เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
10 ปี SOS Thailand ดันกฎหมายหนุนบริจาคอาหาร-เตรียมขอคาร์บอนเครดิต
SD 10 ปี SOS Thailand ดันกฎหมายหนุนบริจาคอาหาร-เตรียมขอคาร์บอนเครดิต
JARTON ต่อยอด IMF-World Bank รุกตลาดความปลอดภัยอาเซียน
Business JARTON ต่อยอด IMF-World Bank รุกตลาดความปลอดภัยอาเซียน
‘บ้านคนละหลัง PLUS’ 5 หมื่นล้านปลุกหุ้นอสังหาฯ-ธอส.คาดปีหน้า ‘เต็มวงเงิน’
Finance ‘บ้านคนละหลัง PLUS’ 5 หมื่นล้านปลุกหุ้นอสังหาฯ-ธอส.คาดปีหน้า ‘เต็มวงเงิน’
ชัยชนะของชาวกล้วย
คุยกับเอกราช ชัยชนะของชาวกล้วย
ซอฟต์พาวเวอร์ Thailand Only
Biz Movement ซอฟต์พาวเวอร์ Thailand Only
ในกรอบต้องมีอิสระ ในอิสระต้องมีกรอบ
สามัญสำนึก ในกรอบต้องมีอิสระ ในอิสระต้องมีกรอบ
IMF ถกพิมพ์เขียวกรุงเทพฯ ยกระดับเตือนภัยการเงินดิจิทัลโลก
World IMF ถกพิมพ์เขียวกรุงเทพฯ ยกระดับเตือนภัยการเงินดิจิทัลโลก
วราวุธ เอาจริง ‘ขยะพิษ’ จ่อปรับหลักสิบล้าน–ยึดทรัพย์ ชี้ยานยนต์ไทยไม่ทำเฉพาะ EV
Politics วราวุธ เอาจริง ‘ขยะพิษ’ จ่อปรับหลักสิบล้าน–ยึดทรัพย์ ชี้ยานยนต์ไทยไม่ทำเฉพาะ EV
IMF ส่งสัญญาณถึงไทย
Columns IMF ส่งสัญญาณถึงไทย
ค้าปลีกปรับโมเดลเปิด-ปิดสาขาไม่ทำกำไร
Business ค้าปลีกปรับโมเดลเปิด-ปิดสาขาไม่ทำกำไร
ดูทั้งหมด

ค่ายรถรับมือ วิกฤตยานยนต์ เฟ้นหาอาชีพใหม่…แรงงาน

21 พ.ค. 2563 | 14:42น.
ถึงวันนี้ต้องยอมรับว่าการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์อย่างใหญ่หลวงแม้ประเทศไทยจะเคยผ่านวิกฤตเศรษฐกิจมาหลายครั้งแล้วก็ตามแต่ก็ยังไม่รุนแรงเท่าครั้งนี้


“ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ “มานิตย์ พรหมการีย์กุล” ประธานสภาองค์การลูกจ้างแรงงานยานยนต์แห่งประเทศไทย และ ดร.ภูภาร สมาทา ประธานสหภาพแรงงานโตโยต้า บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ในฐานะผู้คลุกคลีและอยู่ในแวดวงแรงงานยานยนต์มาอย่างยาวนาน เขาสะท้อนภาพอุตสาหกรรมยานยนต์ซึ่งถือเป็นแกนกระดูกสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจโดยระบุชัดเจนว่า วิกฤตครั้งนี้ทำให้อุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งระบบจะต้องมีการปรับตัวครั้งใหญ่ ทั้งในแง่การทำงาน ปริมาณการผลิต และระบบต่าง ๆ ในกระบวนการผลิต

