สธ. เปิดแผนจัดการเตียงผู้ป่วยโควิด เล็งตั้งไอซียูสนาม
วันที่ 19 เม.ย. 2564 กระทรวงสาธารณสุข เปิดแผนบริหารจัดการเตียงผู้ป่วยโควิด ผนึกทุกภาคส่วนหาเตียงเพิ่ม ยันมีเพียงพอรองรับผู้ป่วย พร้อมเตรียมแผนตั้งไอซียูสนามหากสถานการณ์รุนแรง
ปัญหาที่เกิดขึ้นตอนนี้
นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า มีหลายคำถามจากประชาชน เช่น คนไข้ติดเชื้อโควิด-19 ไม่ได้นอนโรงพยาบาล เพราะเตียงไม่พอจริงหรือไม่, ประชาชนที่ไปตรวจหาเชื้อโควิด-19 กับแล็บเอกชน ซึ่งตรวจเสร็จให้กลับบ้าน แล้วแจ้งผลภายหลัง แต่แล็บเอกชนไม่เชื่อมโยงกับโรงพยาบาล จึงทำให้ไม่สามารถแอดมิทได้, โรงพยาบาลเอกชนบางแห่งระบุว่า เตียงไม่มี และไม่ขยายเตียง, และการตรวจเชื้อเชิงรุก เมื่อพบว่าติดเชื้อแต่หาเตียงไม่ได้
“ขอแสดงความมั่นใจกับประชาชนว่า ผู้ติดเชื้อโควิด-19 จะได้อยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์และสาธารณสุขทุกคน ส่วนโรงพยาบาลและแล็บเอกชนที่ตรวจพบควรประสานการดำเนินงานเพื่อให้ผู้ติดเชื้อได้รับการดูแล”
แผนจัดการเตียง
นพ.สมศักดิ์ อธิบายภาพรวมแนวทางการบริหารจัดการเตียงที่มีการหารือเมื่อวานนี้ว่า แบ่งเป็น 2 กรณี คือ 1. การค้นหาเชิงรุก (active cases finding – ACF) ที่ผู้สัมผัสเชื้อมีระดับความรุนแรงสีเขียว (ผู้ป่วยที่ไม่มีอาการ หรือแสดงอาการเพียงเล็กน้อย) มอบหมายให้ กทม. รับไว้ในโรงพยาบาลสนาม (field hospital)
2. ส่วนเคสจากแล็บเอกชนหรือโรงพยาบาลทุกระดับความรุนแรง ทางกรมการแพทย์จะดำเนินการดูแลส่งต่อ โดยความรุนแรงระดับสีเขียวรับไว้ในฮอสพิเทล (hospitel) หรือหอผู้ป่วยเฉพาะกิจที่อยู่ภายใต้การดูแลของโรงพยาบาล ส่วนความรุนแรงระดับเหลือง-แดง จะรับไว้ในโรงพยาบาล
“ตอนนี้เรามีเตียงรองรับผู้ป่วยเพียงพอ โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมามีเตียง 6,000-7,000 เตียง แต่ ณ วันที่ 18 เม.ย. มีเตียงเพิ่มเป็น 9,317 เตียง และมีการผ่อนถ่ายเตียงและขยายเพื่อรองรับคนไข้ทั่วประเทศ ส่วนบางคนที่ไม่มีเตียงนั้น สาเหตุมาจากไปตรวจหาเชื้อโควิด-19 ที่แล็บเอกชน และไม่มีเจ้าของไข้ จึงยังไม่มีเตียง”
เตียงผู้ป่วยยังเพียงพอ
นพ.สมศักดิ์ บอกว่า ตอนนี้โรงพยาบาลเอกชนกำลังขยายเตียงอีก 33 แห่ง โดยขอทำฮอสพิเทลเพิ่มจำนวนเตียง 6,871 เตียง จากจำนวนเตียงในปัจจุบัน 3,946 เตียง จำนวนผู้ป่วย 2,556 คน คงเหลือ 1,516 คน และผู้ป่วยรอเตียง 556 คน และ กทม. กำลังเตรียมโรงพยาบาลสนามเพิ่มเติม เพราะใน กทม. มีผู้ติดเชื้อมากกว่า 200-300 คนต่อวัน
ส่วนปัญหาไม่มีรถมารับผู้ป่วยเพียงพอหลังจากประสานเตียงได้แล้วนั้น เราได้ประสานกับสถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน ให้หารถไปรับคนไข้เพิ่ม โดยตอนนี้ได้แล้ว 50 คันจาก 3 บริษัทสำหรับใช้ใน กทม. และจะเพิ่มเป็นหลักร้อยคันทั่วประเทศ ซึ่งจะอยู่ในการดูแลของ 1669 ศูนย์เอราวัณ
