GIZ และ Nestlé ประกาศความสำเร็จในการยกระดับและขยายผล ‘การเกษตรเชิงฟื้นฟู’
GIZ และ Nestlé ประกาศความสำเร็จในการยกระดับและขยายผล 'การเกษตรเชิงฟื้นฟู'
GIZ และ Nestlé ประกาศความสำเร็จในการยกระดับและขยายผล ‘การเกษตรเชิงฟื้นฟู’ ในกลุ่มผู้เพาะปลูกกาแฟโรบัสตาของไทย
ชุมพร 8 ธันวาคม 2568 – องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ร่วมกับบริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด รวมทั้งภาคีความร่วมมือ ภาครัฐและตัวแทนเกษตรกรรายย่อยผู้ปลูกกาแฟโรบัสตา ร่วมฉลองความสำเร็จของการดำเนินโครงการ
คอฟฟีพลัสและโครงการคอฟฟีดับเบิ้ลพลัส ซึ่งเป็นความร่วมมือภาครัฐ-เอกชน ตลอดระยะเวลา 8 ปี ในความร่วมมือและทุ่มเทให้กับการยกระดับคุณภาพชีวิตและความสามารถในการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ (Climate Resilience) ของผู้ปลูกกาแฟโรบัสตารายย่อยกว่า 2,200 ราย ในภาคใต้ของประเทศไทย
GIZ และ เนสท์เล่ ได้สร้างความร่วมมืออย่างต่อเนื่องในระยะยาวตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561-2568 โดยริเริ่มโครงการพัฒนาระบบการเพาะปลูกกาแฟของเกษตรกรรายย่อย ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ โครงการคอฟฟีพลัส (Coffee+) และ โครงการยกระดับชีวิตความเป็นอยู่และความพร้อมในการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของผู้เพาะปลูกกาแฟรายย่อย ด้วยแนวทางการเกษตรเชิงฟื้นฟู หรือโครงการคอฟฟีดับเบิ้ลพลัส (Coffee++) ร่วมกัน
นางพจมาน วงษ์สง่า ผู้อำนวยการโครงการ GIZ ประจำประเทศไทย กล่าวถึงความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ดังนี้ “โครงการคอฟฟีดับเบิ้ลพลัส ประเทศไทยได้สร้างแพลตฟอร์มสำคัญให้กับภาคีทุกภาคส่วน และทุกระดับชั้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งเกษตรกรรายย่อยผู้ปลูกกาแฟโรบัสตามีความรู้และทักษะการจัดการสวนอย่างเป็นระบบ มีความรู้เท่าทันและเตรียมพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความสำเร็จของโครงการคือ การสร้างแนวทางที่ยั่งยืนในการจัดการพื้นที่เกษตรเพื่อการปลูกกาแฟโรบัสตาอย่างยั่งยืน แนวทางดังกล่าวได้รับการบูรณาการอยู่ในแผนทั้งในระดับประเทศและระดับจังหวัดเพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับการปลูกกาแฟโรบัสตาในพื้นที่ภายหลังจากโครงการเสร็จสิ้นลง”
นายฟิลิปป์ เกลาเซอร์ ผู้อำนวยการบริหารฝ่ายเทคนิคและอุตสาหกรรมการผลิต เนสท์เล่ อินโดไชน่า กล่าวเพิ่มเติมดังนี้ “เรารู้สึกภาคภูมิใจที่ได้ดำเนินโครงการความร่วมมือกับ GIZ และมีส่วนช่วยยกระดับการเกษตรเชิงฟื้นฟูให้กับเกษตรกรรายย่อยหลายพันคน โครงการคอฟฟีดับเบิ้ลพลัสมีส่วนช่วยปกป้องสิ่งแวดล้อมและช่วยให้เกษตรกรรายย่อยผู้ปลูกกาแฟโรบัสตามีผลผลิตและรายได้ที่เพิ่มขึ้น ผู้บริโภคต่างก็ได้รับประโยชน์จากผลผลิตกาแฟคุณภาพดีที่ผลิตจากแนวปฏิบัติด้านการเกษตรเชิงฟื้นฟู และสิ่งสำคัญคือ การทำงานร่วมกันครั้งนี้ยังมีส่วนสนับสนุนให้เนสท์เล่บรรลุเป้าหมายของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ. 2593 อีกด้วย”