ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าหลังเฟดใช้นโยบายผ่อนคลาย โควิดในปท. กดดันบาทอ่อน
ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าหลังเฟดยังใช้นโยบายผ่อนคลาย ขณะที่โควิดในประเทศกดดันบาทอ่อน สวนทางตลาด ขณะที่เงินบาททิศทางยังอ่อนค่า ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 31.42/44 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวของตลาดปริวรรตเงินตราระหว่างวันที่ 5-9 มีนาคม 2564 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันจันทร์ (5/3) ที่ 31.30/32 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวอ่อนค่าจากระดับปิดตลาดในวันศุกร์ (2/4) ที่ระดับ 30.26/28 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
ในช่วงต้นสัปดาห์ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐปรับตัวแข็งค่าขึ้นหลังจากการเปิดเผยข้อมูลบ่งชี้ว่า การจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐ พุ่งขึ้น 916,000 ตำแหน่งในเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2563 จากที่คาดไว้ว่า จะเพิ่มขึ้น 647,000 ตำแหน่ง
ส่วนอัตราการว่างงานสหรัฐลดลงสู่ระดับ 6.0% ในเดือนมีนาคม จาก 6.2% ในเดือนกุมภาพันธ์ ท่ามกลางการซื้อขายที่เบาบาง เนื่องจากตลาดเงินและตลาดหุ้นหลายประเทศได้ปิดทำการในวัน Good Friday
โดยในช่วงปลายสัปดาห์สหรัฐ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐได้ปรับตัวอ่อนค่าเปรียบเทียบกับค่าเงินสกุลหลัก สอดคล้องกับการปรับตัวลงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ หลังรายงานการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้ส่งสัญญาณว่าเฟดจะยังคงตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับต่ำต่อไป
โดยในรายงานการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประจำเดือนมีนาคม ระบุว่าเฟดอาจจะต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งก่อนที่จะเริ่มปรับลดวงเงินซื้อสินทรัพย์ ขณะเดียวกันเฟดได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการสื่อสารที่ชัดเจนก่อนที่จะดำเนินการปรับลดวงเงินในโครงการซื้อสินทรัพย์
พร้อมกันนี้ ยังระบุด้วยว่า กรรมการเฟดมีความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงที่เกิดจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 พร้อมกับย้ำว่า เฟดจะเดินหน้าใช้นโยบายผ่อนคลายการเงินต่อไปจนกว่าจะมั่นใจว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวอย่างยั่งยืน
ประกอบกับทางด้านนายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟด กล่าวผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ในการประชุมกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ในวันพฤหัสบดี (8/4) ที่ผ่านมาว่า ราคาสินค้าอุปโภค, บริโภคจะปรับตัวสูงขึ้นในปีนี้ ซึ่งมีสาเหตุจากการใช้จ่ายที่พุ่งขึ้นของสหรัฐ ขณะเปิดเศรษฐกิจครั้งใหม่หลังการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 แต่อุปทานจะคงอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งคาดว่าราคาที่ดีดตัวขึ้นนั้นจะไม่ทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อรุนแรง และได้คาดว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวจะเกิดขึ้นเพียงชั่วคราวเท่านั้น
ทั้งนี้ นักลงทุนมองว่า การแสดงความเห็นของนายพาวเวลเป็นการส่งสัญญาณว่าเฟดจะตรึงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำต่อไปอีกระยะหนึ่ง อีกทั้งไอเอ็มเอฟปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจว่าจะขยายตัว 6% ในปีนี้ เพิ่มขึ้นจากที่เคยคาดการณ์เอาไว้เมื่อเดือนมกราคมว่าจะขยายตัว 5.5% ส่งผลให้เกิดแรงเข้าซื้อในสินทรัพย์เสี่ยงเพิ่มเติม
สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐที่มีการเปิดเผยนั้น สถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) เปิดเผยว่า ดัชนีภาคบริการของสหรัฐพุ่งขึ้นสู่ระดับ 63.7 ในเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์, ด้านไอเอชเอส มาร์กิต เผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการขั้นสุดท้ายของสหรัฐ ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 60.4 ในเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2557
สำนักงานสถิติของกระทรวงแรงงานสหรัฐเผยผลสำรวจการเปิดรับสมัครงานและอัตราการหมุนเวียนของแรงงาน (JOLTS) พบว่า ตัวเลขการเปิดรับสมัครงาน เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 7.4 ล้านตำแหน่งในเดือนกุมภาพันธ์ สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ระดับ 6.91 ล้านตำแหน่ง
และกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกพุ่งขึ้นสู่ระดับ 744,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว สูงกว่าที่คาดการณ์ที่ระดับ 694,000 ราย นอกจากนี้กระทรวงแรงงานสหรัฐยังได้ปรับเพิ่มตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกในสัปดาห์ก่อนหน้านี้ สู่ระดับ 728,000 ราย จากเดิมรายงานที่ระดับ 719,000 ราย
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทยังคงทิศทางอ่อนค่าต่อเนื่องตามการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในประเทศไทย หลังจากที่มีแนวโน้มผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อ 9 เมษายน 2564 พบจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ทั้งหมดเพิ่มขึ้น 559 ราย ติดเชื้อในประเทศ 549 ราย
แบ่งเป็นผู้ติดเชื้อรายใหม่จากระบบเฝ้าระวังและระบบบริการ 401 ราย การค้นหาเชิงรุกในชุมชน 148 ราย และติดเชื้อจากต่างประเทศ 10 ราย
ทั้งนี้ ยอดผู้ป่วยสะสม 26,632 ราย แบ่งเป็นผู้ป่วยรายใหม่ 8,381 ราย การค้นหาเชิงรุกในชุมชน 16,838 ราย เดินทางมาจากต่างประเทศ 1,413 ราย ไม่พบผู้เสียชีวิต ยอดสะสม 36 ราย
อย่างไรก็ดี ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) มีมติให้คงระดับพื้นที่สถานการณ์ตามเดิม ทำให้ขณะนี้ยังไม่มีพื้นที่ควบคุมสูงสุด หรือพื้นที่สีแดง พร้อมมอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นผู้กำหนดมาตรการที่เหมาะสมในการเฝ้าระวังการแพร่ระบาดโควิด-19
ทั้งนี้ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 31.26-31.50 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนปิดตลาดในวันศุกร์ (9/3) ที่ระดับ 31.42/44 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร ค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้าวันจันทร์ (5/4) ที่ระดับ 1.1765/69 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (2/4) ที่ระดับ 1.1780/83 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ในช่วงต้นสัปดาห์ค่าเงินยูโรอ่อนค่าลงตามการแข็งค่าของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ
อย่างไรก็ตามในช่วงท้ายสัปดาห์ค่าเงินยูโรได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ โดยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการบริการของเยอรมนีพุ่งขึ้นสู่ระดับ 51.5 ในเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 3 ปี โดยเพิ่มขึ้นจากระดับ 45.7 ในเดือนกุมภาพันธ์
นอกจากนี้ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิตและบริการของยูโรโซนซึ่งเป็นตัวชี้วัดภาวะเศรษฐกิจที่น่าเชื่อถือนั้น ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 53.2 ในเดือนมีนาคม จากระดับ 48.8 ในเดือนกุมภาพันธ์ และสูงกว่าคาดการณ์เบื้องต้นที่ระดับ 52.5 และการอ่อนค่าของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ หลังเปิดเผยตัวเลขผู้ขอสวัสดิการว่างงานที่ระดับ 744,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว สูงกว่าที่คาดการณ์ที่ระดับ 694,000 ราย
ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวในกรอบ 1,1753-1.1926 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (9/3) ที่ระดับ 1.1890/92 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน ค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันจันทร์ (5/4) ที่ระดับ 110.56/58 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (2/4) ที่ระดับ 110.47/49 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินเยนยังคงเคลื่อนตัวอยู่ในกรอบบริเวณกรอบบนของ 110 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
ในช่วงต้นสัปดาห์ค่าเงินสกุลเยนอ่อนค่าจากการแข็งค่าของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ หลังตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่ออกมาดีกว่าที่คาด ในขณะที่ช่วงท้ายสัปดาห์ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวในทิศทางแข็งค่าอย่างต่อเนื่องตามการอ่อนค่าของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ หลังนักลงทุนเพิ่มการถือครองสกุลเงินเยนในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย หลังรัฐบาลญี่ปุ่นเตรียมขยายมาตรการฉุกเฉินและล็อกดาวน์กรุงโตเกียวหลังพบเชื้อไวรัสโควิด-19 กลายพันธุ์ในการระบาดรอบใหม่ ถึงแม้ว่าตัวเลขเศรษฐกิจของญี่ปุ่นจะปรับตัวดีกว่าที่ระดับคาดการณ์
โดยในวันพฤหัสบดี (8/4) รายงานดัชนีความเชื่อมั่นของครัวเรือนญี่ปุ่นในเดือนมีนาคมมีความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้น 36.1 จุด เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่รายงาน 33.9 จุด ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 109.00-110.74 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (9/3) ที่ระดับ 1099.52/54 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