เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
อสังหาฯซบเซาเขย่า ‘แลนด์ลอร์ด’ ที่ดินขายไม่ออก ตัดใจหั่นราคา 50%
Real Estate อสังหาฯซบเซาเขย่า ‘แลนด์ลอร์ด’ ที่ดินขายไม่ออก ตัดใจหั่นราคา 50%
2 ปี มงคล ประธานวุฒิสภา ฝ่าคดีฮั้ว สว. ‘ไม่มีอะไรง่าย แต่ผ่านได้ทุกที’
Politics 2 ปี มงคล ประธานวุฒิสภา ฝ่าคดีฮั้ว สว. ‘ไม่มีอะไรง่าย แต่ผ่านได้ทุกที’
‘ชัชชาติ’ วิ่งจากทองหล่อ ลุยตรวจถนนทรุดวงเวียนใหญ่ สั่งรื้อสะพานลอยลดแรงกดทับ อัดซีเมนต์อุ้มชั้นดิน สกัดเสี่ยง
News ‘ชัชชาติ’ วิ่งจากทองหล่อ ลุยตรวจถนนทรุดวงเวียนใหญ่ สั่งรื้อสะพานลอยลดแรงกดทับ อัดซีเมนต์อุ้มชั้นดิน สกัดเสี่ยง
เทียบฟอร์ม Thaimart เปิดเกมชิงเค้กอีคอมเมิร์ซ
Tech เทียบฟอร์ม Thaimart เปิดเกมชิงเค้กอีคอมเมิร์ซ
ราคาทองวันนี้ (11 ก.ค. 69) ดีดขึ้น 200 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 65,800 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (11 ก.ค. 69) ดีดขึ้น 200 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 65,800 บาท
ก.ล.ต.เช็กยิบ ‘สุภาพร’ ยื่นทิพย์…ขบวนการสร้างราคา ?
Finance ก.ล.ต.เช็กยิบ ‘สุภาพร’ ยื่นทิพย์…ขบวนการสร้างราคา ?
อัดโปรแรงระบายคอนโดฯ ล้น 2 แสนยูนิต
Real Estate อัดโปรแรงระบายคอนโดฯ ล้น 2 แสนยูนิต
จับตาใช้เงินกู้ 4 แสนล้าน
Columns จับตาใช้เงินกู้ 4 แสนล้าน
‘ษัษฐรัมย์’ ปลุกคนทำงาน ลงทะเบียนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ย้ำ “ไม่เอาของชำร่วย เราจะเอาสวัสดิการ”
Politics ‘ษัษฐรัมย์’ ปลุกคนทำงาน ลงทะเบียนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ย้ำ “ไม่เอาของชำร่วย เราจะเอาสวัสดิการ”
รัฐมนตรีโลกลืม ข้าราชการโควตากลาง
สามัญสำนึก รัฐมนตรีโลกลืม ข้าราชการโควตากลาง
ดูทั้งหมด

ปรับพอร์ตรับนโยบาย Fed

08 ก.ค. 2564 | 08:12น.
คอลัมน์ลงทุนทั่วโลก

ถิรัจฉรีย์ นวกิจไพฑูรย์
บลจ.วรรณ

แนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐที่ฟื้นตัวอย่างโดดเด่น พร้อมกับอัตราเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้น เป็นปัจจัยที่ทำให้นักลงทุนต่างกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จะดำเนินนโยบายทางการเงินที่เข้มงวดขึ้นเพื่อชะลอความร้อนแรงของเศรษฐกิจ และเป็นปัจจัยที่สร้างความผันผวนให้กับตลาดทุนเป็นระยะ ๆ ในช่วงที่ผ่านมา โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากความคืบหน้าของการเร่งฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 ซึ่งครอบคลุมไปแล้วกว่า 45% ของประชากรทั้งหมด การทยอยเปิดเมือง รวมถึงการอัดฉีดมาตรการการคลังขนาดใหญ่อย่างต่อเนื่อง

จากผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) รอบเดือน มิ.ย. ที่นักลงทุนทั่วโลกต่างจับตาออกมามีมติเป็นเอกฉันท์ว่า Fed ยังคงดำเนินนโยบายทางการเงินแบบผ่อนคลายเช่นเดิม โดยคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0-0.25% และยังคงมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) เดือนละ 1.2 แสนล้านดอลลาร์ต่อไป ซึ่งเป็นไปตามที่นักลงทุนส่วนใหญ่คาด

ในระยะสั้น ตลาดบางส่วนเริ่มคลายความกังวลจากการเร่งตัวของอัตราเงินเฟ้อ โดยมองเป็นปัจจัยชั่วคราวจากฐานที่ต่ำเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันจากปีก่อน และมีผลมาจากความต้องการที่อัดอั้นและความตึงตัวด้านอุปทาน โดยเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นจะค่อย ๆ มีผลลดลงและทยอยเข้าสู่ภาวะปกติจากฐานที่สูงขึ้นในระยะข้างหน้า เมื่อดูพัฒนาการของตลาดแรงงานประกอบ พบว่าอัตราการจ้างงานโดยรวมยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าช่วงก่อนโควิด-19 ค่อนข้างมากที่ประมาณ 7.6 ล้านตำแหน่ง

