เปิดเกมลับ “เพื่อไทย” ผ่องถ่ายพรรคสำรองสู้คดียุบพรรค
มีไม่กี่พรรคที่มีข่าวว่าตกเป็น “เป้าหมาย” ของการ “ยุบพรรคการเมือง”
หนึ่งคือ พรรคเพื่อไทย สองคือพรรคก้าวไกล
การยุบพรรคการเมือง มิไม่ใช่เรื่องปกติในการเมือง แต่ที่เกิดขึ้น “ปกติ” ในวงล้อการเมืองไทยรอบสิบปีให้หลัง
ถูกยกให้เป็น “นิติสงคราม” ที่ผู้มีอำนาจใช้องค์กรอิสระทำลายคู่ต่อสู้ทางการเมือง
แต่แล้วหลังมีประสบการณ์จากการยุบพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ทำให้พรรคเครือข่ายทักษิณ แพ้เกมแตกแบงก์พันเป็นแบงก์ร้อย พลาดเป้า ส.ส.เป็นจำนวนมากในการเลือกตั้งทั่วไป 24 มีนาคม 2562 ผลักให้พรรคเพื่อไทยตกเป็นฝ่ายค้าน ทั้งที่ได้ ส.ส.มากที่สุด 131 คน
ทว่า การเลือกตั้งเที่ยวหน้า แม้พรรคเพื่อไทยยังตกเป็นเป้าหมายของการถูก “ยุบพรรค” แต่ก็ไม่อาจปล่อยให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย
เก็บบทเรียน ที่พรรคทักษิณผ่านการยุบพรรคมาแล้ว 3 รอบ จาก 3 พรรคการเมือง ทั้งไทยรักไทย พลังประชาชน และ ทษช. มาตัวตั้ง
แล้วเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ด้วยการจดทะเบียนตั้งพรรคการเมืองไว้สำรองการเกิดอุบัติเหตุ
ต้องไม่ลืมว่า ก่อนการเลือกตั้งปี 2562 ในเกมแตกแบงก์พันเป็นแบงก์ร้อย เคยมีอีกหนึ่งพรรคที่มีสถานะเป็นพรรคการเมืองแล้ว แต่ถูก “แช่แข็ง” เก็บไว้ในเซฟ หลังการเกิดขึ้นของพรรค ทษช.
ดังนั้น หากเกิดเหตุที่ทำให้พรรคเพื่อไทยต้องตกอยู่ในจุดเสี่ยงยุบพรรค จะมีการสับสวิตช์ไปอยู่พรรคใหม่ทันที ไม่รอให้เกิดการยุบพรรคขึ้นก่อน
ท่ามกลางข่าวลือ-ข่าวปล่อยบนกระดานการเมืองเรื่องการยุบพรรคแหล่งข่าวระดับ “แกนนำ” พรรคเพื่อไทย สรุปบทเรียนว่า
“เราเคยมีบทเรียนจากการยุบพรรค ทษช. ตอนนั้นศาลรัฐธรรมนูญใช้เวลา 3-4 สัปดาห์ ก็สั่งยุบพรรค โดยไม่มีการไต่สวนพยาน เราเชื่อว่า จะไม่มีเหตุการณ์ที่ไม่มีการไต่สวนพยานเกิดขึ้นอีก”
“เพราะทุกครั้งที่มีการยุบพรรค จะต้องมีการไต่สวนพยาน ดังนั้น ถ้าในอนาคตมีการไต่สวนพยานคนสุดท้ายเมื่อไหร่ เริ่มเข้าเค้าจะยุบพรรค เราจะย้ายทั้งหมดไปอยู่พรรคใหม่ที่เตรียมไว้แล้วทันที”
“แม้ว่าการตัดสินยุบพรรคจะเกิดขึ้นหลังจากมีพระราชกฤษฎีกากำหนดวันเลือกตั้งแล้วก็ตาม แต่รัฐธรรมนูญกำหนดให้ย้ายพรรคได้ภายใน 30 วัน เป็นกติกาหลังการยุบสภา พรรคเพื่อไทยจึงไม่กลัวการถูกยุบพรรค เตรียมพร้อมไว้แล้ว” แหล่งข่าวกล่าว
ย้อนไปเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2564 “ทักษิณ” กองเชียร์เพื่อไทย ระดับตัวพ่อ โพสต์เฟซบุ๊กถึงข่าวลือเรื่องยุบพรรคเพื่อไทย-ก้าวไกล พูดถึงการพัวพันครอบงำพรรคการเมือง
“ขณะนี้ก็มีคนปล่อยข่าวว่า พรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกล จะถูกยุบ โดยอ้างว่าผมไปสนับสนุนขบวนการล้มเจ้าบ้าง ไปอ้างว่ามีเงินไหลมาจากต่างประเทศมาสู่ขบวนการล้มเจ้าบ้าง สรุปแล้วก็จะพาดพิงผมเป็นคนทำ ผมเลยต้องขออนุญาตออกมาเล่าให้พี่น้องฟังว่า ถ้าใครมีหลักฐานว่ามีโอนเงินมาจากผม”