หวั่นโควิดทำตกงาน 7.5 แสนคน

สถานการณ์ของอุตสาหกรรมยานยนต์ตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19เมื่อช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา แม้บ้านเราจะเพิ่งชัดเจนเมื่อช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา จนรัฐบาลต้องประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินและมาตรการล็อกดาวน์ แต่ตัวอุตสาหกรรมยานยนต์ได้รับผลกระทบมาพักใหญ่ เพราะชิ้นส่วนในการผลิตรถยนต์แม้ว่าจะใช้ในประเทศถึง 90% แต่ก็ต้องใช้จากการนำเข้าเกือบ 10% นั้น เมื่อชิ้นส่วนจากจีน ญี่ปุ่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มีปัญหา เราก็กระทบไปด้วย และที่สำคัญ ตลาดส่งออกก็มีปัญหา ค่ายรถยนต์ก็ต้องประกาศหยุดไลน์ผลิต วันนี้จะเห็นได้ว่ากลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประกาศปรับเป้ายอดผลิตรถยนต์จากเดิม 2.15 ล้านคันต่อปี เหลือ 2 ล้านคัน และล่าสุดระบุว่า ถ้าโควิดยังระบาดหนักอาจจะลงไปเหลือ 1 ล้านคัน ถึงตอนนั้นแรงงานในอุตฯยานยนต์อาจจะตกงานถึง 750,000 คน

หยุดไลน์ผลิตแต่ยังจ่ายค่าแรง

สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ตอนนี้ คือ การประกาศหยุดไลน์ผลิตของค่ายรถยนต์ต่าง ๆ และมีการประกาศให้พนักงานบางส่วนหยุดงานแล้ว บริษัทผู้ผลิตยอมจ่ายเงินชดเชยให้ในสัปดาห์แรก 100% สัปดาห์ที่ 2 จ่าย 90% และสัปดาห์ที่ 3 เป็นต้นไป จ่าย 85% มาถึง 75% สำหรับค่ายรถยนต์ ส่วนผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ประกาศจ่ายชดเชยแค่ 75% ตั้งแต่หยุดงาน หรือบางที่จ่ายแค่ 50% และมีการเรียกพนักงานเข้าไปเจรจาและโน้มน้าวให้มีการเซ็นสัญญาเพื่อรับเงื่อนไขดังกล่าวเพื่อให้ไม่มีผลทางกฎหมาย มีให้เห็นเยอะ ปัจจุบันสัดส่วนระหว่างพนักงานประจำและพนักงานอัตราจ้าง ในสายการผลิตของแต่ที่จะเฉลี่ยอยู่ที่ 50/50 หรือ 40/60

เปิดสัญญาจ้าง New Normal

ปัจจุบันเป็นที่ทราบกันดีว่าสัญญาจ้างในอุตสาหกรรมยานยนต์มีอยู่ 2 ส่วนหลัก ๆ คือ 1.สัญญาปลายปิด ที่จะมีระยะเวลาระบุไว้ชัดเจนถึงวันเริ่มงาน และการสิ้นสุดงาน ซึ่งส่วนใหญ่จะระบุไว้ไม่เกิน 10-11 เดือนต่อสัญญา แล้วให้หยุดงาน 1 สัปดาห์ หรือ 1 เดือน ก่อนที่จะเรียกพนักงานสัญญาจ้างมาต่อสัญญาฉบับใหม่ วนเป็นลูปไป ซึ่งส่วนใหญ่จะนิยมใช้ในบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์

และขณะนี้ก็มีค่ายรถยนต์บางค่ายเริ่มมาใช้รูปแบบนี้เช่นเดียวกัน ซึ่งตรงนี้ถือเป็นแท็กติกในส่วนของกฎหมายแรงงานมาตรา 118 ว่า หากจ้างงานเป็นเวลา 12 เดือน นายจ้างจะต้องจ่ายเงินชดเชยให้กับพนักงาน 3 เดือน และต้องมีเงินค่าบอกเลิกสัญญาล่วงหน้า 1 เดือนด้วย

