“กสิกร” ชะลอแผนร่วมทุน ธุรกิจไทยเบรกลงทุนเมียนมา
รัฐประหารเมียนมาป่วนการลงทุน ทั่วโลกจับตา ธุรกิจไทยผวาการเมือง-ค่าเงินจ๊าตผันผวน “กสิกรฯ” พับแผนใส่เงินร่วมทุน “A bank” แบงก์กรุงศรีฯ-กรุงเทพ สั่งเกาะติด “อมตะ” เบรกอภิโปรเจ็กต์สมาร์ทซิตี้ ขณะที่ “มาม่า” ชะลอแผนย้ายโรงงานจากย่างกุ้งไปมัณฑะเลย์ ส่วน “ไอ.ซี.ซี.-ซี.พี.-หมอบุญ” พร้อมเดินหน้า ห่วงชาติตะวันตกคว่ำบาตร กระทบการค้า การลงทุนไทย-เมียนมาแสนล้าน
แม้เห็นสัญญาณล่วงหน้าก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน แต่การก่อรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาลพลเรือนของกองทัพเมียนมา ภายใต้การนำของ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง ลาย ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ก่อนรุ่งสาง วันที่ 1 ก.พ. 2564 ก็ทำให้ทั่วโลกจับตาสถานการณ์ทางการเมืองในเมียนมาอย่างใกล้ชิด
ขณะที่นักธุรกิจนักลงทุนต่างชาติรวมทั้งทุนไทยที่เข้าไปลงทุนในเมียนมาต่างเกาะติดสถานการณ์ และวิตกกังวลถึงผลกระทบที่จะตามมาหลังเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในเมียนมา แม้ระยะสั้นยังคาดการณ์ได้ลำบาก เนื่องจากข้อมูลข่าวสารมีออกมาน้อยมาก เนื่องจากการติดต่อสื่อสารขัดข้อง
แหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ความตึงเครียดจากการรัฐประหารในเมียนมาส่งผลกระทบไทยในฐานะเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียนที่มีพรมแดนติดกับเมียนมา มีจุดค้าขายผ่านชายแดนร่วมกันถึง 21 จุด ทั้งนี้ ปี 2563 สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ ย่างกุ้ง รายงานว่า ไทย-เมียนมามีมูลค่าการค้าระหว่างกัน 6,593.23 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 13.35% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยไทยส่งออก 3,797.85 ล้านเหรียญ ลดลง 12.95% สินค้าสำคัญที่ส่งออกลดลง
อาทิ เครื่องดื่ม น้ำมันสำเร็จรูป เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล เคมีภัณฑ์ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ ฯลฯ ไทยนำเข้าสินค้าจากเมียนมา 2,795.39 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 13.88% ขณะเดียวกัน นักลงทุนไทยเข้าไปลงทุนในเมียนมาเป็นอันดับ 3 รองจากสิงคโปร์ และจีน ผู้ประกอบการรายใหญ่ที่เข้าไปลงทุน อาทิ ซี.พี.กรุ๊ป บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (เอสซีจี) บมจ.ปตท.สผ. เป็นต้น
ทุนไทยขยาดเบรกลงทุน
สำหรับมุมมองของภาคเอกชนไทยต่อเหตุการณ์รัฐประหาร นายพันธ์ พะเนียงเวทย์ ผู้จัดการสำนักกรรมการ ผู้อำนวยการ บมจ.ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ (TFMAMA) หนึ่งในผู้ลงทุนในเมียนมาเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปัจจุบันมีโรงงานผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ย่างกุ้ง จำหน่ายในตลาดเมียนมา ก่อนหน้านี้มีแผนจะย้ายโรงงานจากย่างกุ้งไปมัณฑะเลย์ แต่หลังเกิดรัฐประหาร ต้องรอดูสถานการณ์ก่อน เบื้องต้นมีการดูแลพนักงานไทยที่ประจำในเมียนมา 2-3 คน ยังเป็นปกติ ไม่มีอะไรน่าห่วง
