เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ถอดรหัส “คน ของ ตลาด” โมเดล ปูเส้นทางเศรษฐีแบบมืออาชีพฉบับปันกัน ภายใน 90 วัน

12 ก.ย. 2565 | 18:00น.

ปัญหาของธุรกิจชุมชนส่วนใหญ่ที่ไม่สามารถต่อยอดธุรกิจต่อไปได้พบว่า มีข้อบกพร่องด้านบริหารจัดการเรื่องการเงิน หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) สังกัดสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) จึงผู้ริเริ่มสร้างโครงการ Local Enterprises (LE) โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการธุรกิจชุมชนให้สามารถจัดการและวางแผนการเงินภาคธุรกิจแบบครบวงจรด้วยองค์ความรู้และนวัตกรรม เพื่อยกระดับเศรษฐกิจระดับฐานรากอันเป็นกลไกสำคัญที่จะทำให้ชุมชนเข้มแข็ง

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. บัณฑิต อินณวงศ์ ผู้อำนวยการกรอบการวิจัย Local Enterprises กล่าวว่า ในปี 2564-2565 เป็นเฟสแรกที่จะรักษาโรคการเงิน เรียกว่า “ธุรกิจปันกัน” หลังจากเจ้าของธุรกิจเข้าใจเรื่องต้นทุนและการบริหารจัดการทางการเงินได้แล้ว จึงจะพาไปสู่กระบวนการเห็นตลาดและสร้างของให้ตรงกับตลาดตรงกับปริมาณ ตรงใจของผู้บริโภค ตามแนวคิด “คน ของ ตลาด”

ผู้อำนวยการกรอบการวิจัย Local Enterprises อธิบายรายละเอียดการอบรมผู้ประกอบการชุมชนฉบับปันกันที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงด้านทัศนคติและวิธีการจัดการการเงินเมื่อจบหลักสูตรว่า “เราใช้เครื่องมือว่า ประตูเศรษฐี ฟีเจอร์จะเน้นเรื่องสภาพคล่องของธุรกิจ โดยสามารถเช็คจาก 4 อาการ คือ รายได้ กำไรขาดทุน สภาพคล่อง และหนี้สิน ซึ่งจากอาการจะทำให้สามารถวินิจฉัยโรคการเงินระดับไหน จากนั้นเข้าสู่หลักสูตร “เศรษฐีเรือนใน” เป็นเรื่องการเงินส่วนบุคคล และการแยกบัญชีหรือกระเป๋าส่วนตัว ครอบครัว หรือธุรกิจออกจากกัน ส่วนรายจ่ายแบ่งเป็น 4 ส่วนคือ 1. เพื่อการดำรงชีพประกอบอาชีพ 2. บำรุงชีพ คือรายจ่ายปัจจัย 4 และการศึกษา 3. บำเรอชีพ รายจ่ายฟุ้งเฟ้อ และ 4. บรรลัยชีพ   ที่จะช่วยวางแผนการเงินภายในครัวเรือน และทำให้เห็นสถานะการเงินในธุรกิจได้ชัดเจนมากขึ้น เมื่อผ่านเศรษฐีเรือนในจะเข้าสู่ “เศรษฐีเรือนนอก” เป็นการเรียนรู้บริหารจัดการการเงินภาคธุรกิจ ที่แบ่งเครื่องมือเป็น 3 ตอน ประกอบด้วย หว่าน:บริหารรายรับรายจ่าย/วิธีเพิ่มสินทรัพย์, พรวน : วิธีออมเงิน/หลักการลงทุน และเก็บเกี่ยว:บริหารหนี้/เตรียมพร้อมสู่การเงินภาคธุรกิจ

“สำหรับในปีนี้ธุรกิจชุมชนจาก 73 จังหวัด สมัครเข้ามา 630 ราย ผ่านประตูเศรษฐีเหลือ 500 ราย และเข้าสู่เศรษฐีเรือนใน 200 ราย และผ่านเข้าสู่เศรษฐีเรือนนอก 50 ราย เนื่องจากค้นพบว่าบางคนยังไม่มีศักยภาพในการทำธุรกิจ และจำเป็นต้องฟื้นความรู้ด้านการบริหารจัดการ เสริมความสามารถในการผลิต และเข้าใจการตลาดให้ดีเสียก่อน

“ผลลัพธิ์จากการเรียนรู้ 3 ปีมีผู้เข้าร่วมโครงการแล้วประมาณ 1,500 ราย สิ่งที่โครงการภาคภูมิใจ คือผู้เข้าร่วมโครงการมีรายได้เพิ่มขึ้น 4% ทำกำไรขั้นต้นเพิ่ม 12% หนี้สินหายไปประมาณ 7% ที่สำคัญธุรกิจชุมชนขนาดเล็กที่ไม่เคยมีเงินสำรองเก็บ ปัจจุบันเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่สามารถมีเงินสำรองเก็บได้ 3 เดือน ส่วนในอนาคตยังมีแนวคิดที่จะขยายเครือข่ายพันธมิตรกลุ่มธนาคาร หรือ หอการค้า รวมถึงจะขยายผลใช้ Application ไปสู่สาธารณะหรือการให้ความรู้ทางการเงินหรือปรับใช้ Application เป็นหลักสูตรสอนเด็กติดอาวุธทางปัญญาเรื่องการเงิน”ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.บัณฑิตกล่าว

