หุ้นไทยผันผวน กลุ่มบิ๊กแคป “พลังงาน-แบงก์” ช่วยประคองตลาด
บล.ฟิลลิป ประเมินตลาดหุ้นไทยแกว่งตัวผันผวนในกรอบแคบ ระหว่าง 1,695-1,710 จุด รัสเซีย-ยูเครน ยังมีภาพความไม่แน่นอน น้ำมันดิบบวกขึ้น-แรงซื้อนักลงทุนต่างชาติต่อเนื่อง-ทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้น หุ้น Big Cap กลุ่ม”พลังงาน-ธนาคาร” ช่วยประคองตลาด
วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2565 บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) รายงานแนวโน้มตลาดหุ้นไทยวันนี้ว่า ดัชนี SET Index เช้านี้ผันผวนในกรอบแคบระหว่าง 1,695-1,710 จุด หลังดัชนีกลับมายืนปิดเหนือ 1,700 จุด ได้อีกครั้ง เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ขณะที่ประเด็นรัสเซีย-ยูเครน ยังมีภาพความไม่แน่นอน โดยแม้จะมีการถอนทหารบางส่วนออกจากพรมแดนยูเครน ตามที่กระทรวงกลาโหมของรัสเซียกล่าวอ้าง หากแต่การให้สัมภาษณ์ของประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูครน กลับพบว่าสวนทางกัน
อย่างไรก็ดี ทิศทางราคาน้ำมันดิบที่คาดมีโอกาสกลับมาปรับตัวบวกขึ้นหลังวันก่อนหน้าปรับลงแรง และแรงซื้อจากนักลงทุนต่างชาติที่ยังมีเข้ามาต่อเนื่อง รวมถึงทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นจะยังช่วยประคองตลาดด้วยหุ้น Big Cap ในกลุ่มพลังงานและธนาคาร
กลยุทธ์การลงทุน เก็งกำไรระยะสั้นในหุ้นที่คาดงบไตรมาส 4/64 ออกมาดี และได้ผลบวกจากมาตรการภาครัฐ (HMPRO) รวมถึงหุ้นกลุ่มเปิดเมือง-ท่องเที่ยว (AOT) หลังทยอยกลับมาเปิดรับนักท่องเที่ยวภายใต้โครงการ Test&Go และการต่อยอดโครงการ Travel Bubble ระหว่างไทย-อินเดีย ขณะที่ถัดไปคาดมีโอกาสเปิดรับนักท่องเที่ยวที่ฉีดวัคซีนครบแบบไม่กักตัว
ด้านตลาดคลายกังวลลงเล็กน้อย หลังธนาคารกลางสหรัฐ( Fed ) ไม่ได้มีการส่งสัญญาณ Hawkish ที่มากกว่าที่ตลาดรับรู้ไปแล้วจากรายงานการประชุมนโยบายการเงินของ Fed วันที่ 25-26 มกราคม 65 ที่ผ่านมา และมีการระบุถึงความพร้อมที่ Fed จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยและลดขนาดงบดุลในเร็วๆ นี้
ขณะที่คณะกรรมการเฟดส่วนใหญ่กล่าวว่าการดำเนินนโบายทางการเงินที่เข้มงวดมีโอกาสเกิดเร็วกว่าที่คาด หากเงินเฟ้อไม่ได้ลดลงตามที่ตั้งเป้าไว้
ส่วนที่รัฐบาลคลอดมาตรการจูงใจภาษีซื้อรถ EV โดยที่ประชุม ครม. ได้มีมติเมื่อวันอังคารเห็นชอบแพคเกจยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อกระตุ้นการใช้รถยนต์แบตเตอรี่ไฟฟ้า 3 ประเภท ได้แก่ รถยนต์, รถกระบะ และรถจักรยานยนต์
โดยครอบคลุมมาตรการภาษีที่มีทั้งการลดภาษีศุลกากรขาเข้า และลดภาษีสรรพสามิต รวมถึงมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี ได้แก่ การให้เงินอุดหนุน
ทั้งนี้ประเมินว่าแม้จะมีแรงจูงใจให้เกิดการใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น หากแต่เป้าหมายระยะยาวที่มองกลับเป็นการปกป้องอุตสาหกรรมยานยนต์ สะท้อนจากเงื่อนไขสำหรับผู้ประกอบการค่ายรถยนต์ที่จะเข้าร่วมมาตรการนี้จะต้องทำการผลิตชดเชยจำนวนรถที่นำเข้ามาจำหน่ายจากต่างประเทศระหว่างปี 65-66 ภายในปี 67-68
ดังนั้นหุ้นที่คาดจะได้ประโยชน์ช่วง 2 ปีแรกจะเป็นกลุ่ม FIN ผู้ให้สินเชื่อรถยนต์, ผู้ผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์ EV Charger (TTB, KKP, DELTA, EA, FORTH) รองลงมา ได้แก่ กลุ่มผู้ให้บริการพื้นที่ในการติดตั้งสถานีชาร์จพลังงานได้แก่ สถานีบริการน้ำมัน (BCP, OR, PTT,PTG) ห้างสรรพสินค้าหรือร้านสะดวกซื้อ (CPALL, CPN) หลังจากนั้นจึงจะเป็นกลุ่มที่คาดได้ประโยชน์จากการขยายพื้นที่โรงงานและระบบสาธารณูปโภคและกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์