เช่นเดียวกับแหล่งข่าวจากเครือเจริญโภคภัณฑ์ที่ระบุว่า มีบริษัทในเครือคือ บริษัท ซี.พี. เมียนมา ประกอบธุรกิจในเมียนมา เน้นผลิตอาหารสด เช่น ไก่สด อาหารแบบชิล และผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูป รวมถึงร้านซีพี เฟรชมาร์ท และร้านไก่ย่างห้าดาว ซึ่งได้รับรายงานว่าระบบสื่อสารยังถูกปิด แต่สื่อสารผ่านโทรศัพท์ฟิกซ์ไลน์ได้
อย่างไรก็ตาม ไม่กระทบการผลิตของบริษัท และเบื้องต้นได้แนะนำให้บริษัทในเมียนมาเข้าหารือกับทางการ ขอให้สามารถกระจายสินค้าสินค้าอุปโภคบริโภคได้ปกติ เพื่อไม่ให้กระทบต่อประชาชนประเมินว่าสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะอาหารจากไทย ยังเป็นที่ต้องการของชาวเมียนมา
ส่วนประเด็นค่าเงินจ๊าตที่ผันผวน หรืออาจได้รับแรงกดดันหากมีการคว่ำบาตร ในกลุ่ม ซี.พี.เป็นธุรกิจภายในเมียนมาเพื่อตลาดในเมียนมา หรือ local to local จะไม่กระทบเท่ากับธุรกิจซื้อมาขายไปหรือส่งออก นอกจากนี้ มีเทรนด์การใช้สกุลดอลลาร์ซื้อสินค้าและบริการมา 7-8 ปีแล้ว ทำให้ไม่ได้รับผลกระทบจากค่าเงินจ๊าต
ห่วงต่างชาติคว่ำบาตร
นายกริช อึ้งวิฑูรย์สถิตย์ ประธานสภาธุรกิจไทย-เมียนมา (TMBC) เปิดเผยว่า สถานการณ์ในเมียนมาเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว ประชาชนสามารถซื้อสินค้าได้ปกติ ห้างสรรพสินค้าเปิดให้บริการ ยกเว้นสถาบันทางการเงินที่ปิดชั่วคราว จากการสอบถามผู้ประกอบการไทยในเมียนมายอมรับว่ากังวลเรื่องนี้ และติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด บางรายอาจมีปิดให้บริการจากปัญหาที่สะสมมาจากโควิด เป็นการปิดตัวชั่วคราวรอดูสถานการณ์
“ที่น่าห่วงคืออาจถูกชาติตะวันตกแซงก์ชั่น แม้การค้าระหว่างไทย-เมียนมายังทำได้ แต่มูลค่าการค้า การส่งออกจะลดลงจากภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่หายไป ทั้งยังกังวลว่ารัฐบาลรักษาการจะปรับเปลี่ยนเงื่อนไข กฎระเบียบการค้า การส่งออก กับขัดแย้งเรื่องชาติพันธุ์”
นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) และในฐานะนายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป กล่าวในทำนองเดียวกันว่า การส่งออกสินค้าไปเมียนมายังคงไปได้ หากไม่ปิดด่านและระบบการขนส่ง ส่วนค่าเงินจ๊าตที่ผันผวนไม่กระทบต่อการค้าขาย โดยเฉพาะการค้าชายแดนที่ใช้เงินบาทเป็นหลัก
“ภาคเอกชนห่วงเรื่องการเข้ามาแทรกแซงเมียนมาจากต่างชาติโดยเฉพาะชาติตะวันตก ซึ่งต้องติดตามเพราะจะมีผลต่อภาคเศรษฐกิจการค้า แต่เชื่อว่าอาจยังไม่ถึงขั้นแทรกแซงหรือคว่ำบาตรเพราะปัจจุบันต่างชาติลงทุนในเมียนมาจำนวนมาก จะกระทบธุรกิจต่างชาติด้วย”
เครือสหพัฒน์พร้อมลงทุนต่อ
