“ไทยเบฟฯ” เคาะดอกเบี้ยหุ้นกู้ ขยับเพิ่มวงเงินออกขาย 1.5 หมื่นล้านบาท

ไทยเบฟฯเคาะดอกเบี้ยหุ้นกู้ 3 รุ่น 3.10-3.87% ขยับเพิ่มวงเงินออกเป็น 1.5 หมื่นล้านบาท จากเดิม 1 หมื่นล้าน เสนอขายนักลงทุนสถาบัน/รายใหญ่ ระหว่าง 14, 17-18 ก.ค.นี้ ฟาก “ทริสเรทติ้ง” ประกาศคงอันดับหุ้นกู้ที่ “AA” แนวโน้ม “stable” สะท้อนสถานะผู้นำตลาดเครื่องดื่มในภูมิภาค

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ระบุถึงหุ้นกู้ของบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) หรือ TBEV ครั้งที่ 2/2566 ชุดที่ 2 ครบกำหนดไถ่ถอนปี พ.ศ. 2570 เป็นหุ้นกู้ระยะยาวชนิดระบุชื่อผู้ถือ ประเภทไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ โดยได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยเรียบร้อยแล้วทั้ง 3 รุ่น เสนอขายผู้ลงทุนสถาบัน และ/หรือ ผู้ลงทุนรายใหญ่

โดยเตรียมเสนอขายระหว่างวันที่ 14 และ 17-18 ก.ค.นี้ ผ่านผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ, ธนาคารกสิกรไทย, ธนาคารกรุงไทย, ธนาคารกรุงศรีอยุธยา, ธนาคารไทยพาณิชย์, ธนาคารทหารไทยธนชาต และบริษัท หลักทรัพย์ เกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน)

สำหรับหุ้นกู้ อายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3.10% ต่อปี จ่ายดอกเบี้ยทุก ๆ 6 เดือน มูลค่าเสนอขายไม่เกิน 2,500 ล้านบาท, หุ้นกู้ อายุ 4 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3.37% ต่อปี จ่ายดอกเบี้ยทุก ๆ 6 เดือน มูลค่าเสนอขายไม่เกิน 9,000 ล้านบาท, หุ้นกู้ อายุ 10 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3.87% ต่อปี จ่ายดอกเบี้ยทุก ๆ 6 เดือน มูลค่าเสนอขายไม่เกิน 3,500 ล้านบาท

ทั้งนี้ หุ้นกู้ทั้ง 3 รุ่น มีธนาคารกรุงศรีอยุธยา เป็นผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ ได้รับการจัดอันดับเครดิตความน่าเชื่อถือที่ “AA” แนวโน้ม “stable” จากบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด เมื่อวันที่ 3 ก.ค. 2566

โดยทริสเรทติ้ง ได้ประกาศคงอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันชุดปัจจุบันของ TBEV ที่ระดับ “AA” ในขณะเดียวกันยังจัดอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันชุดใหม่ ในวงเงินไม่เกิน 1.5 หมื่นล้านบาทของบริษัท ที่ระดับ “AA” ด้วยเช่นกัน

โดย
แนวโน้มอันดับเครดิตยังคงเดิมที่ “stable” หรือ “คงที่” ทั้งนี้ อันดับเครดิตของหุ้นกู้ชุดใหม่ใช้แทนอันดับเครดิตหุ้นกู้เดิมที่ได้รับการจัดอันดับเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2566 เนื่องจากบริษัทแจ้งความประสงค์เปลี่ยนแปลงวงเงินรวมของหุ้นกู้ จากเดิม 10,000 ล้านบาท เป็น 15,000 ล้านบาท โดยบริษัทจะนำเงินที่ได้จากการออกหุ้นกู้ชุดใหม่ไปใช้ชำระคืนหนี้

ทริสเรทติ้งระบุว่า อันดับเครดิตดังกล่าวสะท้อนถึงสถานะผู้นำของบริษัทในตลาดเครื่องดื่มในภูมิภาคจากการที่บริษัทมีตราสินค้าที่แข็งแกร่งและมีเครือข่ายช่องทางการจัดจำหน่ายที่กว้างขวาง รวมทั้งมีความยืดหยุ่นในการสร้างกระแสเงินสด

นอกจากนี้ อันดับเครดิตยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทที่จะปรับลดภาระหนี้ลงอีกด้วย อย่างไรก็ตาม อันดับเครดิตก็มีข้อจำกัดจากสภาวะการแข่งขันที่รุนแรง กฎระเบียบที่เข้มงวด และการขึ้นภาษีสรรพสามิตในธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทยที่มีบ่อยครั้งเช่นกัน

ตาราง ไทยเบฟเคาะดอกเบี้ยหุ้นกู้

ขณะที่บริษัทมีผลการดำเนินงานเป็นไปตามที่ทริสเรทติ้งประมาณการ โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2566 บริษัทมีรายได้รวมเพิ่มขึ้น 3.9% เป็น 1.49 แสนล้านบาท จากผลของการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งในประเทศไทยและประเทศเวียดนาม หลังจากที่การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โรคโควิด-19) บรรเทาลง

อย่างไรก็ตาม กำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ของบริษัทก็ปรับตัวลดลง 3.1% เป็น 26,800 ล้านบาท ในช่วงครึ่งแรกของปี 2566 เนื่องจากต้นทุนและค่าใช้จ่ายด้านการตลาดที่เพิ่มสูงขึ้น

ในขณะที่อัตราส่วน EBITDA ต่อยอดขายของบริษัทลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ระดับ 18.0% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2566 จากระดับ 18.5% ในปี 2565 ในขณะเดียวกัน อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อ EBITDA ที่ปรับปรุงแล้วของบริษัท ยังคงอยู่ที่ระดับประมาณ 3.3 เท่า จากปี 2565 จนถึงครึ่งแรกของปี 2566

ณ เดือนมีนาคม 2566 บริษัทมีหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยรวมทั้งสิ้นจำนวน 2.04 แสนล้านบาท ซึ่งรวมหนี้ที่มีสิทธิได้รับชำระคืนก่อนจำนวน 26,000 ล้านบาท โดยหนี้ที่มีสิทธิได้รับชำระคืนก่อนนั้นเป็นหนี้ที่ไม่มีการค้ำประกันของบริษัทย่อย ทั้งนี้ บริษัทมีอัตราส่วนหนี้ที่มีสิทธิได้รับชำระคืนก่อนต่อหนี้สินรวมอยู่ที่ระดับ 13%


ทั้งนี้ แนวโน้มอันดับเครดิต “stable” หรือ “คงที่” สะท้อนถึงความคาดหมายของทริสเรทติ้งว่า บริษัทจะยังคงสามารถสร้างผลการดำเนินงานที่น่าพอใจและมีภาระหนี้ที่ปรับตัวดีขึ้น รวมถึงบริษัทจะยังคงดำรงสถานะผู้นำทั้งในตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ภายในประเทศและตลาดภูมิภาคนอกประเทศไทยได้ต่อไป