สมโภชน์ อาหุนัย EA พร้อมขับเคลื่อนพลังงานทั้งระบบ
สมโภชน์ อาหุนัย
คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ
“ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสได้เยี่ยมชม อาณาจักรพลังงาน “กรีน เอเนอยี่” กลุ่มผู้ผลิตพลังงานทดแทน ของกลุ่ม EA หรือพลังงานบริสุทธิ์ ที่มีหัวเรือใหญ่อย่าง “สมโภชน์ อาหุนัย” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) ที่เริ่มต้นจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อ 15 ปีก่อน
จากธุรกิจเริ่มต้น ผลิตไบโอดีเซล ที่ อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ด้วยกำลังผลิต 800,000 ลิตรต่อปี จนปัจจุบันสามารถผลิตไบโอดีเซล 100% ที่มีกำลังผลิต 130 ตันต่อวัน และยังได้แตกหน่อ ต่อยอดจากไบโอดีเซล ไปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ใช้เป็นวัตถุดิบ สำหรับอุตสาหกรรมไบโอเคมี DCM หรือเจลความร้อน แม้กระทั่งไบโอเจ็ต หรือน้ำมันเครื่องบินที่ได้จากพืช ก็สามารถทำได้
นอกจากนี้ยังบุกเบิกไปยังอุตสาหกรรมพลังงานต่าง ๆ ทั้งโรงงานไฟฟ้าโซลาร์ฟาร์ม ด้วยกำลังผลิต 278 เมกะวัตต์ โรงงานไฟฟ้าพลังงานลม ขนาดกำลังผลิตรวม 386 เมกะวัตต์ ติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้า เพื่อยานยนต์ไฟฟ้า (EA ANYWHERE) รวมทั้งการรุกไปสู่การผลิตยานยนต์ไฟฟ้า ทั้งรถยนต์ เรือ หัวรถจักร เรียกว่าบุกเบิกทั้งระบบของพลังงานสะอาด เป็นผู้ผลิต นอกจากนี้ยังเป็นผู้ผลิตชาวไทยรายแรกที่เข้าไปร่วมทุนกับบริษัทผู้ผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน สัญชาติไต้หวัน อย่าง “อมิตา เทคโนโลยี อิงค์”
และได้ลงทุนก่อสร้างโรงงานผลิตแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้า ด้วยการนำเข้าเทคโนโลยี โนว์ฮาว สู่ประเทศไทย ด้วยวิสัยทัศน์ มองว่าแบตเตอรี่ถือเป็นหัวใจสำคัญของยานยนต์ไฟฟ้า นอกจากการผลิตเพื่อรองรับความต้องการภายในแล้ว อนาคต “สมโภชน์” บอกว่า ยังมีแผนที่จะผลิตเพื่อรองรับความต้องการให้กับผู้ผลิต หรือลูกค้ารายอื่น ๆ ด้วย
สำหรับโรงงานผลิตแบตเตอรี่ อมิตา ประเทศไทย ใช้งบประมาณในการลงทุนเฟสแรกไปถึง 7,000 ล้านบาท ด้วยกำลังผลิตที่ 1 kWh หรือสามารถผลิตได้ 6 ล้านเซลล์ต่อปี
และในปี 2566 บริษัทเตรียมขยายกำลังผลิตเป็น 4 kWh ต่อปี ด้วยจุดเด่นของเทคโนโลยีที่มีความแตกต่าง และความยืดหยุ่นสูง แบตเตอรี่ของอมิตาฯ สามารถประกอบเป็นแพ็กแบตเตอรี่ได้ ตามความต้องการของลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นขนาด 7 เซลล์ 14 เซลล์ หรือ 21 เซลล์ ก็สามารถทำได้ ด้วยเคล็ดลับเทคโนโลยีเฉพาะ