ย้ำกักตัวที่บ้านยังเป็นแค่แผนสำรอง
สำหรับข่าวที่ออกมาว่า กรมการแพทย์ให้ผู้ป่วยกักตัวอยู่ที่บ้านนั้น นพ.สมศักดิ์ ย้ำว่าเป็นเพียงแนวคิดพูดคุยในกลุ่มนักวิชาการ ที่ประเมินกันว่าถ้าการระบาดรอบใหม่มีจำนวนผู้ติดเชื้อพุ่งสูงกว่านี้ ไปจนถึงหลักหมื่นจนเตียงไม่พอ ต้องเตรียมการให้ผู้ป่วยอยู่ที่บ้าน
“ขอย้ำว่าตอนนี้ยังไม่ได้เอาแนวคิดดังกล่าวมาใช้จริง เพราะตัวเลขผู้ติดเชื้อยังอยู่ในจำนวนที่มีเตียงรองรับเพียงพอ มีแค่ใช้กับผู้ป่วยที่กำลังรอเตียงอยู่ที่บ้าน และคาดว่าจะไม่ได้ใช้ เพราะการจะให้ผู้ป่วยกักตัวอยู่ที่บ้านต้องเตรียมการเยอะมาก ทั้งการมอนิเตอร์โดยแพทย์ การส่งอุปกรณ์วัดอุณหภูมิและระดับออกซิเจน”
โรงแรมแห่สมัครเป็น รพ.สนามชั่วคราว
นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กล่าวว่า โรงพยาบาลเอกชนมีการพิจารณาว่า หากจะมีการขยายเตียงจะมีการอนุมัติแบบฟาสแทร็ก (fast-track) โดยอธิบดีกรมฯ ซึ่งจะทำให้เกิดความคล่องตัวมากขึ้นสำหรับโรงพยาบาลที่มีพื้นที่อยู่แล้ว
ส่วนเรื่องสถานกักตัวแบบแพ็กเกจห้องพัก Alternative State Quarantine (ASQ) เพื่อดูแลผู้เดินทางมาจากต่างประเทศของโรงแรมที่ทำสัญญากับโรงพยาบาลเอกชน ที่มีระบบป้องกันตามมาตรฐานนั้น มีขึ้นทะเบียน 100 กว่าแห่ง และมีเตียงรองรับประมาณ 10,000 เตียง
“การปรับเอา ASQ มาปรับเป็นโรงพยาบาลชั่วคราวหรือฮอสพิเทล ได้เปิดรับสมัครไปตั้งแต่วันที่ 8 เม.ย. 2564 ขณะนี้มีโรงพยาบาลที่ร่วมมือกับโรงแรมสมัครและผ่านการรับรองแล้ว 34 แห่ง คิดเป็นจำนวนเตียงที่ขออนุมัติภาพรวมกว่า 7,200 เตียง แต่เปิดใช้จริงประมาณ 4,000 เตียง เนื่องจากช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดี ทางโรงแรมได้มีปิดชั่วคราวเพื่อซ่อมแซม ทำความสะอาด และปรับระบบต่าง ๆ”
ขณะนี้มีผู้ป่วยมาใช้บริการแล้วกว่า 2,000 ราย ซึ่งเป็นผู้ป่วยความรุนแรงระดับสีเขียว ซึ่งเป็นข้อดี เพราะช่วยให้โรงพยาบาลรับผู้ป่วยกลุ่มที่มีอาการซับซ้อนมากกว่าได้มากขึ้น
เตรียมแผนตั้งไอซียูสนาม
รศ.นพ.สุรศักดิ์ ลีลาอุดมลิปิ ประธานคณะกรรมการโรงพยาบาลในกลุ่มสถาบันแพทย์แห่งประเทศไทย (UHOSNET) กล่าวว่า รอบสัปดาห์ที่ผ่านมามีผู้ป่วยกลุ่มความรุนแรงระดับสีเขียว จำนวนมาก ดังนั้น เพื่อรองรับสถานการณ์ต่อจากนี้ หากผู้ป่วยกลุ่มสีเขียวมีอาการมากขึ้น แล้วเปลี่ยนไปอยู่กลุ่มสีเหลือง-สีแดง กลุ่มโรงพยาบาลระดับตติยภูมิทุกสังกัด ทั้งสังกัดทหาร กลาโหม กระทรวงสาธารณสุข และโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย ต้องเดินหน้าร่วมมือกันจัดหาเตียงไอซียูเพิ่ม 50-100%
“อยากชักชวนเพื่อน ๆ ชาวสาธารณสุขร่วมระดมสมอง ระดมพละกำลังเพื่อให้ผ่านวิกฤตไปอีกครั้ง ซึ่งตอนนี้เราเห็นว่ากราฟผุ้ติดเชื้อเริ่มลง แปลว่าทุกคนเริ่มตั้งการ์ดกลับมาดูแลตัวเองอีก จึงขอให้ทำต่อไปอย่างเข้มข้น และเมื่อเราได้วัคซีนจำนวนมาก เชื่อว่าอีกหนึ่งปีหน้าเราจะผ่านมันไปได้”