คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก ผู้เขียน : นงนุช สิงหเดชะ
บรรดานักเศรษฐศาสตร์และนักวิเคราะห์เชื่อว่า มีความเป็นไปได้มากขึ้นที่เศรษฐกิจสหรัฐจะ “ถดถอย” (recession) หลังจากเงินเฟ้อเดือนพฤษภาคมยังเดินหน้าขยับขึ้นเป็น 8.6% สูงกว่าเดือนเมษายน นั่นหมายความว่า เงินเฟ้อยังไม่ถึงจุดสูงสุด และประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้ออกมาแสดงท่าทีล่าสุดว่าจะพุ่งเป้าควบคุมเงินเฟ้อเป็นหลัก และส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ย 0.5 ถึง 0.75% ในการประชุมปลายเดือนกรกฎาคมนี้
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ดูเหมือนจะเชื่อว่า การถดถอยจะมีลักษณะตื้น ๆ ไม่รุนแรง อย่างเช่น “ไมเคิล โยชิคามิ” ซีอีโอของเดสทิเนชั่น เวลต์ แมเนจเมนต์ กล่าวว่า ในกรณีฐาน (base case) เชื่อว่า เศรษฐกิจสหรัฐจะเข้าสู่ภาวะถดถอยอย่างตื้น ๆ ประมาณไตรมาส 3 ของปีนี้ จากนั้นในปีหน้า เฟดอาจลดดอกเบี้ยเพื่อกลับมากระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ หลังจากควบคุมเงินเฟ้อได้ ดังนั้น ไม่น่าจะสร้างความเจ็บปวดระยะยาวให้เศรษฐกิจ
“ร็อบ ซับบาราแมน” หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ โนมูระ โฮลดิ้งส์ ระบุว่า ไตรมาส 4 ปีนี้ เศรษฐกิจสหรัฐมีโอกาสจะถดถอยตื้น ๆ การถดถอยจะกินเวลานาน 5 ไตรมาส เพราะเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง โดยเดือนกรกฎาคม คาดว่าจะขึ้น 0.75 %, สิงหาคม 0.5% และขึ้น 0.25% อีกหลายครั้ง จนกระทั่งอัตราดอกเบี้ยไปอยู่ที่ 3.75% ในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า
ลิซ่า ชาเล็ตต์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนเพื่อบริหารความมั่งคั่งของมอร์แกน สแตนลีย์ ระบุว่า ถ้าในครั้งนี้เศรษฐกิจสหรัฐถดถอยจริง ๆ ยังมีข่าวดีนั่นก็คือการถดถอยจะตื้น และสร้างความเสียหายต่อรายได้ของบริษัทต่าง ๆ น้อยกว่าการถดถอยครั้งอื่น ๆ ทั้งนี้ หากดูจากประวัติศาสตร์ การถดถอยที่เกิดจากเงินเฟ้อสูงจะมีความรุนแรงน้อยกว่าการถดถอยที่เกิดจากการปล่อยสินเชื่อมากเกินไป
ชาเล็ตต์ชี้ว่า หากไม่นับการถดถอยเมื่อปี 2020 ที่เกิดจากโควิด-19 การถดถอยครั้งอื่น ๆ เมื่อไม่นานมานี้ เกิดจากการปล่อยสินเชื่อมากเกินไป ซึ่งรวมถึงวิกฤตการเงินครั้งใหญ่ในสหรัฐเมื่อปี 2007-2008 และวิกฤตฟองสบู่ดอตคอมเมื่อปี 2000-2001 ซึ่งล้วนเป็นวิกฤตที่เกิดจากการก่อหนี้มากเกินไปในภาคอสังหาริมทรัพย์และอินเทอร์เน็ต ซึ่งต้องใช้เวลาเกือบ 10 ปีกว่าเศรษฐกิจจะดูดซับความเสียหายได้หมดและเริ่มฟื้นตัว
แต่การถดถอยในครั้งนี้จะมีลักษณะตรงข้าม กล่าวคือมีสาเหตุจากสภาพคล่องในระบบมีมากเกินไป ไม่ได้เกิดจากการมีหนี้มากเกินไป เพราะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่เป็นประวัติการณ์มีสาเหตุหลักจากโควิด-19 ที่ใช้ทั้งมาตรการการเงินและการคลังอัดฉีดสภาพคล่องเข้าไปในครัวเรือนและตลาด ทำให้เงินเฟ้อขยับขึ้น และนำไปสู่การเก็งกำไรสินทรัพย์ทางการเงิน
หากดูจากประวัติศาสตร์ การถดถอยที่มีสาเหตุจาก “เงินเฟ้อ” จะสร้างความเสียหายต่อรายได้บริษัทเพียงเล็กน้อย อย่างเช่น ปี 1982-1983 ซึ่งเฟดขึ้นดอกเบี้ยถึง 20% และปี 1973-1974 เมื่อเฟดขึ้นดอกเบี้ย 11% เพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ปรับลงเพียง 14% และ 15% ตามลำดับ
ขณะที่วิกฤตการเงินครั้งใหญ่เมื่อปี 2008 ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ดิ่งลง 37% และช่วงวิกฤตฟองสบู่ดอตคอม ดัชนีดังกล่าวลดลง 32%
ชาเล็ตต์ระบุว่า นอกจากนั้น ปัจจัยเศรษฐกิจหลายอย่างชี้ให้เห็นว่า หากในครั้งนี้จะเกิดเศรษฐกิจถดถอย ความรุนแรงจะน้อยกว่า โดยปัจจัยเหล่านั้นก็คือ 1.ตลาดแรงงานยังคึกคัก เห็นได้จากตำแหน่งงานที่เปิดรับมากเป็นประวัติการณ์ 2.อุตสาหกรรมบ้านและรถยนต์แข็งแกร่ง
3.งบดุลของทั้งภาคครัวเรือน บริษัท และระบบธนาคาร อยู่ในสภาพดีที่สุดในหลายทศวรรษ 4.รายได้บริษัทต่าง ๆ อาจจะคงทนยาวนานมากกว่าเดิม เนื่องจากมีการสร้างรูปแบบธุรกิจประเภทบอกรับสมาชิกที่มีการเก็บค่าธรรมเนียมมากขึ้น ทำให้มีรายได้เข้ามาอย่างสม่ำเสมอ
และล่าสุดเงินเฟ้อเดือนมิถุนายนของสหรัฐ ขยับพรวดไปที่ 9.1% ทำสถิติสูงสุดใหม่ ทำให้นักวิเคราะห์และบรรดาเทรดเดอร์เชื่อว่า มีความเป็นไปได้ที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยถึง 1% ในเดือนกรกฎาคม
ขณะที่ จิม เครเมอร์ นักลงทุนมากประสบการณ์และผู้ดำเนินรายการ Mad Money ทางโทรทัศน์ซีเอ็นบีซี ระบุว่า ถึงแม้เงินเฟ้อเดือนมิถุนายนจะร้อนแรง แต่ตนกลับเชื่อว่าเฟดสามารถเอาชนะเงินเฟ้อได้แล้ว เพราะเงินเฟ้อน่าจะถึงจุดสูงสุด เห็นได้จากราคาน้ำมันและโภคภัณฑ์อื่น ๆ ทั้งเหล็ก ทองแดง อะลูมิเนียม ต่างราคาดิ่งลง