ขณะที่ นายธรรมรัตน์ โชควัฒนา กรรมการผู้อำนวยการและรองประธานกรรมการบริหาร บมจ.ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล ในเครือสหพัฒน์ มองว่าการรัฐประหารในเมียนมาครั้งนี้เป็นเรื่องของการเมืองภายในประเทศ ไม่กระทบภาคเศรษฐกิจและการลงทุนของกลุ่มทุนต่างชาติที่จะเข้าไปลงทุนในอนาคต ในส่วนของบริษัทหลังรัฐประหารต้องหยุดทำตลาดสินค้าบางส่วน เนื่องจากไม่สามารถส่งสินค้าเข้าไปจำหน่ายในเมียนมาได้ เพราะชายแดนปิดด่านชั่วคราว หากสถานการณ์สงบก็พร้อมเข้าทำตลาดและลงทุนต่อเนื่องทันที
หมอบุญเดินหน้า “รพ.-พลังงาน”
ไม่ต่างจาก นายแพทย์บุญ วนาสิน ประธานกรรมการบริหาร บมจ.ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป หนึ่งในธุรกิจไทยที่ลงทุนธุรกิจโรงพยาบาลและพลังงานในเมียนมาที่ชี้ว่าการทำรัฐประหารในเมียนมากระทบธุรกิจระยะสั้น 1.ค่าเงินจ๊าต (MMK) จะตกทันที 2.เศรษฐกิจเมียนมาจะหดตัวลง เนื่องจากภาคต่างประเทศ โดยเฉพาะโซนยุโรป อเมริกา อาจบอยคอต งดการลงทุนในเมียนมา อย่างไรก็ตาม การลงทุนของเครือ รพ.ธนบุรี อาจชะลอรอดูสถานการณ์ 1-2 เดือน แต่มั่นใจว่าจะเดินหน้าขยายโรงพยาบาลและธุรกิจกลุ่มพลังงานอย่างโซลาร์เซลล์ต่อ เนื่องจากเมียนมาเต็มไปด้วยโอกาส แต่หาก 1 ปีหลังจากนี้ไป สถานการณ์ทางการเมืองยังไม่ดีขึ้น และกระทบเศรษฐกิจในระยะยาว อาจทบทวนปรับแผนการทำธุรกิจใหม่ทั้งหมด
ผวาซ้ำรอย รง.ถูกยึด
นายประเสริฐ จึงกิจรุ่งโรจน์ ประธานหอการค้าจังหวัดตาก เปิดเผยว่า การส่งออก-นำเข้าสินค้าด่านแม่สอดยังคงปกติ ส่วนการลงทุนนักลงทุนกังวลมากเพราะบางรายลงทุนไปค่อนข้างมาก ขณะที่บางส่วนที่กำลังจะเข้าไปลงทุนก็ชะลอ จะสังเกตได้ว่าหลายประเทศที่เข้าไปลงทุนจะรอการเลือกตั้งแบบระบอบประชาธิปไตย แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นคือการยึดครองอำนาจ เพราะฉะนั้น การลงทุนที่วางแผนไว้ต้องมาพิจารณาอีกทีว่า รัฐบาลที่เข้ามาจะสร้างความเชื่อมั่นได้มากน้อยเพียงใด
นายเฉลิมวัฒน์ ตรีรัตน์วัฒนา รองประธานหอการค้าจังหวัดตาก เปิดเผยว่า ได้เข้าไปลงทุนฝั่งเมียนมา เป็นเอเย่นต์รถคูโบต้า กับศูนย์กระจายสินค้าที่เข้าไปสร้างเครือข่ายส่งให้ดีลเลอร์ วันที่ 1 ก.พ. ในเมียนมาเกิดความสับสนมาก ถูกตัดสัญญาณโทรศัพท์ และมีการล็อกพื้นที่ไม่สามารถส่งของได้ และมีขอบเขตการเดินทางระหว่างเมือง แต่สถานการณ์กลับมาปกติแล้ว แต่อาจทำให้นักธุรกิจเกิดความกังวลเพราะเคยมีเหตุการณ์ธุรกิจร้านค้าต่าง ๆ ลงทุนโรงงานแล้วโดนยึด ที่กระแทบหนักคือความกังวลค่าเงินจ๊าต
กสิกรไทยพับแผนใส่เงิน A bank
สำหรับความเคลื่อนไหวของสถาบันการเงิน นายภัทรพงศ์ กัณหสุวรรณ รองกรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า สถานการณ์ทางการเมืองในเมียนมาอาจมีผลต่อแผนการลงทุนของธนาคารที่จะเข้าร่วมทุนในธนาคารเอยาวดี ฟาร์มเมอร์ ดีเวลล็อปเม้นท์แบงก์ หรือเอแบงก์ (Ayeyarwaddy Farmers Development Bank : A bank) ในสัดส่วน 35% หลังจากได้รับอนุมัติจากธนาคารกลางของสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ทั้งนี้ ปัจจุบันอยู่ระหว่างขั้นตอนให้ธนาคารกลางเมียนมาอนุมัติตามกฎหมายในการใส่เม็ดเงินลงทุนใน A bank