ด้านผู้เข้าร่วมโครงการ Local Enterprises (LE) และผ่านการอบรมธุรกิจปันกัน “จิรายุณัฐ อัจฉริยะขจร” ผู้ก่อตั้งบริษัท One more Thai craft chocolates ในวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวปากพูน จังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า เธอรับซื้อผลโกโก้ในพื้นที่จากแปลงปลูกโบราณ แปรรูปเป็นช็อกโกแลตพรีเมียม โดยเชื่อมโยงกับชุมชนตลอด ทำกิจกรรมสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับชุมชนโดยรอบปากพูน ในช่วงที่ผ่านมาเจอภาวะโควิดก็สะดุด เราก็ได้ทบทวนในกิจการที่ทำอยู่ และมีโอกาสได้เรียนรู้ข้อมูลจากนักวิชาการในพื้นที่ที่เข้ามาส่งเสริมธุรกิจปันกัน เราได้เห็นจุดบอดของเรา พอเราได้เรียนรู้จากช่องทางต่างๆ ทำให้เราได้พัฒนาการ อุดรูรั่ว เพิ่มเติมศักยภาพของตัวเองให้เต็ม เห็นตัวเลขขาดทุน เห็นโอกาสเติบโต และสร้างกำไร พอเราใช้หลักคิดวิเคราะห์ และปรับรูปแบบในการดำเนินกิจการจากตัวโครงการธุรกิจปันกันที่ติดอาวุธทางปัญญาให้กับเรา เราเข้าใจและใช้ได้จริง เราเอามาปรับแผนธุรกิจใหม่ ดูต้นทุนให้เข้าที่เข้าทาง ชัดเจนลงลึก จากนั้นก็ปรับราคาขาย มีกำไรขึ้นมาในเวลา 3 เดือน

“คิดว่าโครงการธุรกิจปันกันที่เราได้มีโอกาสมาเรียนรู้เป็นประโยชน์มากๆ เราเองก็จะนำประโยชน์นี้ไปสู่ชุมชน ให้แนะนำให้กับเกษตรกร ให้เขาเข้าใจเรื่องต้นทุนเกษตร เหมือนที่เราเข้าใจ เพราะมันได้ผลอย่างเหลือเชื่อ โดยส่วนตัวมองว่าโครงการนี้เป็นพื้นฐานที่ควรอยู่ในทุกครัวเรือน และผู้ประกอบการชุมชน จึงอยากเชิญชวนให้ผู้ประกอบการชุมชนทั้งรายเล็กรายใหญ่มาร่วมโครงการเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจชุมชนต่อไป”

ด้าน นุชนภา เกลี้ยงเกลา จากวิสาหกิจชุมชนทท่องเที่ยวเชิงเกษตรและพัฒนาอาชีพบ้านห้วยทรายขาว จังหวัดนครศรีธรรมราช เผยว่า “ตั้งแต่เรียนธุรกิจปันกันมา ประตูเศรษฐีบานที่ 1 บานที่ 2 ผ่านเศรษฐีเรือนนอก เศรษฐีเรือนใน ทำให้เข้าใจข้อดีของการแยกกระเป๋างบการเงิน กระเป๋าครอบครัว และงบธุรกิจให้ขาดจากกัน เมื่อก่อนรวมกัน แยกไม่ออก ดึงเงินส่วนตัวมาใช้ในธุรกิจ นำผลกำไรมาใช้ส่วนตัว แต่พอมาเรียนรู้แบบลงลึก ทำให้เราอยากพัฒนาตัวเองด้านการเงินให้เดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง ซึ่งตอนนี้เราดูงบดุลของครอบครัวและธุรกิจแต่ละเดือน โดยแยกกระเป๋าได้แบบไม่มีปัญหา

ขณะที่ กฤติ์ธนพัส อัสจักร กล่าวว่า “เพราะเราหาเงินได้ง่ายแต่เราไม่เคยรู้ว่าเราจ่ายอะไรไปบ้าง สิ่งที่ได้เรียนรู้จากเศรษฐีเรือนนอกและเรือนใน คือทำให้รู้ว่าเรามีรายรับเท่าไหร่ จ่ายอะไรไปบ้าง อะไรคือสิ่งจำเป็นหรือไม่จำเป็น ทำให้แต่ละคนจัดสรรงบการเงินตามความสำคัญได้ หาที่มาแล้วเปรียบเทียบรายรับรายจ่าย บริหารตัวเลขและทำรีพอร์ตทุกสิ้นเดือน ช่วยทำให้เราคิดเป็นระบบมากขึ้น เรามีเงินออมมากขึ้น ที่สำคัญทำให้ผมมีเงินสำรองจ่ายสำหรับตัวเองวางแผนล่วงหน้าได้เป็นปีโดยไม่ต้องทำงานก็ได้สิ่งสุดท้ายที่อยากจะบอกคือ อยากให้ผู้ริเริ่มโครงการพัฒนาเครื่องมือแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ผมว่าทุกครัวเรือนหรือธุรกิจภาคชุมชนจำเป็นต้องได้เรียนรู้เคล็ดลับเหล่านี้” ตัวแทนผู้เข้าอบรมธุรกิจปันกัน กล่าวทิ้งท้าย