ซีพีส่งออกไก่ไปประเทศซาอุดิอาระเบีย
CPF ทุ่ม 25,000 ล้าน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต-ลดต้นทุน ดันยอดขายปี 65 ทะลุ 570,000 ล้านบาท ฝ่าวิกฤตโควิด-สงครามรัสเซีย-ยูเครนดันต้นทุนพุ่ง เร่งเจรจาส่ง ‘ไข่-กุ้ง’ รุกตลาดซาอุฯ หลังประเดิมส่งออกไก่ลอตประวัติศาสตร์ครั้งแรกรอบ 18 ปี วางอนาคตเพิ่มพอร์ตธุรกิจอาหารเป็น 30%
นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) กล่าวถึงเป้าหมายในการขยายการลงทุนของบริษัทในปี 2565 ว่า จะใช้งบประมาณ 25,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนในกระบวนการผลิต ซึ่งจะช่วยให้ CPF มียอดขายที่เติบโตได้ถึง 10% จากปีก่อน (2564) ที่มียอดขายรวม 520,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นมูลค่า 572,000 ล้านบาท
ธุรกิจหลักของ CPF คือ กลุ่มอาหารสัตว์/ฟีด-ฟาร์ม-ฟู้ด (อาหาร) จะขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะ “ธุรกิจฟีด-ฟาร์ม” จะขยายตัวได้มากที่สุด หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 80% ของรายได้ CPF หรือสัดส่วนธุรกิจอาหารสัตว์ คิดเป็นสัดส่วน 50% ฟาร์ม 30% และฟู้ด 20%
“ปีนี้เราจะสโลว์ดาวน์การลงทุนเพื่อซื้อและควบรวมกิจการ (M&A) CPF จะเวตแอนด์ซีไว้ก่อน ซึ่งเท่าที่ประเมินปีนี้จากที่มีเหตุการณ์หลายอย่างเกิดขึ้นในตลาดโลก อย่างเบร็กซิตเป็นรูปเป็นร่าง ประกอบกับสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ความต้องการซื้อหรือดีมานด์เพิ่มสูงขึ้นจนเกิดภาวะ high demand อย่างรวดเร็ว ขณะที่แรงงานในภาคอุตสาหกรรมอาหารยังไม่สามารถกลับมาทำได้เป็นปกติจากปัญหาโควิดก่อนหน้านี้ ทำให้คนงานไม่พอ และยิ่งมีเรื่องของสงครามรัสเซีย-ยูเครนเกิดขึ้น ยิ่งหนักขึ้นไปอีก
ยกตัวอย่าง ยูเครน เคยเป็นผู้ส่งออกไก่เบอร์ต้น ๆ ในตลาดซาอุฯ เมื่อมีปัญหาส่งออกไม่ได้ ขณะเดียวกันยูเครนก็ส่งออกไปสหภาพยุโรปด้วย ซึ่งเมื่อ 2 ตลาดนี้ส่งออกไม่ได้ ทำให้ไทยมีโอกาสที่จะขยายการส่งออกไปทดแทนในตลาดนั้น ๆ คาดว่าสินค้าไก่ปีนี้จะขยายตัวมากกว่า 10% และที่สำคัญยังส่งผลให้ราคาสินค้าดีขึ้นกว่าปกติด้วย” นายประสิทธิ์กล่าว
เพิ่มสัดส่วนธุรกิจอาหาร
อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมธุรกิจหลักของ CPF ยังมาจาก “ฟีด-ฟาร์ม-ฟู้ด” ซึ่งจะเห็นว่าสัดส่วนฟีด-ฟาร์มยังสูงกว่า 80% โดยมีปัจจัยสำคัญจากตลาดสินค้า 2 กลุ่มนี้ยังสามารถขยายตัวได้อีกมาก จากการที่มีขนาดของตลาดที่กว้างกว่า เช่น เนื้อไก่ จะสามารถนำไปประกอบอาหารประเภทใดก็ได้ แต่กลยุทธ์ในอนาคต CPF จะมุ่งขยาย “ธุรกิจอาหาร (food)” ต่อไป โดยมีเป้าหมายจะขยับพอร์ตอาหารจาก 20% เป็น 30% ให้ได้ เพราะตลาดอาหารถือว่า “ยังมีศักยภาพ” และมีเสถียรภาพมากกว่า
แต่การขยายธุรกิจอาหารจะใช้เวลานานกว่า เพราะการผลิตอาหารเพื่อป้อนตลาดใดตลาดหนึ่งจะต้องมีการลงทุนพัฒนานวัตกรรม การออกแบบรสชาติอาหารให้ตรงกับรสนิยมของผู้บริโภคตลาดนั้น ๆ ซึ่งจะทำให้ผลิตภัณฑ์ที่วางในแต่ละตลาดแตกต่างกัน แต่สามารถทำกำไรได้สูงกว่า หากสามารถเจาะตลาดเข้าไปได้แล้วก็จะคงอยู่อย่างนั้น หรือเรียกว่าตลาดอาหารมีเสถียรภาพมากกว่า “เหมือนน้ำซึมบ่อทราย”
