ่มมีการพูดถึงการกลับมาอนุญาตให้ระบบเศรษฐกิจเดินหน้าได้ตามปกติ ซึ่งคงต้องทำอย่างระมัดระวัง ทำนองเดียวกัน การทำหน้าที่การกำกับและดูแลการแข่งขันทางการค้า ไม่ได้ถูกจำกัดเพียงการดูแลพฤติกรรมด้านราคาของผู้ประกอบการแต่ละรายในช่วงเวลาที่มีวิกฤตเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเฝ้าระวังดูแลโครงสร้างและพฤติกรรมของการทำธุรกิจที่จะเปลี่ยนแปลงไปหลังวิกฤตผ่านพ้นไปแล้ว เชื่อได้ว่าโครงสร้างตลาดการทำธุรกิจของภาคธุรกิจทั้งหลายจะเปลี่ยนไปจากโครงสร้างธุรกิจที่เคยมีการแข่งขันสูง ไปสู่ระบบโครงสร้างตลาดที่มีผู้แข่งขันน้อยราย (oligopoly) เจ้าของธุรกิจบางรายอาจต้องล้มหายไปจากระบบตลาด
เหลือเฉพาะผู้ประกอบการที่เป็นรายใหญ่ มีสายป่านเงินทุนหนา ผ่านพ้นสถานการณ์ได้ง่ายกว่าผู้ประกอบการที่เป็น SMEs ยิ่งกว่านั้นหลายบริษัทที่รอดมาได้คงไม่สามารถสร้างกำไร หรือผลตอบแทนจากการประกอบธุรกิจได้เหมือนปกติที่ผ่านมา เพราะสภาพตลาดที่ปรับเปลี่ยนจากช่วงวิกฤต และหากยังต้องแข่งขันกับผู้ประกอบการรายอื่น ๆ อีก ยิ่งทำให้การสร้างผลตอบแทนของแต่ละรายทำได้ลำบากยิ่งขึ้น
จึงมีแนวโน้มที่อาจจะมีการตกลงร่วมกัน (collusion) ระหว่างผู้ประกอบธุรกิจด้วยกันเอง เพื่อรักษาผลประโยชน์ทางธุรกิจร่วมกัน ในหลายประเทศที่ประสบกับสภาพวิกฤตทางเศรษฐกิจแบบเดียวกัน จะพบว่าผู้ประกอบการอาจจะมีพฤติกรรมร่วมมือกันในการกำหนดรูปแบบการทำธุรกิจร่วมกันได้หลายวิธี ทั้งกำหนดราคาขายร่วมกันทำให้มีการขึ้นหรือลดราคาสินค้าในทิศทางเดียวกัน หรือกำหนดเงื่อนไขการตลาดร่วมกัน เช่น การตกลงแบ่งพื้นที่การขายสินค้าหรือให้บริการ เพื่อเป็นการกีดกันผู้ประกอบการที่เป็นคู่แข่งรายอื่นไม่ให้เข้ามาแข่งขันได้ สภาพการประกอบธุรกิจแบบนี้อาจเห็นได้หลังจากที่ได้ผ่านพ้นช่วงวิกฤตการติดต่อของไวรัสไปแล้ว
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้การกำกับดูแลโครงสร้างตลาดต้องเข้มข้นมากยิ่งขึ้น มิให้สภาพการค้าประกอบธุรกิจภายในประเทศกลายสภาพไปสู่ตลาดผูกขาด ต้องเข้าใจสภาพตลาดและการแข่งขันทางการค้าที่อาจถูกผลกระทบจากวิกฤต ทำให้โครงสร้างธุรกิจและวิถีการทำธุรกิจในประเทศถูกเปลี่ยนไปจากเดิม เข้าใจสถานการณ์และบริบทการทำธุรกิจและสังคมใหม่ที่แท้จริง
สิ่งสำคัญคือ การค้นหาวิธีลดช่องว่างโอกาสการแสวงหาประโยชน์ของผู้ประกอบการธุรกิจ จากข้อจำกัดการแข่งขันของตลาดที่ลดน้อยลงที่อาจเกิดได้ในอนาคต เพื่อป้องกันการเอารัดเอาเปรียบจากการทำธุรกิจในช่วงวิกฤตและหลังการระบาดของโควิด-19 ได้ผ่านพ้นไปแล้ว เพื่อรักษาคุณภาพการดำรงชีวิตของประชาชนที่ต้องเผชิญความยากลำบากอยู่แล้ว จากการใช้ชีวิตปัจจุบันที่ต้องระมัดระวังการแพร่กระจายของการติดต่อโรคแล้ว ยังต้องป้องกันไม่ให้ได้รับผลกระทบต่อการมีคุณภาพชีวิตจากการถูกเอารัดเอาเปรียบจากการประกอบธุรกิจที่อาจไม่เป็นธรรมในอนาคตด้วย