2.สัญญาปลายเปิด ซึ่งเป็นสัญญาจ้างที่ได้ระบุวันสิ้นสุดของการจ้างงาน โดยเปิดโอกาสให้พนักงานสัญญาจ้างทำงานต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ และเปิดโอกาสให้สอบบรรจุเข้าเป็นพนักงานประจำได้ตามโควตาในแต่ละปี ซึ่งวันนี้ส่วนใหญ่จะใช้ในค่ายรถยนต์ใหญ่ ๆ แต่ก็ยังน้อยเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรม เป็นที่ทราบกันว่าวันนี้ผู้ประกอบการจะเริ่มปรับหันมาใช้วิธีการในข้อ 1 จะทำให้ภาระของนายจ้างลดลง เนื่องจากหากใช้วิธีการในข้อ 1 จำนวนของพนักงานประจำจะค่อย ๆ ถูกลดสัดส่วนลงไป และท้ายที่สุด สหภาพแรงงานของแต่ละบริษัทจะไม่มีความเข้มแข็ง

เลิกจ้างส่งคืนซับคอนแทร็กต์

ช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา ในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์มีการเอาพนักงานอัตราจ้าง หรือซับคอนแทร็กต์ออกไปเยอะ มีราวหลักหลายร้อยคน แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ตรงนั้น ปัญหาหลักคือการจ่ายเงินให้ในอัตรา 75% มากกว่า เพราะพนักงานสัญญาจ้างส่วนใหญ่อายุงานไม่เยอะ และได้รับเงินเดือน 10,000-20,000 บาท รายได้หลักของพนักงานจะอยู่ที่การทำโอที แต่วันนี้ไม่มีโอทีทำให้พนักงานอยู่ลำบาก ซึ่งหากสถานการณ์ยังคงเป็นแบบนี้ก็จะมีการส่งคืนพนักงานสัญญาจ้าง (เลิกจ้าง) มากขึ้น ขณะที่ค่ายรถยนต์เองมีการเปิดโครงการสมัครใจลาออก พร้อมให้เงินชดเชยพิเศษตามกฎหมายแรงงานกำหนด

สหภาพร่วมหารือต่อเนื่อง

ตลอดช่วงที่ผ่านมา สหภาพแรงงาน ตัวแทนของค่ายรถ-บริษัทต่าง ๆ ได้มาพูดคุยเพื่อหารือถึงแนวทางในการฝ่าวิกฤตครั้งนี้ แต่ยังไม่ได้แนวทางที่ปรากฏชัดเจน อย่างในส่วนของค่ายรถยนต์มีการพูดกันถึงเรื่องการ “ลดสวัสดิการ” บางอย่าง เช่น งานเลี้ยงวันแฟมิลี่เดย์, ปีใหม่, การนำเที่ยว, งานเกษียณอายุ ฯลฯ โดยจะต้องมีการกำหนดระยะเวลาของการดำเนินงานที่ชัดเจน อาจจะเป็นช่วงเดียวกันกับประกันสังคม 2 ปี คือ มี.ค. 2563-มี.ค. 2565 เป็นต้น เพื่อหาวิธีร่วมกันในการรักษาแรงงานและช่วยบริษัทลดภาระ

จี้รัฐดูแลลูกจ้างถูกเอาเปรียบ

ที่ผ่านมาเราได้มีการหารือกับภาคีเครือข่ายแรงงาน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนักวิชาการ องค์กรพัฒนาต่าง ๆ ฯลฯ เพื่อเรียกร้องไปยังประธานกรรมาธิการแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร ในรัฐบาล โดยสภาองค์การลูกจ้างแรงงานยานยนต์แห่งประเทศไทย ได้เรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือลูกจ้างดังต่อไปนี้ 1.ให้รัฐบาลจ่ายเงินช่วยเหลือจำนวน 100% ของเงินเดือน เดือนสุดท้ายก่อนที่บริษัทจะมีคำสั่งปิดงานเป็นเวลา 6 เดือน (180 วัน)