ทั้งนี้ เรามองว่าตลาดแรงงานมีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้นต่อเนื่อง และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโดยรวมจะมีความชัดเจนมากขึ้น ดังนั้น จึงต้องติดตามความคืบหน้าของตัวเลขเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด หากการเปิดเมืองเป็นไปอย่างต่อเนื่อง มีความเป็นไปได้ที่ตลาดแรงงานจะกลับสู่ปกติเร็วกว่าที่คาดไว้ และอาจส่งผลให้ Fed เริ่มพูดคุยเรื่องการลดการอัดฉีดเงินเข้าระบบ (QE tapering) ในการประชุมในครั้งถัด ๆ ไป โดยเฉพาะการประชุม Jackson Hole Symposium ที่จะจัดขึ้นในช่วงปลายเดือน ส.ค. ก่อนที่จะมีการประชุมของ FOMC ในวันที่ 21-22 ก.ย.นี้ โดยเราคาดว่า Fed จะเริ่มส่งสัญญาณในการทำ QE tapering ช่วงปลายปีนี้ ก่อนจะเริ่มทยอยลดสัดส่วนการเข้าซื้อสินทรัพย์ในปี 2022 เป็นต้นไป

แม้การประชุมในครั้งนี้ Fed เริ่มส่งสัญญาณที่ Hawkish หรือมีแนวโน้มการดำเนินนโยบายแบบตึงตัวมากขึ้น จากมุมมองของคณะกรรมการที่มีต่อแนวโน้มอัตราดอกเบี้ย (dot plot) ที่ชี้ว่าควรจะปรับดอกเบี้ยขึ้น 2 ครั้งในปี 2023 ซึ่งเร็วกว่าเดิมจากที่เคยส่งสัญญาณว่าจะคงดอกเบี้ยไว้จนกว่าจะปี 2024 สะท้อนมุมมองการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐ ที่ดีกว่าคาด แต่ก็สามารถตีความได้ว่า ในภาพรวมนโยบายการเงินยังอยู่ในโซนที่ค่อนข้างผ่อนคลาย โดยอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะยังคงอยู่ในระดับต่ำที่ 0-0.25% ในปี 2022

แนวโน้มการทำ QE tapering ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ (bond yield) 10 ปีมีทิศทางเป็นขาขึ้น (ราคาลดลง) ในระยะข้างหน้า ในทางกลับกันการที่ตลาดการเงินเริ่มมองว่าอัตราเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นไม่มาก ความคาดหวังอัตราเงินเฟ้อ (breakeven inflation) จึงเพิ่มด้วยอัตราที่น้อยกว่า bond yield เป็นผลให้อัตราผลตอบแทนที่แท้จริง (real yield) กลับมาเพิ่มขึ้น เป็นปัจจัยที่อาจกดดันทองคำในระยะข้างหน้า ด้วยปริมาณเงินที่ยังคงมากในระบบ คาดว่าการทำ QE tapering และการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่จะตามมานั้น จะไม่กระทบกระเทือนต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แต่ยังเป็นปัจจัยกดดันตลาดหุ้นในระยะสั้น ๆ เนื่องจากเป็นการเพิ่มต้นทุนทางการเงินซึ่งส่งผลให้มูลค่าหุ้นลดลง

ทั้งนี้ หากมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย อาจทำให้เกิดแรงเทขายหุ้นในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ โดยกระแสเงินทุนมีแนวโน้มที่จะไหลกลับไปที่สหรัฐ และทำให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นโดยเปรียบเทียบซึ่งเป็นปัจจัยลบต่อประเทศที่มีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดกับสหรัฐสูงอย่างกลุ่ม LATAM ขณะที่หุ้นจีนและเวียดนามมีแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบน้อยกว่า จากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดกับสหรัฐในปัจจุบัน และมีกำลังการอุปโภคบริโภคในประเทศที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง

มองไปข้างหน้า เรามองว่าตลาดหุ้นยังเป็นขาขึ้นรอบใหญ่ แต่จะมีความผันผวนเข้ามามากขึ้น จากข้อมูลสถิติในอดีตพบว่า การหยุดทำ QE ทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวลงอยู่ในกรอบประมาณลบ 7-20% โดยจะใช้เวลาเพียง 2-5 เดือนในการฟื้นตัว ประกอบกับแนวโน้มนโยบายการเงินที่เปลี่ยนแปลงมาจากเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งขึ้น

ดังนั้น เรายังแนะนำให้มีลงทุน (stay invested) และยังคงเน้นให้มีการกระจายการลงทุนที่เพียงพอ ความเคลื่อนไหวด้านนโยบายการเงินน่าจะส่งผลให้นักลงทุนหันไปให้น้ำหนักต่อผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนมากกว่าปัจจัยเชิงมหภาค ทำให้หุ้นกลุ่มเติบโต (growth stocks) กลับมีความน่าสนใจเพิ่มขึ้น จากอัตราการเติบโตในแง่ของรายได้และกำไรที่อยู่ในระดับสูง

นักลงทุนจึงควรให้ความสำคัญกับการเลือกลงทุนในบริษัทที่มีศักยภาพในการแข่งขัน และสามารถเติบโตสอดคล้องไปกับโลกอนาคต เพราะบริษัทที่มีพื้นฐานการเติบโตที่แข็งแกร่งจะทนทานต่อช่วงเปลี่ยนผ่านของนโยบายการเงิน รวมถึงความผันผวนในระยะสั้นได้ดีกว่ากลุ่มที่อ่อนไหวต่อภาวะเศรษฐกิจที่แนวโน้มของรายได้กำไรเริ่มอิ่มตัวในระยะข้างหน้า

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)