BYD เปิดโรงงานระยอง โชว์ศักยภาพ ‘การผลิตระดับโลก’
คอลัมน์ : เยี่ยมชมโรงงาน
หลังจากค่ายรถยนต์บีวายดี (BYD) หรือบริษัท บีวายดี ออโต้ (ประเทศไทย) จำกัด ตัดสินใจเข้ามาทำตลาดในบ้านเราตั้งแต่ปี 2565
โดยจับมือกับ “บริษัท เวเร่ ออโตโมบิล” ผู้จัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการ
พร้อมประกาศความมุ่งมั่นอย่างชัดเจน ว่าบีวายดีพร้อมดันไทยให้เป็นฐานผลิตรถยนต์พวงมาลัยขวา เพื่อรองรับความต้องการของตลาดในประเทศไทย และตลาดประเทศที่ใช้รถยนต์พวงมาลัยขวา และกลุ่มประเทศอาเซียน
ล่าสุดบีวายดีเปิดบ้าน โรงงานระยอง ให้ “ประชาชาติธุรกิจ” เข้าเยี่ยมชมโรงงาน จ.ระยอง แบบเอ็กซ์คลูซีฟ หลังจากลงทุนด้วยเม็ดเงินลงทุน 35,000 ล้านบาท และเปิดโรงงานประกอบรถยนต์ในประเทศไทยไปเมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 2567 ที่ผ่านมา
ปัจจุบันโรงงานแห่งนี้ ผลิตรถยนต์ทั้งหมด 5 รุ่น ได้แก่ รถยนต์ไฟฟ้า 100% (EV) อย่าง BYD DOLPHIN, BYD ATTO 3, BYD SEAL 5, BYD SEAL 6
และรถยนต์ปลั๊ก-อิน ไฮบริด (PHEV) 1 รุ่น ได้แก่ BYD SEALION 6
ทีมผู้บริหารนำโดย ผู้บริหารจากสำนักงานท่านประธานบีวายดี สำนักงานใหญ่ เปิดเผยว่า แม้ตลาดรถยนต์ในไทยชะลอตัว เหลือ 6 แสนคัน จากระดับ 1 ล้านคันเมื่อ 10 ปีก่อน และมีการแข่งขันรุนแรงหลังค่ายรถจีนเข้ามาลงทุนแล้ว 8 ราย แต่บีวายดีพร้อมเดินหน้าดันการส่งออกจากโรงงานไทย ล่าสุดส่งออกแล้วกว่า 10 ประเทศภูมิภาค รวมยุโรปและออสเตรเลีย คิดเป็น 40% ของการผลิตครึ่งปีแรกแล้ว
และยังย้ำชัดเจนว่า บริษัทยังมั่นใจลงทุนในไทยต่อไปในระยะยาว แม้ตลาดรถยนต์ไทยในช่วงที่ผ่านมาเติบโตต่ำโรงงานแห่งนี้ใช้เวลาก่อสร้างเพียง 16 เดือน โดยเริ่มก่อสร้างอย่างเป็นทางการในเดือนมีนาคม 2566 และใช้เวลาเพียงประมาณ 16 เดือนจนแล้วเสร็จในเดือนกรกฎาคม 2567
ถือเป็นโรงงานที่มีการผลิต “ครบวงจร” ตั้งแต่การปั๊มขึ้นรูป, การเชื่อม, การพ่นสีและตัวถัง รวมทั้งการประกอบ
นอกจากนี้ยังมีการผลิตชิ้นส่วนสำคัญบางรายการ ไม่ว่าจะเป็นแบตเตอรี่แพ็ก มอเตอร์ไฟฟ้า เบาะนั่ง ระบบปรับอากาศ และโครงสร้างตัวถัง ล้วนแล้วแต่มีการผลิตและประกอบจากโรงงานแห่งนี้
ปัจจุบันโรงงานบีวายดี ระยอง มีกำลังผลิตอยู่ที่ 5,000-6,000 คันต่อเดือน ใน 1 กะการทำงาน จากจำนวนพนักงานกว่า 5,000 คน
และยังสามารถเพิ่มศักยภาพการผลิตได้เป็น 2 กะในอนาคต รวมทั้งมีแผนจะเพิ่มพนักงานเป็น 9,000 คนด้วย ทำงานเพียง 1 กะ และมีพนักงานมากกว่า 5,500 คน หากในอนาคตมีการขยายการผลิตเป็น 2 กะ บริษัทคาดว่าจะเพิ่มจำนวนพนักงานเป็นมากกว่า 9,000 คน
สำหรับพนักงาน 5,500 คนนั้นเป็นคนไทยประมาณ 94%
และบริษัทเองไม่มีนโยบายจ้างแรงงานต่างด้าวจากประเทศเพื่อนบ้าน แต่ปัจจุบันพนักงานจีนมีสัดส่วนประมาณ 10% ลดลงจากช่วงเริ่มต้นที่เคยมีมากกว่า 1,000 คน
เป้าหมายในอนาคต คือการลดสัดส่วนพนักงานจีนลงเหลือ 3% โดยให้พนักงานไทยขึ้นมารับตำแหน่งระดับกลางและระดับบริหารมากขึ้น โดยในจำนวนนี้ระดับหัวหน้างานชาวไทยมากกว่า 200 คน และวิศวกรชาวไทยมากกว่า 300 คน อีกทั้งมีการส่งพนักงานไทยไปฝึกอบรมที่จีน รวมถึงร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในประเทศไทยเพื่อพัฒนาบุคลากร