“โดยเฉพาะอย่างยิ่งโอนเงินเข้าสู่ขบวนการล้มเจ้า ผมจะให้รางวัลอย่างงาม เพราะไม่มีทางมี และผมไม่เคยโอนเงินมาไม่ว่าเรื่องใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น ลำพังทำมาหากินและไว้ใช้ในต่างประเทศก็หนักหนาอยู่แล้ว คงไม่คิดจะโอนเงินมาทำอะไร”
เรื่องราวของ “ทักษิณ” ยังถูกนำไปโยงกับเรื่องยุบพรรคเพื่อไทยอีกหลายกรณี ดังนี้ คลิปวิดีโอคอลข้ามประเทศของ “ทักษิณ” คุยหยอกล้อกับกลุ่ม ส.ส.อุบลราชธานี ของ “เกรียง กัลป์ตินันท์” รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ที่ยกขบวนไปฉลองวันเกิดหัวหน้ากลุ่ม ที่บ้าน “เฮียเพ้ง” พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล เหตุเกิดเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2564
ปัญหาอยู่ที่ท้ายคลิป เมื่อ “ทักษิณ” กล่าวว่า “ผมมีหลายแนวทาง รับรองว่าแต่ละแนวทางเนี่ย ส.ส.ที่คิดจะออก รับตังค์เขามาแล้ว ต้องเอาตังค์ไปคืน เที่ยวนี้ต้องชนะแลนด์สไลด์ เพราะว่าชนะธรรมดามันไม่ให้เป็นรัฐบาลหรอก ถ้าแลนด์สไลด์มันไม่กล้าเป็นรัฐบาล ต้องเอาแลนด์สไลด์ชนิดที่ไม่กล้าเป็นรัฐบาล”
เปิดช่องให้ “สนธิญา สวัสดี” ที่ปรึกษากรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร เข้ายื่นหนังสือต่อ กกต.เพื่อยุบพรรคเพื่อไทย
ก่อนหน้านี้ มีประเด็นที่ “ทักษิณ” ทั้งทวีตข้อความผ่านทวิตเตอร์-อัดคลิป เป็นโปรโมเตอร์สนับสนุนผู้สมัครพรรคเพื่อไทยในศึกเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เมื่อปลายปี 2563
คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตั้งประเด็นสอบสวนว่า “ทักษิณ” ที่ไม่ได้เป็นแม้แต่ “สมาชิกพรรค” ครอบงำพรรคเพื่อไทยหรือไม่ และยังมี ศรีสุวรรณ จรรยาเลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ไปยื่นร้องกับ กกต.ด้วยอีกแรง
อีกเรื่องหนึ่งที่มิใช่เรื่องครอบงำพรรค “สนธิญา” เจ้าเก่า ยื่นร้องต่อ กกต. เพื่อพิจารณายุบพรรคเพื่อไทย กรณีที่นายไชยอมร แก้ววิบูลย์พันธ์ หรือแอมมี่ บอตทอมบลูส์ โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก ว่าพรรคเพื่อไทยสนับสนุนการเงินในการเคลื่อนไหวชุมนุมทางการเมือง 23 กันยายน 2564
ซึ่งเรื่องนี้น่าวิตกคูณสอง เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการชุมนุมของแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม
ที่ตัดสินคำร้องของ “ณฐพร โตประยูร” ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย การปราศรัยของ ภานุพงศ์ จาดนอก อานนท์ นำภา และ ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล ปราศรัยบนเวที “ธรรมศาสตร์จะไม่ทน”
เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2563 เป็นที่อุบัติขึ้นของข้อเรียกร้อง 10 ข้อเกี่ยวกับการปฏิรูปสถาบัน เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ซึ่งการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ที่พัฒนามาเป็นคณะราษฎร มีหลายครั้ง หลายวาระ ที่พรรคเพื่อไทยส่งตัวแทนพรรค-ส.ส.เข้าร่วมสังเกตการณ์ พ่วงกับรับเรื่องร้องเรียนในม็อบ
ด้วยเหตุดังกล่าว พรรคเพื่อไทยจึงเตรียมแผนซ้อนแผน ป้องกันการถูกยุบพรรคทุกกรณี