2.ให้รัฐบาลจ่ายเงินช่วยเหลือลูกจ้างที่โดนเลิกจ้างจำนวน 100% ของเงินเดือน เดือนสุดท้ายโดยคำนวณเหมือนกับ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานมาตรา 118 3.ให้รัฐบาลจ่ายเงินช่วยเหลือลูกจ้างที่ลาออกจากงานจำนวน 100% ของเงินเดือน เดือนสุดท้ายโดยให้คำนวณเหมือนกับ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานมาตรา 118 4.ให้รัฐบาลส่งเสริมอาชีพพัฒนาฝีมือแรงงานเพื่อให้ลูกจ้างสามารถที่จะกลับเข้าไปทำงานใหม่ได้ตามความต้องการของตลาดแรงงาน และอุตสาหกรรมต่าง ๆ นอกจากนี้ ที่มีการออกกฎกระทรวงเรื่องการได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานเนื่องจากมีเหตุสุดวิสัยอันเกิดจากการระบาดของโรคติดต่ออันตรายตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อ

ทั้งนี้ ภาคีมีความห่วงใยว่าสถานประกอบการบางแห่งอาจมีการฉวยโอกาสผลักภาระให้กองทุนประกันสังคม โดยอ้างเหตุเพื่อให้ลูกจ้างรับสิทธิประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานในอัตราร้อยละ 62 จากกองทุนประกันสังคม แทนที่นายจ้างจะปิดกิจการชั่วคราว ตามมาตรา 75 ใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างในระหว่างปิดกิจการชั่วคราว ร้อยละ 75 ทั้งนี้ อยากให้รัฐเข้ามาดูแลลูกจ้างทุกคนเพื่อให้ได้รับสิทธิ์ 5,000 บาท โดยไม่เลือกปฏิบัติ เนื่องจากทุกคนเดือดร้อนเหมือนกันหมด ไม่เว้นแม้แต่เกษตรกร

ค่ายรถ-แรงงานจัดอบรมอาชีพ

ตอนนี้อะไรที่ทุกคนช่วยกันได้ เราต้องช่วยกัน รักษาสภาพการจ้างงานเอาไว้ อย่างลืมว่าบริษัทใหญ่ ค่ายรถยนต์ทำอะไร บริษัทชิ้นส่วนและซัพพลายเออร์ก็จะทำตาม เหมือนเป็นแม่แบบ ดังนั้น สิ่งสำคัญคือการดูแลพนักงานของตนเองให้ดีที่สุด บริษัทต่าง ๆ พยายามช่วยเหลือตัวเองก่อนอย่างตอนนี้มีค่ายรถยนต์บางค่ายเริ่มจัดโครงการฝึกอบรมอาชีพให้กับพนักงานที่สนใจ เพื่อเป็นการปูพื้นความรู้ เตรียมความพร้อม และถือเป็นเรื่องที่ดีที่หลาย ๆ หน่วยงานจะนำไปทำเป็นแบบอย่าง

ส่วนทางด้าน ดร.ภูภาร สมาทา ในฐานะประธานสหภาพแรงงานโตโยต้า กล่าวเสริมว่า ล่าสุดยังได้เตรียมนำเสนอฝ่ายบริหารของบริษัทโตโยต้าเพื่อให้เปิดโครงการ “สมัครใจลาออก” กับพนักงานที่พร้อมหรือต้องการเปลี่ยนอาชีพไปทำธุรกิจส่วนตัวหรืออื่น ๆ เพื่อที่จะได้มีทุนติดตัว เบื้องต้นจะเปิดให้กับผู้ที่สนใจโดยไม่กำหนดอายุ

โดยมีกลุ่มเป้าหมายหลักไปที่พนักงานประจำ ซึ่งคาดว่าน่าจะมีรายละเอียดและนำเสนอออกไปยังฝ่ายบริหารได้ราวเดือน มิ.ย.นี้