โดยใช้ด้วยแผ่น PE ที่กั้นระหว่างเซลล์ ซึ่งจะหลอมเหลวกั้นระหว่างอะตอม เมื่อมีความร้อนสูง หรือเกิดการชอร์ต เป็นการหยุดกระบวนการ ทำให้ไม่เกิดการระเบิด หรือไฟไหม้ และยังสามารถกันน้ำ กันฝุ่น ภายใต้มาตรฐาน IP67
ล่าสุดได้มีการส่งรถบัสไฟฟ้าออกมาวิ่งบนท้องถนนแล้ว ลอตแรก 120 คัน และมีแผนจะนำออกมาให้ครบ 500 คันในอนาคต ด้วยศักยภาพการผลิตที่ EA มีโรงงานประกอบรถบัสไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดของอาเซียน AAB หรือแอ๊บโซลูท แอสเซมบลี ที่มีกำลังการผลิตที่ 3,000-5,000 คันต่อปี
นอกจากจะผลิตป้อนให้กับผู้ได้รับสัมปทานจาก ขสมก. และรถไมโครบัสระหว่างเมือง โดยโรงงานประกอบแห่งนี้ใช้เงินลงทุนกว่า 2,000 ล้านบาท และได้เดินสายการผลิตไปเมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ 80 ไร่ ที่ อ.บ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา
“สมโภชน์” เล่าว่า เดิมโรงงานแห่งนี้มีกำลังการผลิตเพียง 1-2 คันต่อวัน แต่หลังจากได้พัฒนาเทคโนโลยีและศักยภาพการผลิต รวมทั้งฝีมือแรงงานของพนักงาน ที่ทำให้ปัจจุบันสามารถผลิตรถโดยสารเป็น 10 คันต่อวัน อนาคตอันใกล้นี้จะเพิ่มเป็น 80 คันต่อวัน ในเร็ว ๆ นี้ และในปี 2565 มีความต้องการของลูกค้าในส่วนของรถบัสไฟฟ้ามากถึง 3,000 คัน
โรงงาน AAB แห่งนี้ แบ่งพื้นที่ออกเป็น 3 ส่วนหลัก ๆ ได้แก่ 1.งานโครงสร้างตัวถัง 2.งานระบบ และ 3.งานชุบสี โดยเฉพาะในส่วนของงานชุบสี มีบ่อชุบสีอยู่รวม 11 บ่อ เริ่มตั้งแต่บ่อล้างฝุ่น บ่อเตรียมพื้นผิว บ่อชุบรองพื้น บ่อชุบกันสนิม ไปจนถึงบ่อหุ่นยนต์พ่นสี ซึ่งปกติทั่วไปใช้การทาสี
นอกจากศักยภาพในการใช้เป็นโรงงานประกอบรถบัสแล้ว สมโภชน์ยังเล่าต่อไปว่า พื้นที่บางส่วนก็จะใช้สำหรับขึ้นไลน์ประกอบรถยนต์ไฟฟ้า ยี่ห้อ “ไมน์” ซึ่งเดิมบริษัทจะส่งรถ MPV ออกสู่ตลาดก่อน แต่ด้วยการแข่งขันที่รุนแรง บวกกับรถยนต์ไฟฟ้าจีนเข้ามาตีตลาดเป็นจำนวนมาก ทำให้บริษัทต้องปรับแผนการผลิต มาเป็นการนำร่องก่อนกับรถปิกอัพไฟฟ้า ไมน์ ออกสู่ตลาดก่อน จะมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 18 ตุลาคมนี้
ส่วนรถยนต์นั่ง ไมน์ สปาวัน “สมโภชน์” กล่าวทิ้งท้ายว่า “ยังไม่ได้ถูกทิ้งไปไหน” เพียงแค่ปรับแผนงานเล็กน้อย เพราะลงทุนพัฒนาไปค่อนข้างมาก อย่างไรก็ไม่ทิ้งแน่นอน เพียงแต่ปรับแผน นำรถเพื่อการพาณิชย์ขึ้นมาทำตลาดก่อน
ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งความน่าสนใจ ว่ารถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติไทย จะสามารถก้าวขึ้นไปแข่งขันกับผู้นำตลาด