สมาคมผู้ค้าปลีกไทยชง QuickWin ปลุกเม็ดเงินสะพัด 100,000 ล้าน
สมาคมผู้ค้าปลีกไทยเสนอมาตรการ Quick Win ปลุกเศรษฐกิจ ต.ค.-ธ.ค. ขยายวงเงินคนละครึ่ง 300 บาท/วัน และ 1,500 บาท/เดือน พร้อมปัดฝุ่น Easy E-Receipt เฟส 2 วงเงิน 100,000 บาท/คน เชื่อจับจ่ายสะพัด 100,000 ล้านบาท คู่ชงลดภาษีนำเข้าสินค้าไลฟ์สไตล์-VAT Refund ณ จุดขาย ปลุกจับจ่ายนักท่องเที่ยว
นายณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย ฉายภาพว่า 3 เดือนข้างหน้าเป็นจังหวะสำคัญ สำหรับการออกมาตรการระยะสั้น เพื่อสร้างแรงส่งที่เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในภาคค้าปลีกของไทยมีมูลค่ากว่า 4 ล้านล้านบาท และยังเป็นเส้นเลือดใหญ่เชื่อมโยงการผลิต การบริการ และการจ้างงานกว่าล้านตำแหน่ง
โดยสมาคมเห็นว่ามาตรการที่จะเกิดผลจริงต้องครอบคลุม ตรงเป้า และเห็นผลชัดเจน ไม่เพียงช่วยผู้บริโภค แต่ยังสนับสนุน SMEs เกษตรกร แรงงาน และธุรกิจทุกระดับ เพื่อสร้างงาน เพิ่มกำลังซื้อ และกระตุ้นการหมุนเวียนของเงินในระบบ
ดังนั้น สมาคมจึงขอเสนอชุดมาตรการ 3 ด้านคือ กระตุ้นการจับจ่ายของผู้บริโภคไทย, กระตุ้นการจับจ่ายของนักท่องเที่ยว และกระตุ้นการจ้างงานและเสริมกำลังแรงงาน เพื่อประกอบการพิจารณาของรัฐบาล ซึ่งสามารถดำเนินการได้ทันที และคาดว่าจะสร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นรูปธรรม
คนละครึ่ง 300/วัน, 1,500/เดือน
นายณัฐย้ำว่า มาตรการคนละครึ่งเวอร์ชั่นอัพเกรดจะเป็นยาแรงที่ช่วยอัดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ จากการกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชน และกระจายรายได้อย่างทั่วถึง
โดยสมาคมเสนอให้ขยายมาตรการให้ครอบคลุมทุกประเภทร้านค้าโดยไม่มีเงื่อนไขซับซ้อน เพื่อเพิ่มทางเลือกและความสะดวกในการจับจ่าย พร้อมเพิ่มวงเงินใช้จ่ายต่อวันจาก 150 บาท เป็น 300 บาท และวงเงินเดือนละ 1,500 บาท เป็นเวลา 2 เดือน ช่วงตุลาคม-พฤศจิกายน เพื่อให้สอดคล้องกับค่าครองชีพและพฤติกรรมการบริโภคในปัจจุบัน
ขณะเดียวกัน ควรเดินหน้าโครงการ Easy E-Receipt เฟส 2 ช่วงปลายปี เพื่อกระตุ้นการจับจ่ายช่วงไฮซีซั่น สำหรับการซื้อสินค้าและบริการจากร้านค้าที่ลงทะเบียนในระบบ จำกัดวงเงินสูงสุด 100,000 บาทต่อคน และมีระยะเวลาโครงการ 3 เดือน คือตุลาคม-ธันวาคม
โดยปรับเงื่อนไขให้เข้าร่วมสะดวกขึ้น ครอบคลุมหมวดสินค้าทั่วไป สินค้า OTOP และสินค้าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งคาดว่าจะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกว่า 100,000 ล้านบาท เพิ่มรายได้ให้ร้านค้า และส่งเสริมให้ร้านค้าเข้าสู่ระบบภาษีและระบบดิจิทัล ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในภาพรวม
ดันจ้างงานรายชั่วโมง
พร้อมกันนี้ควรปลดล็อกการจ้างงานรายชั่วโมง เพื่อลดปัญหาการว่างงาน โดยเฉพาะในกลุ่มนักศึกษา ผู้สูงอายุ และแรงงานนอกระบบ ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการค้าปลีกจะสามารถบริหารต้นทุนแรงงานได้คล่องตัวมากขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการในช่วงเวลาที่มีลูกค้าหนาแน่น ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างงาน กระจายรายได้ และเสริมความแข็งแกร่งให้ตลาดแรงงานไทย
ย้ำสร้างสวรรค์นักช็อป
นอกจากการจับจ่ายของผู้บริโภคไทยแล้ว ควรมีมาตรการกระตุ้นยอดการจับจ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยใช้มาตรการทางภาษีมาเพิ่มแรงดึงดูด ไม่ว่าจะเป็นลดภาษีนำเข้าสินค้าไลฟ์สไตล์ จากปัจจุบันที่อยู่ในอัตรา 20-30% ซึ่งสูงที่สุดในอาเซียน ลงเป็น 10-15%
พร้อมกับนำร่องมาตรการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มแบบทันที ณ จุดขาย หรือ Instant VAT Refund โดยให้นักท่องเที่ยวสามารถขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ได้ที่ร้านค้า ภายใต้เงื่อนไขมียอดซื้อขั้นต่ำ 3,000 บาท ทั้งนี้ อาจเริ่มจากร้านค้าสมาชิกในย่านช็อปปิ้งหลักของกรุงเทพฯ
รวมถึงขยายระยะเวลาวีซ่านักท่องเที่ยวรัสเซีย ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพในการใช้จ่ายสูงและนิยมพำนักระยะยาว โดยขยายระยะเวลาวีซ่าจาก 30 วัน เป็น 45-60 วัน ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวชาวรัสเซีย และกระตุ้นการใช้จ่าย-กระจายรายได้สู่ภาคท่องเที่ยว
นายณัฐทิ้งท้ายว่า มาตรการเหล่านี้จะไม่เพียงช่วยภาคค้าปลีก แต่ยังสร้างประโยชน์ต่อ SMEs เกษตรกร แรงงาน และผู้บริโภคทุกกลุ่ม ก่อให้เกิดแรงส่งเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง
สมาคมพร้อมทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมโยงภาคค้าปลีกกับรัฐบาล เพื่อผลักดันให้มาตรการเหล่านี้เกิดขึ้นได้จริง และร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้แข็งแกร่งและเติบโตอย่างยั่งยืน