ทั้งนี้นโยบายของบริษัทต้องการให้คนไทยเป็นผู้บริหารจัดการและดูแลพนักงานไทยในระยะยาว ขณะที่บทบาทสำคัญของพนักงานจีนในช่วงเริ่มต้นคือการถ่ายทอดเทคโนโลยี ฝึกอบรม และส่งต่อความรู้ให้กับพนักงานไทย
ทั้งนี้ บีวายดีตั้งเป้าว่าอนาคตโรงงานระยองแห่งนี้ต้องมีการใช้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากธุรกิจยานยนต์เป็นอุตสาหกรรมที่ต้องอาศัย Economies of Scale เมื่อผลิตในปริมาณมากขึ้นต้นทุนต่อหน่วยจะลดลง และเพิ่มโอกาสในการทำกำไร
และบริษัทจึงหันมาให้ความสำคัญกับการส่งออกมากขึ้น ตั้งแต่ครึ่งแรกของปี 2569 รถยนต์ประมาณ 40% ของจำนวนที่ผลิตในประเทศไทยถูกส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศแล้วมากกว่า 10 ประเทศและภูมิภาค เช่น เวียดนาม มาเลเซีย บรูไน อินเดีย ออสเตรเลีย ปากีสถาน ตะวันออกกลาง และบางประเทศในยุโรป ปัจจุบันคิดเป็น 40% ของยอดการผลิต
ทั้งนี้การส่งออกไม่เพียงช่วยเพิ่มตลาดให้กับรถยนต์ที่ผลิตในไทย แต่ยังช่วยบริหารสัดส่วนการผลิตและลดแรงกดดันจากตลาดในประเทศที่ชะลอตัวด้วย
อย่างไรก็ตาม บีวายดีต้องการให้รัฐบาลไทยพิจารณานโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยคำนึงถึงระดับการลงทุนและผลประโยชน์ที่บริษัทสร้างให้กับประเทศไทยมากขึ้น บริษัทที่มีโรงงานผลิตครบวงจร ควรได้รับสิทธิประโยชน์แตกต่างจากบริษัทที่เข้ามาตั้งโรงงานประกอบขนาดเล็กและลงทุนในระดับไม่สูง
ข้อเสนอของบริษัทมี 3 ประเด็นหลัก ได้แก่
1. สนับสนุนบริษัทที่มีแผนลงทุนและพัฒนาในระยะยาวเป็นพิเศษ
2.สนับสนุนบริษัทที่มีการจ้างงานคนไทยจำนวนมากและมีการส่งออกสูง เพื่อเป็นประโยชน์ต่อซัพพลายเชนในประเทศ
3. คือการสนับสนุนรถยนต์ปลั๊ก-อินไฮบริด หรือ PHEV
โดยระบุเพียงว่าปริมาณการส่งออกอยู่ที่ประมาณ 40% ของยอดผลิต และการส่งออกช่วยให้บริษัทบริหารกำลังการผลิตได้ดีขึ้น
นอกจากแผนการพัฒนาบุคลากรแล้ว โรงงานบีวายดี ระยอง ยังมีนโยบายการใช้ซัพพลายเชน ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในประเทศไทยเพิ่มขึ้น จากปัจจุบันที่ผ่านการคัดกรองเข้าสู่ Pool List จำนวน 266 ราย โดยในจำนวนนี้มี 125 รายที่เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ และมีประมาณ 40 รายที่ดำเนินการด้านการทดสอบและรับรองมาตรฐาน TISI โดยมีรายการมาตรฐานที่ได้รับการรับรองรวมกว่า 1,090 รายการ
ชิ้นส่วนที่จะนำมาคำนวณเป็น Local Content ต้องผ่านมาตรฐาน TISI ตามเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง ยืนยันว่ามีการถ่ายทอดเทคโนโลยีและฝึกอบรมให้กับซัพพลายเออร์และบุคลากรไทยอย่างต่อเนื่อง
และโรงงานบีวายดี ระยอง ยังมีระบบการผลิตอัตโนมัติในระดับสูง ใช้ในงานเชื่อมมีหุ่นยนต์ ABB กว่า 500 ตัว และกระบวนการทำงานอัตโนมัติมากกว่า 70% ขณะที่โรงทำสีมีหุ่นยนต์ ABB มากกว่า 60 ตัว เป็นระบบอัตโนมัติ 100% รวมถึงใช้เทคโนโลยี Waterborne Spraying เป็นสายการผลิตแรกในประเทศไทยที่ใช้เทคโนโลยีนี้
ท้ายสุดผู้บริหารจากบีวายดียังย้ำว่า จุดแข็งของประเทศไทยคือทำเลที่ตั้งและความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทย-จีน แนบแน่นมากว่า 50 ปี มี Supply Chain ยานยนต์ที่แข็งแกร่ง บุคลากรมีทักษะ และสภาพแวดล้อมทางธุรกิจเปิดกว้างสำหรับนักลงทุนต่างชาติ