อย่างไรก็ดี หลังเกิดเหตุการณ์ได้ชะลอแผนการใส่เม็ดเงินลงทุน คาดว่าแผนจะชะลอไปอีก 1 ปี เพื่อรอดูความชัดเจนของสถานการณ์ และข้อกฎระเบียบ มาตรการต่าง ๆ ขององค์การสหประชาชาติ (UN) และประเทศมหาอำนาจ
มองว่าปัญหาที่เกิดขึ้นอาจทำให้การค้าและการลงทุนของต่างประเทศในเมียนมาต้องชะลอแผนรอดูสถานการณ์ ไม่ใช่เฉพาะธนาคารกสิกรไทยเท่านั้น เพราะหากยังไม่ชัดเจน การดำเนินธุรกิจและการค้าขายทำได้ยากมากขึ้น
กรุงศรี-กรุงเทพเกาะสถานการณ์
นายไพโรจน์ ชื่นครุฑ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านกลยุทธ์และวางแผนกลยุทธ์องค์กร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า ยังติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด และคาดว่าจะไม่กระทบต่อแผนการลงทุนในเมียนมา และในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งเป็นแผนแม่บทใหญ่ของธนาคารที่จะขยายการลงทุนใน CLMV
นายทวีลาภ ฤทธาภิรมย์ กรรมการผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวในทำนองเดียวกันว่า อยู่ระหว่างติดตามสถานการณ์ เนื่องจากเหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้น จึงขอมอนิเตอร์และรอดูความชัดเจนของทางการเมียนมาก่อน ปัจจุบันธนาคารกรุงเทพมีสาขาเต็มรูปแบบตั้งอยู่ที่เมืองย่างกุ้ง
กฎใหม่ผู้นำเข้าต้องมีไลเซนส์
นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยรายงานสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงย่างกุ้ง ล่าสุดว่า การค้าไทย-เมียนมาสามารถดำเนินการได้เป็นปกติ ขณะนี้การขนส่งสินค้าข้ามชายแดนกลับสู่ภาวะปกติแล้ว หลังจากปิดด่านชายแดนชั่วคราวเมื่อ 1 ก.พ. 2564 ระบบสื่อสารทั้งมือถือและอินเทอร์เน็ตก็กลับมาใช้งานได้ปกติเช่นกัน
“จากการสำรวจพบว่าประชาชนเมียนมาต่อแถวซื้อสินค้าในตลาดและร้านค้ากักตุนจำนวนมาก โดยเฉพาะอาหารเนื้อสัตว์ น้ำดื่ม ซึ่งยังเพียงพอไม่ขาดแคลน และมีการผ่อนปรนเปิดด่านเป็นช่วง ๆ เพื่อระบายสินค้าตกค้าง แต่เข้มงวดในการขนส่งสินค้า หลังจากนี้ สินค้าที่นำเข้าจากไทยต้องมีผู้นำเข้าเมียนมาที่มี import license โดยเฉพาะจึงสามารถนำเข้าได้ ซึ่งจะหารือกับภาคเอกชนเพื่อเตรียมแผนรองรับต่อไป”
การค้าไทย-เมียนมา 2 แสนล้าน
นางวรรธนา มงคลศรี รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) เปิดเผยว่า เบื้องต้นยังไม่มีลูกค้า EXIM BANK ได้รับผลกระทบ เนื่องจากผู้ประกอบการไทยส่วนใหญ่เข้าไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ
นอกจากนี้ EXIM BANK มีบริการประกันการส่งออกคุ้มครองความเสี่ยงแก่ผู้ส่งออกไทยกรณีไม่ได้รับชำระเงินค่าสินค้าจากผู้ซื้อ หรือธนาคารผู้ซื้อในต่างประเทศ ทั้งจากสาเหตุทางการค้าและการเมือง รวมทั้งบริการประกันความเสี่ยงการลงทุน (investment insurance) ความเสี่ยงทางการเมือง