“สินค้าอาหารที่ CPF ต่อยอดออกไปมีทั้งสินค้าอาหารพร้อมทานและวัตถุดิบในการปรุงอาหาร อาหารอนาคตอย่างโปรตีนจากพืชแพลนต์เบสแบรนด์ Zero Meat ซึ่งได้รับการตอบรับดีจนขยายไปตลาดสิงคโปร์และฮ่องกง ขณะเดียวกันก็ได้ต่อยอดธุรกิจร้านอาหาร เช่น ร้านไก่ย่าง 5 ดาว ปัจจุบันมีถึง 6,000 สาขา ที่พัฒนาเป็นรูปแบบแฟรนไชส์ที่มีให้นั่งทานในร้านได้
ขณะที่สินค้ากลุ่มปศุสัตว์ ซึ่งเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ก็ได้พัฒนาสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยใช้สูตรการเลี้ยงแบบใช้จุลินทรีย์ probiotic เข้ามา ทำให้เนื้อสัตว์ทุกชนิดมีคุณค่าทางอาหารสูง มุ่งเน้นเรื่องความปลอดภัยด้านสุขอนามัยอาหาร ซึ่งเป็นจุดที่ผู้บริโภคสมัยนี้ให้ความสำคัญ” นายประสิทธิ์กล่าว
จุดแข็ง CPF กระจายฐานผลิต
ทั้งนี้ จุดแข็งที่สำคัญของ CPF ก็คือมีการกระจายฐานการผลิตอยู่ใน 17 ประเทศทั่วโล และมีการผลิตสินค้าที่หลากหลาย ทำให้สามารถกระจายความเสี่ยงในการผลิตได้ดี ยกตัวอย่าง เช่น ฐานผลิตที่โปแลนด์สามารถผลิตส่งออกเข้าไปเสริมในตลาดยุโรปได้ทันที ขณะที่ฐานผลิตที่รัสเซียอาจจะได้รับผลกระทบจากวิกฤตสงครามรัสเซีย-ยูเครน ทำให้ชะลอตัวลงไปบ้าง แต่ฐานการผลิตรัสเซียจะใช้จำหน่ายเฉพาะในตลาดรัสเซีย คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 3% เท่านั้น ขณะที่ตลาดสหรัฐ ซึ่งมีฐานการผลิตที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนค่าแรงงานที่ปรับขึ้น ได้ปรับเปลี่ยนโดยการใช้วิธีการนำเข้าสินค้าเข้าไปจำหน่ายมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม CPF มีมาตรการรับมือปัจจัยเสี่ยงที่จะกระทบต่อธุรกิจในปีนี้ โดยเฉพาะ “ภาวะต้นทุนอาหารสัตว์ที่ปรับสูงขึ้น” ประมาณ 20% ได้ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการเลี้ยง ขณะนี้กระทรวงพาณิชย์ก็เตรียมจะ “ยกเว้น” การใช้มาตรการ 3 ต่อ 1 (ซื้อข้าวโพดไทย 3 ส่วน เพื่อนำเข้าข้าวสาลี 1 ส่วน) ซึ่งในส่วนนี้จะช่วยเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตสามารถนำเข้าวัตถุดิบทดแทนจากแหล่งอื่น ๆ ได้มากขึ้น
แต่ขณะเดียวกัน CPF ได้มีการซื้อวัตถุดิบข้าวเปลือกและปลายข้าวในประเทศเพื่อนำมาใช้ก่อนหน้านี้และซื้ออย่างต่อเนื่อง แต่ระดับราคายังไม่แตกต่างกับราคาข้าวโพดมากนัก โดยราคาข้าวโพดขยับจาก 8 เป็น 12 บาท/กก. และยังมีแนวโน้มปรับขึ้นอีก ทำให้ CPF ต้องปรับขึ้นราคาสินค้าในแบรนด์ของบริษัทขึ้นอีกประมาณ 10% และมีการเจรจากับลูกค้ากรณีผลิตสินค้าแบบ OEM เพื่อปรับให้สอดรับกับต้นทุนการผลิตที่แท้จริง
“จากการเข้าไปลงทุนในต่างประเทศหลาย ๆ ประเทศ ทำให้เราเห็นว่า กลไกการทำงานของภาครัฐในแต่ละประเทศเป็นอย่างไร อย่างเช่น เวียดนาม ซึ่งเป็นฐานผลิตสำคัญอีกแห่งของ CPF ก็ประสบปัญหาเรื่องต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น แต่ที่นั่นสามารถปรับราคาจำหน่ายสินค้าได้เลย เพราะรัฐบาลเวียดนามใช้กลไกตลาด (market machanism) ในการดูแลราคาสินค้า หากปรับตามต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นก็ไม่มีปัญหา เว้นแต่จะปรับสูงมากจนผิดปกติ 40-50% รัฐบาลจึงจะเข้าไปดูแล”
