การศึกษายุคใหม่ ‘ม.รังสิต’ ปรับตัวทัน-เปิดโอกาส-สร้างประสบการณ์
การศึกษายุคใหม่ ‘ม.รังสิต’ ปรับตัวทัน-เปิดโอกาส-สร้างประสบการณ์
โลกการศึกษายุคใหม่ ‘ม.รังสิต’ ย้ำปรับตัวทัน-เปิดโอกาส-สร้างประสบการณ์จริง
‘มหาวิทยาลัยรังสิต’ ขานรับโลกเปลี่ยน นำการศึกษาก้าวทัน จัดโครงการ ‘แนะแนวยุค Generative AI’ ชวนครูแนะแนวจากทั่วประเทศ ร่วมแลกเปลี่ยนทิศทางการศึกษาสู่อนาคต ‘ดร.อรรถวิท อุไรรัตน์’ ยก Transformative learning ย้ำการศึกษายุคใหม่ต้องปรับตัวให้ทัน ชูเป็นพื้นที่การเรียนรู้ตลอด 24 ชั่วโมง
ดร.อรรถวิท อุไรรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต เผยว่า ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลก การเข้ามาถึงของเทคโนโลยี เป็นเครื่องกระตุ้นให้สถาบันการศึกษาต้องปรับตัวให้ทัน ซึ่งที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยรังสิต เป็นสถาบันการศึกษาเอกชนที่พร้อมรับสิ่งใหม่และปรับตัวได้ทันอย่างดีเสมอมา ไม่ว่าในแง่ของการเรียนการสอนทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ สภาพแวดล้อม รวมถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ
38 ปีนับตั้งแต่วันก่อตั้งมหาวิทยาลัยขึ้นมาจนถึงปัจจุบัน มหาวิทยาลัยรังสิตมุ่งมั่นอย่างยิ่งที่สร้างความแตกต่างด้านการศึกษา ตัวอย่างที่เห็นชัด คือ การจัดตั้งวิทยาลัยแพทยศาสตร์ ที่เป็นสถาบันเอกชนแห่งแรกเมื่อ 30 ปีที่แล้ว การเกิดขึ้นของคณะรังสีเทคนิค ระบบรักษาความปลอดภัยอย่างการมีตำรวจมหาวิทยาลัย หรือหลักสูตรอื่นๆ ที่เอื้อให้เกิดการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน
ตลอดที่ผ่านเป็นการชี้ให้เห็นว่า มหาวิทยาลัยรังสิต ได้เปิดโอกาสให้กลุ่มผู้เรียนได้เข้าสู่ระบบการศึกษาที่ทันสมัยตรงกับความสนใจของผู้เรียนมากยิ่งขึ้น ซึ่งการเชิญครูแนะแนว ที่มีความสำคัญอย่างมากต่อการกำหนดทิศทางและอนาคตผู้เรียน ไม่ว่าจะกระตุ้นให้เกิดการค้นพบตัวตน ค้นพบความต้องการ ตลอดจนการต่อยอดไปสู่ความสำเร็จ หรือแก้ไขปัญหาในชีวิตได้ ถือเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่จะได้แลกเปลี่ยนชุดข้อมูลต่างๆ ไปสู่ผู้เรียนได้
“เป็นการตอกย้ำให้เห็นว่ามหาวิทยาลัยรังสิตพร้อมสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ พร้อมพัฒนาคุณภาพการศึกษาทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านร่างกาย จิตใจ ภาควิชาการ รวมถึงการสร้างประสบการณ์การปฏิบัติจากแหล่งประกอบการจริง และย้ำให้เห็นว่ามหาวิทยาลัยรังสิตพร้อมอย่างมากสำหรับเป็นพื้นที่การเรียนรู้ ตลอด 24 ชั่วโมง”

ดร.อรรถวิท กล่าวอีกด้วย ว่า สิ่งต่างๆ ที่ทำไว้อย่างดีมาแล้ว เราจะยังคงธำรงไว้ให้ดีเหมือนเดิม แต่วันนี้แค่นั้นยังไม่พอ ด้วยโลกที่เดินหน้าไปอย่างรวดเร็ว การศึกษาวันนี้ ความคิดของคน ของผู้เรียนในวันนี้แตกต่างจากเมื่อ 10-20 ปีที่แล้ว สถาบันการศึกษาต้องทำให้พวกเขาเห็นว่า มหาวิทยาลัยรังสิต สามารถสนับสนุนและส่งเสริมเขาได้ยังไงบ้าง มาเรียนแล้วได้ประสบการณ์การเรียนรู้อะไรที่มากกว่าความรู้ในห้องเรียนหรือไม่ กล่าวง่ายๆ คือ บัณฑิตทุกคนที่เข้ามาเรียนต้องได้มากกว่าใบปริญญากลับไป
จากการเปลี่ยนแปลงที่ไม่หยุดนิ่งสิ่งที่มหาวิทยาลัยรังสิตมุ่งมั่นพัฒนาอย่างตลอดเวลา คือ การปรับตัวให้พร้อม ทำสถาบันการศึกษาให้มีความหลากหลาย เข้าไปถึงทุกศาสตร์การเรียนรู้ พร้อมมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับผู้เรียน คือประโยคบอกเล่าของ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต ที่เข้ามาดำรงตำแหน่งมาแล้ว 1 ปี กับอีก 6 เดือน โดยขยายความอีกต่อไปว่า ความสำคัญของการศึกษาวันนี้ไม่ใช่แค่การป้อนข้อมูลทางวิชาการกับผู้เรียนอย่างเดียว แต่ต้องให้การเรียนรู้และทักษะที่สามารถนำไปต่อยอดสำหรับการประกอบอาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย
“สิ่งที่มหาวิทยาลัยรังสิตมุ่งมั่นมอบให้นอกจากองค์ความรู้ภาคทฤษฎีแล้ว ภาคปฏิบัติเป็นสิ่งที่เราเน้นย้ำมาโดยตลอด และให้ความสำคัญมากกว่าภาควิชาการด้วยซ้ำ เพราะเป็นสิ่งที่เชื่อมั่นว่า การพัฒนาศักยภาพให้พร้อมต่อยอดได้จริง ทำให้บัณฑิตที่จบออกไป จะเป็นที่ต้องการของตลาด สำคัญกว่านั้นพวกเขาจะเป็นกลุ่มแรงงานที่มีประสิทธิภาพสร้างประโยชน์ให้สังคมและประเทศชาติต่อไป”

อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต ยังย้ำอีกว่า นอกจากการเรียนรู้รูปแบบเดิมที่ยังคงรักษาประสิทธิภาพและพร้อมปรับตัวแล้ว มหาวิทยาลัยรังสิตยังมีการปรับรูปแบบการเรียนการสอนให้เป็น Transformative learning หรือการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง ผ่านการบูรณาการศาสตร์และองค์ความรู้แขนงต่างๆ เข้าด้วยกัน เพื่อให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจในตนเอง เข้าใจโลก และความสัมพันธ์ทางสังคม มีทักษะในการค้นคว้า วิเคราะห์ สังเคราะห์ สะท้อนคิด มีความคิด สร้างสรรค์และจินตนาการ รับโลกทัศน์ใหม่ๆ
“ในวันที่โลกไม่รอใคร การเรียนรู้ในวันนี้จึงต้องเป็นเรื่องเดียว คือ นอกจากความรู้และประสบการณ์จากศาสตร์ที่สนใจแล้ว การมีทักษะรอบด้านจะเป็นประโยชน์ต่อผู้เรียน เราไม่อยากให้เด็กรุ่นใหม่เสียเวลา เชื่อว่าวิธีเหล่านี้ช่วยให้เด็กเรียนรู้ได้เร็วขึ้น เก่งขึ้น มีความสามารถมากขึ้น ทำงานจากประสบการณ์จริงได้เยอะขึ้น ซึ่งเรามี expert จากโลกการทำงานจริง เข้ามาเสริมสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ให้ผู้เรียนได้เรียนควบคู่กับภาคทฤษฎีไปพร้อมๆ กัน”

ดร.อรรถวิท กล่าวอีกด้วย ว่า บริบทปัจจุบันนี้หลายหน่วยวัดกำลังวัดความสำเร็จที่แตกต่างจากเดิม คือ เน้นน้ำหนักไปทางประสิทธิภาพและผลลัพธ์ตั้งแต่ตอนเรียนไปจนถึงเรียนจบ 70% วัดสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ 20% และ 10% เป็นเรื่องการยอมรับความหลากหลายและความแตกต่างของสังคม ซึ่งมหาวิทยาลัยรังสิตเดิมทีให้ความสำคัญกับสัดส่วนเหล่านี้อยู่ สิ่งที่ทำต่อไป คือ พัฒนาสภาพแวดล้อมให้เหมาะกับการเรียนรู้ ปรับปรุงเทคโนโลยี เครื่องมือ ห้องปฏิบัติการ ตลอดจนห้องเรียนให้เหมาะกับการเรียนรู้แบบใหม่ เอื้อต่อการลงพื้นที่จริง ทำงานจริง ทำผลิตภัณฑ์จริง
ยกตัวอย่างการสร้างประสบการณ์เรียนรู้ของมหาวิทยาลัยรังสิต อย่างการใช้กัญชาและกัญชงทางการแพทย์ งานวิจัยและนวัตกรรมผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อสุขภาพ หรือมีการนำผลงานวิจัยมาต่อยอดเป็นยาสมุนไพรจำหน่าย ไปถึงการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการแพทย์ อาทิ คณะวิศวกรรมชีวการแพทย์ สามารถพัฒนาระบบการวัดค่าน้ำตาลในเลือดไม่ต้องเจาะเลือดของผู้เป็นโรคเบาหวาน
“เชื่อว่าสิ่งที่เราทำมาโดยตลอด ที่ทำอยู่ และกำลังจะทำต่อไป เป็นแพชชันที่เราอยากสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุด ประสิทธิภาพที่ดีที่สุด เสิร์ฟกับตลาดให้ได้มากที่สุด เป็นพลังสำคัญของการขับเคลื่อนประเทศต่อไป” อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต ทิ้งท้าย