ปี 2563 ไทยและเมียนมามีมูลค่าการค้าระหว่างกัน 6,593 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (1.98 แสนล้านบาท) แบ่งเป็นการส่งออกจากไทยไปเมียนมา 3,798 ล้านดอลลาร์ การนำเข้าของไทยจากเมียนมา 2,795 ล้านดอลลาร์ โดยเมียนมาเป็นตลาดส่งออกอันดับที่ 17 ของไทย คิดเป็นสัดส่วน 1.6% ของมูลค่าส่งออกรวม ปี 2563 มูลค่าส่งออกของไทยไปเมียนมาหดตัว 13% เนื่องจากวิกฤตโควิด-19 การค้าชายแดนมีอุปสรรคในการขนส่ง และความต้องการบริโภคในเมียนมาชะลอตัวลง
“ซูซูกิ-เดนโซ” หยุดผลิต
สำหรับปฏิกิริยาจากนานาชาติ นอกจากสหรัฐ และหลายประเทศในยุโรปจะออกแถลงการณ์ต่อต้านแล้ว สำนักข่าวเคียวโด นิวส์ ของญี่ปุ่นรายงานว่า บริษัทรถยนต์ญี่ปุ่น “ซูซูกิ มอเตอร์ คอร์ป” และบริษัทผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ “เดนโซ คอร์ป” ประกาศระงับการผลิตชั่วคราวในเมียนมา เพื่อความปลอดภัยของพนักงาน โดยทั้งสองบริษัทแถลงการณ์ว่า ได้ยกเลิกการผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์ และยังไม่มีการตัดสินใจว่าจะทำการผลิตต่อหรือไม่ ซึ่งซูซูกิมีพนักงาน 400 คน ภายในโรงงาน 2 แห่งในย่างกุ้ง ผลิตรถยนต์ “โฟร์วีล” และมีแผนจะเปิดโรงงานใหม่เดือน ก.ย. 2564
นอกจากนี้ บริษัทโตโยต้า มอเตอร์ส คอร์ป ที่จะขยายฐานการผลิตในเมียนมาเดือน ก.พ.นี้ ก็แถลงการณ์ว่ากำลังจับตาดูสถานการณ์ในเมียนมา
ขณะที่องค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่นระบุเมื่อปี 2563 ว่า มีบริษัทญี่ปุ่นมากถึง 400 แห่งที่ทำธุรกิจในเมียนมา
เปิดรายชื่อทุนไทยในเมียนมา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มธุรกิจไทยรายอื่น ๆ ที่เข้าไปลงทุนในเมียนมา อาทิ บมจ.โอสถสภา ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคและเครื่องดื่มชูกำลัง “เอ็ม-150” ร่วมลงทุนในเมียนมาตั้งแต่ปี 2561 สร้างโรงงานผลิตเครื่องดื่มชูกำลังในนิคมอุตสาหกรรมติละวา กรุงย่างกุ้ง เปิดดำเนินการปลายปี 2562
นอกจากนี้ยังลงทุนในบริษัทผู้ผลิตขวดแก้ว Myanmar Golden Eagle Company Limited (MGE) และ Myanmar Golden Glass Company Limited (MGG) ธุรกิจจัดจำหน่ายขวดแก้ว จะเริ่มเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ภายในปี 2564 บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ ของเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี ที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นสิงคโปร์ โดยปี 2562 เข้าลงทุนในบริษัทเทรดดิ้งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ผ่านบริษัทย่อยในเครือ บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล เบฟเวอเรจ โฮลดิ้ง หลังจากเมื่อปี 2560 ทุ่มเม็ดเงินกว่า 2.4 หมื่นล้านบาท เข้าซื้อกิจการแกรนด์รอยัลกรุ๊ป เจ้าของเหล้าแบรนด์ “แกรนด์รอยัล” ผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในเมียนมา
