กู้ 7 แสนล้านต้องโปร่งใส-คุ้มค่า
บทบรรณาธิการ
การพิจารณาให้ความเห็นชอบออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดระลอกใหม่ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. ….วงเงิน 700,000 ล้านบาท ที่ถูกเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เป็นวาระลับ เมื่อ 18 พ.ค. 2564 นำมาซึ่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง
แม้รู้ว่าจำเป็นที่รัฐบาลต้องมีเงินสำรองไว้ใช้จ่ายในสถานการณ์ที่กำลังวิกฤต ทั้งด้านสาธารณสุข การช่วยเหลือเยียวยา การฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ถูกกระทบจากโควิด-19 เพราะไม่สามารถคาดเดาได้ว่า หลังเกิดการระบาดระลอก 3 จะมีระลอก 4 ระลอก 5 ตามมาอีกหรือไม่ เพียงแต่หลายฝ่ายค่อนข้างคลางแคลงใจที่รัฐบาลมุบมิบก่อหนี้ก่อนใหญ่ โดยไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลเท่าที่ควรจะเป็น
แถมก่อนหน้านี้ไม่ถึงเดือน รัฐบาลกับกระทรวงการคลังย้ำหนักแน่นว่า ไม่มีความจำเป็น และไม่มีนโยบายจะกู้เงินเพิ่ม เพราะยังมีเงินเหลือจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท นอกจากนี้ ต้องระมัดระวังไม่ให้สัดส่วนหนี้สาธารณะ ซึ่ง ณ สิ้นปีงบประมาณนี้น่าจะอยู่ที่ 57-58% ของจีดีพี พุ่งขึ้นเกินกรอบวินัยการเงินการคลังที่ 60% ของจีดีพี ยกเว้นกรณีจำเป็นอย่างยิ่งยวด
ขณะเดียวกัน การใช้จ่ายวงเงินกู้ 1 ล้านล้านบาทที่ผ่านมา ถูกตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพประสิทธิผล โดยเฉพาะโครงการภายใต้แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม 4 แสนล้านบาท ถูกมองว่าหลายโครงการมีเป้าหมายทางการเมืองมากกว่าสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนท้องถิ่นตามวัตถุประสงค์ในการก่อหนี้
ขณะที่กรอบวงเงิน 6 แสนล้านบาท ที่ใช้เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบก็ถูกท้วงติงว่า หว่านเงินแบบเหวี่ยงแห แทนที่จะโฟกัสกลุ่มคนที่ได้รับความเดือดร้อนจริง
จึงน่าห่วงว่าเงินกู้ก้อนใหม่ 7 แสนล้านบาท ที่กำหนดกรอบการใช้จ่ายไม่ต่างจากงบฯเงินกู้ 1 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นการช่วยเหลือเยียวยา ชดเชยผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด 4 แสนล้านบาท ใช้ฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม 2.7 แสนล้านบาท และด้านสาธารณสุข 3 หมื่นล้านบาท จะถูกนำไปใช้คุ้มค่าแค่ไหน ตอบโจทย์การแก้วิกฤตได้มากน้อยเพียงใด เพราะทุกบาททุกสตางค์ที่รัฐกู้เป็นหนี้ที่คนไทยทั้งประเทศต้องแบกภาระไปถึงรุ่นลูกหลาน
ก่อนออก พ.ร.ก.กู้ฉบับใหม่ ก่อหนี้สาธารณะเพิ่มจากหนี้เก่าที่หนักหนาสาหัสอยู่แล้ว จึงต้องดำเนินการอย่างเปิดเผย โปร่งใส ชี้แจงทำความเข้าใจให้ทุกภาคส่วนได้รับรู้ถึงเจตนาและความจำเป็นที่รัฐบาลในฐานะผู้บริหารประเทศต้องเร่งตัดสินใจ ที่สำคัญ ต้องเปิดกว้างให้ภาคประชาชน สาธารณชน มีส่วนร่วมตรวจสอบ ถ่วงดุล ป้องกันการทุจริตรั่วไหล จะได้ไม่มีข้อสงสัย เกิดความคลางแคลงใจเหมือนที่เป็นอยู่ขณะนี้