“ฟิทช์” ชี้ปลดล็อก “บริษัทประกันฯ” ขายหุ้นกู้เสริมทุน กันชนรับมือตลาดผันผวน
“ฟิทช์เรทติ้งส์” ชี้รัฐออกเกณฑ์อนุญาตให้ “บริษัทประกันภัย” ออกตราสารหนี้เพื่อนับเป็นเงินกองทุน(ICB) ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นด้านการเงิน-เสริมความแข็งแกร่งธุรกิจ พร้อมเป็นกันชนรับมือผลกระทบจากความผันผวน

ฟิทช์ เรทติ้งส์ รายงานว่า เชื่อว่าการออกเกณฑ์ที่อนุญาตให้บริษัทประกันภัยในประเทศสามารถออกและเสนอขายตราสารหนี้เพื่อนับเป็นเงินกองทุน (Insurance Capital Bond: ICB) นั้น จะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในด้านการเงินและเสริมความแข็งแกร่งให้กับเงินกองทุน ทั้งนี้เกณฑ์ดังกล่าวจะช่วยให้บริษัทประกันภัยมีช่องทางในการจัดหาเงินทุนที่ดีขึ้นและจะช่วยสนับสนุนกลุ่มธุรกิจและลดความผันผวนของรายได้จากธุรกิจประกันภัย โดยเฉพาะในช่วงที่มีความไม่แน่นอนสูง
เกณฑ์ดังกล่าวได้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ต้นเดือน ม.ค.2564 ซึ่งอนุญาตให้บริษัทประกันภัยในประเทศ สามารถออก ICB ได้ภายหลังการอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย(คปภ.) และ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.)
โดย ICB ถือเป็นตราสารหนี้ด้อยสิทธิ และสามารถนับเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 (Additional Tier 1) หรือชั้นที่ 2 (Tier 2) ได้ ซึ่งจะขึ้นอยู่กับคุณสมบัติความสามารถในรองรับผลขาดทุน (loss absorption features) เช่น เงื่อนไขในการแปลงสภาพเป็นตราสารทุน และความสามารถในการระงับการจ่ายดอกเบี้ย
ที่ผ่านมาบริษัทประกันภัยได้ทำการเพิ่มเงินกองทุนผ่านการออกหุ้นเพิ่มทุน และการเติบโตจากผลการดำเนินงานที่มีกำไร จึงทำให้บริษัทประกันภัยส่วนใหญ่มีระดับความเสี่ยงที่ค่อนไม่สูงนัก จากการมีอัตราส่วนทางการเงินด้านระดับหนี้สินที่ต่ำ อย่างไรก็ตามจากแหล่งเงินทุนที่จำกัดดังกล่าว ส่งผลให้ผู้ประกอบการที่มีฐานะการเงินอ่อนแอ มักจะประสบปัญหาในการจัดการเงินกองทุนในช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำ ภัยพิบัติ และเหตุการณ์สุดวิสัย

ฟิทช์คาดว่า ICB จะช่วยเพิ่มช่องทางการเข้าถึงตลาดทุนด้วยต้นทุนที่ต่ำลง เมื่อเทียบกับการเพิ่มทุนผ่านหุ้นสามัญใหม่ และ ICB ยังจะช่วยเป็นกันชนและรองรับผลกระทบจากความผันผวนของรายได้จากธุรกิจประกันภัยได้ รวมทั้งยังช่วยสนับสนุนให้บริษัทประกันภัยสามารถปฎิบัติตามเกณฑ์การดำรงเงินกองทุนที่มีความเข้มงวดมากขึ้น อย่างไรก็ตามบริษัทประกันจะต้องมีการบริหารจัดการสัดส่วนหนี้สินอย่างเหมาะสมกับลักษณะธุรกิจของตนเอง
นอกจากนี้ ฟิทช์เชื่อว่าการริเริ่มในหลักเกณฑ์ดังกล่าว น่าจะมีผลดีต่อการพัฒนาของตลาดประกันภัยของประเทศไทย โดยทำให้ตลาดมีระดับทัดเทียมกับตลาดของประเทศพัฒนาแล้วในภูมิภาคเอเซียแปซิฟิกมากขึ้น ในแง่ของมาตรฐานการกำกับดูแลและแนวปฏิบัติทางการตลาด โดยที่ผ่านมาผู้ออกตราสารหนี้ในภูมิภาคเอเซียแปซิฟิกนั้น ได้รับประโยชน์จากการออกตราสารหนี้ทั้งในแบบคล้ายทุนและแบบด้อยสิทธิ เพื่อรักษาเสถียรภาพและเสริมความแข็งแกร่งให้กับเงินกองทุน ในเวลาที่ความจำเป็น
ฟิทช์เชื่อว่า บริษัทประกันภัยรายใหญ่โดยรวมมีฐานะเงินกองทุนที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง หรือมีการบริหารจัดการด้านเงินกองทุนที่ดีในช่วงการระบาดโควิด-19 ซึ่งส่งผลให้ผลการดำเนินงานของบริษัทไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เนื่องจากมีเงินกองทุนที่แข็งแกร่ง
อย่างไรก็ตามบริษัทประกันภัยขนาดเล็กบางราย มีระดับเงินกองทุนที่ต้องดำรงไว้ตามกฎหมาย (Risk-based capital ratio) ต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญ และใกล้กับเกณฑ์ขั้นต่ำที่ คปภ. กำหนดไว้ที่ 120% เนื่องจากมีสัดส่วนของผลิตภัณฑ์ที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ยในระดับสูง และยังได้รับผลกระทบจากความผันผวนของตลาดทุน