ขณะที่ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานตัวเลขยอดคงค้างเงินลงทุนโดยตรงของไทยในต่างประเทศพบว่า การลงทุนโดยตรงไทยไปเมียนมา ณ ไตรมาสที่ 3/2563 อยู่ที่ 1,555.42 ล้านดอลลาร์ (4.66 หมื่นล้านบาท) ปรับลดลงจากสิ้นปี 2562 ยอดเงินลงทุนอยู่ที่ 4,994.13 ล้านดอลลาร์ (1.49 แสนล้านบาท) ขณะที่ยอดคงค้างการลงทุนไทยในเมียนมาช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เฉลี่ยอยู่ที่ 4,500-5,000 ล้านดอลลาร์ ก่อนปรับลดลงช่วงไตรมาส 2/2563 อยู่ที่ 1,418.80 ล้านดอลลาร์ หลังเกิดการระบาดของโควิด-19
อมตะฯเบรกเมืองอัจฉริยะ
นายวิบูลย์ กรมดิษฐ์ กรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่การตลาด บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เหตุการณ์รัฐประหารและการระบาดของเชื้อโควิด-19 นับว่าเป็นผลกระทบ 2 เด้งกับโครงการพัฒนาเมืองอัจฉริยะอมตะย่างกุ้ง หรือ Yangon Amata Smart & Eco City (YASEC) และยังกังวลว่าตะวันตกทั้งอเมริกากับยุโรป รวมถึงญี่ปุ่นจะมีการบอยคอต ซึ่งนั่นจะส่งผลกระทบต่อนักลงทุนที่เตรียมลงทุนในอมตะย่างกุ้งกว่า 20 ราย ซึ่งทั้งหมดเป็นนักลงทุนต่างชาติ 100% ส่วนใหญ่เป็นญี่ปุ่น
“ถามว่าการลงทุนในเมียนมาเราจะหยุดไหม เราต้องดูสถานการณ์ก่อน เรายังไม่รู้โปรเจ็กต์ ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เพราะเหตุการณ์เพิ่งเกิด ยากที่จะตอบตอนนี้ แต่คิดว่ารัฐบาลของเขาเองคงไม่หยุดโครงการเรา เพราะเราสร้างงานสร้างเงินให้เขา ขณะนี้อมตะฯต้องประเมินสถานการณ์แบบวันต่อวัน แน่นอนว่าการลงทุนในโครงการ YASEC ได้รับผลกระทบต้องชะลอออกไปก่อน ส่วนการจะเดินหน้าต่ออย่างไรต้องอยู่ที่นโยบายของรัฐบาลใหม่ เราก็ยังตอบไม่ได้ว่ารัฐจะมองอย่างไร ซึ่งนั่นก็จะส่งผลต่ออนาคตของอมตะฯเช่นกัน เราห่วงเรื่องการบอยคอต เพราะสิ่งที่เมียนมาจะโดนคือ 1.นโยบายการค้า 2.บริษัทที่จะเข้าไปลงทุนน้อยลง 3.จะไม่ได้รับการสนับสนุนด้านเงินกู้ต่าง ๆ แน่นอน”
นอกจากนี้ อมตะฯยังกังวลความรุนเเรงที่อาจเพิ่มสูงขึ้น หากประชาชนออกมาประท้วงไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงของรัฐใหม่ครั้งนี้
ทั้งนี้ โครงการ YASEC ใช้เวลาเจรจาและศึกษาไม่ต่ำกว่า 5 ปี บนพื้นที่ 5,000 ไร่ เเบ่งเป็นเฟสแรก 500 ไร่ เงินลงทุน 140 ล้านบาท ตั้งเป้าที่จะรับรู้รายได้ภายในปี 2564 ยอดขาย 100-300 ไร่ ซึ่งหากเหตุการณ์ยังไม่คลี่คลายปีนี้คงยากที่จะรับรู้รายได้ และจะกระทบต่ออมตะฯ
ปตท.สผ. ยันผลิตก๊าซปกติ
รายงานข่าวจากบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ระบุว่า จากเหตุการณ์สถานการณ์เมียนมา บริษัท ปตท.สผ.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (ปตท.สผ.อ.) สำนักงานย่างกุ้ง ยืนยันว่ายังคงผลิตก๊าซธรรมชาติจากโครงการซอติก้ารวมถึงโครงการร่วมทุน ได้แก่ ยาดานา และเยตากุน เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงาน และการบริหารงานต่าง ๆ ในภาพรวมได้ตามปกติ โดยบริษัทมีแผนบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP) เพื่อรองรับการบริหารจัดการธุรกิจในภาวะฉุกเฉินต่ออย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