ซาอุฯหนุนธุรกิจไก่โต 10%
นายประสิทธิ์กล่าวเพิ่มเติมในส่วนของธุรกิจไก่ปีนี้ว่า จะเติบโต 10% ปัจจุบัน CPF ถือครองส่วนแบ่งตลาดคิดเป็นสัดส่วน 25-26% ของประเทศ แต่ละปีมีการส่งออกไก่มูลค่าประมาณ 20,000 ล้านบาท มีตลาดส่งออกหลักอยู่ที่อังกฤษ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 50% หรือประมาณ 10,000 ล้านบาท รองลงมาคือ ตลาดญี่ปุ่นและเยอรมนี เนื่องจากอังกฤษแยกออกจากสหภาพยุโรปแล้ว ระบบโควตาไก่อียู จึงปรับเปลี่ยนไปเป็น “แบบเซมิโควตา” ช่วยให้ลดต้นทุนเรื่องการซื้อขายโควตานำเข้าไก่ลง ถือว่าเป็นผลดีต่อธุรกิจ เพราะลดต้นทุนไม่ต้องมีการไปซื้อขายโควตา ซึ่งจะเป็นต้นทุนการส่งออกลงได้มาก
ล่าสุดโรงงานไก่ของ CPF 5 แห่ง ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาซาอุดีอาระเบีย หรือ Saudi Food & Drug Authority (SFDA) สามารถ “ปลดล็อก” มาตรการห้ามนำเข้าเนื้อไก่ ไข่ไก่ และผลิตภัณฑ์ไก่จากประเทศไทยลงได้เป็นครั้งแรกในรอบ 18 ปี จากจำนวนโรงงานไก่ไทยทั้งหมด 11 โรงงาน สำหรับโรงงานไก่ 5 แห่ง ประกอบไปด้วย โรงงานชำแหละไก่มีนบุรี, โรงงานแปรรูปไก่เนื้อมีนบุรี 1-2, โรงงานชำแหละไก่สระบุรี และโรงงานแปรรูปไก่เนื้อสระบุรี ได้ผ่านกระบวนการผลิตที่ผ่านการรับรองมาตรฐานในประเทศและมาตรฐานสากลอย่างเคร่งครัด
“วันที่ 28 มี.ค.ที่ผ่านมานี้ได้เริ่มปล่อยขบวนตู้คอนเทนเนอร์ส่งออกผลิตไก่ลอตแรก 5 ตู้ ปริมาณ 100 ตัน ไปตลาดซาอุดีอาระเบีย และภายในเดือนมีนาคมนี้ บริษัทจะมีการส่งออกผลิตภัณฑ์เนื้อไก่ผ่านผู้นำเข้ารายใหญ่ของซาอุฯปริมาณ 30 ตู้ รวม 600 ตัน คิดเป็นมูลค่า 47 ล้านบาท CPF คาดว่า ตลอดทั้งปีจะผลักดันการส่งออกผลิตภัณฑ์เนื้อไก่ไปซาอุได้ประมาณ 300 ตู้ ปริมาณรวม 6,000-7,000 ตัน หรือคิดเป็นมูลค่าจากการส่งออกรวม 473 ล้านบาท ซึ่งสัดส่วนครึ่งหนึ่งเป็นไก่แปรรูป
ผลดีจากการเปิดตลาดซาอุฯจะทำให้ยอดส่งออกไก่ในอีก 5 ปีข้างหน้า ยอดส่งออกซาอุฯอาจจะทำได้ 3,000 ตู้ ปริมาณรวม 60,000 ตัน ช่วยทำรายได้เข้าประเทศ 4,200 ล้านบาท โดยการกลับเข้าสู่ตลาดซาอุฯในครั้งนี้จะช่วยสร้างโอกาสให้อุตสาหกรรมไก่เนื้อของไทยเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดซาอุฯได้ประมาณ 10-15% ของตลาดรวมเนื้อไก่” นายประสิทธิ์กล่าว
สำหรับก้าวต่อไป CPF กำลังอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อขยายการส่งออกสินค้าไข่ไก่และกุ้ง ซึ่งเป็นสินค้าที่ผลิตตามมาตรฐานฮาลาล กับซาอุดีอาระเบีย โดยเบื้องต้นคาดว่าจะใช้ไข่ไก่เปลือกขาวจากฐานการผลิตในโรงงานที่ตุรกี เพื่อผลิตส่งออกไปซาอุฯ โดยซาอุฯเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง มีประชากรถึง 35.6 ล้านคน มีสัดส่วนนำเข้าอาหารสูงที่สุดในกลุ่มประเทศความร่วมมืออ่าวอาหรับ (Gulf Corporation Council) ถือเป็นประเทศผู้นำเข้าเนื้อไก่จากประเทศไทยรายใหญ่ที่สุดในภูมิภาคตะวันออกกลางอยู่ในขณะนี้