เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

โค้งสุดท้าย ‘เชียงใหม่สู่มรดกโลก’ ‘กราฟฟิตี-ป้ายยักษ์’ ท้าสายตา ICOMOS

20 มิ.ย. 2569 | 18:06น.

การเดินทางของ “เชียงใหม่ นครหลวงล้านนา” สู่การปักหมุดเป็นเมืองมรดกโลกแห่งใหม่ ขยับเข้าใกล้ความจริงเข้ามาทุกขณะ 

โดยช่วงเวลานี้กำลังนับถอยหลังสู่ช่วงโค้งสุดท้าย ซึ่งเหลือเวลาอีกเพียงราว 1 เดือนครึ่งเท่านั้น ก่อนที่ผู้เชี่ยวชาญจาก ICOMOS (ตัวแทนจากยูเนสโก) จะเดินทางมาลงพื้นที่ตรวจประเมินจริงในวันที่ 3 – 8 สิงหาคม 2569

ล่าสุด เมื่อวันที่ 13 – 14 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา สมาคมอิโคโมสไทย (ICOMOS Thailand) และคณะทำงานเร่งรัดการขับเคลื่อนนำเสนอแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่เป็นมรดกโลก ลงพื้นที่ติดตามความพร้อมของกลุ่มวัดสำคัญทั้ง 7 แห่ง และพื้นที่เขตเมืองเก่า-คูเมือง ทำให้ได้เห็นทั้งจุดแข็ง และ “โจทย์ข้อใหญ่” 

แม้แรงขับเคลื่อนจากภาคประชาชนและชุมชนจะตื่นตัวอย่างมาก แต่ในมิติด้านการบริหารจัดการเมืองยังคงมี “รอยรั่ว” หลายจุดที่ต้องเร่งสะสางโดยด่วน 

จุดเสี่ยงที่ต้องเร่งสะสาง

นายบวรเวท รุ่งรุจี นายกสมาคมอิโคโมสไทย และประธานคณะทำงานเร่งรัดการขับเคลื่อนนำเสนอแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่เป็นมรดกโลก เปิดเผยว่า ต้องยอมรับว่าเชียงใหม่มีต้นทุนทางวัฒนธรรมที่สูงมาก โอกาสที่เราจะได้รับการประกาศให้เป็นเมืองมรดกโลกนั้นมีสูงถึง 90% 

มรดกโลก
นายบวรเวท รุ่งรุจี

ทุกฝ่ายมีความตื่นตัวและพร้อมใจกันรักษาวิถีชีวิตดั้งเดิมเอาไว้ ซึ่งสอดคล้องกับหัวใจสำคัญที่ยูเนสโกให้คุณค่า นั่นคือการเป็น “Living Heritage” หรือมรดกโลกที่มีชีวิต ที่โบราณสถานไม่ได้ถูกแช่แข็ง แต่ยังคงขับเคลื่อนไปพร้อมกับลมหายใจของคนในพื้นที่

นอกจากนี้ ในแง่ของกฎหมาย เชียงใหม่ยังเป็น 1 ใน 36 เมืองเก่าที่มีระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีและเทศบัญญัติท้องถิ่นคอยคุ้มครองอยู่แล้ว โดยเฉพาะข้อกำหนดที่ให้สิ่งปลูกสร้างใหม่ในเขตเมืองเก่าต้องมีความสูงไม่เกิน 12 เมตร และต้องออกแบบให้สอดคล้องกับสถาปัตยกรรมล้านนา เพื่อไม่ให้ทำลายอัตลักษณ์ดั้งเดิมของเมือง

มรดกโลก

แม้ภาพรวมจะดูราบรื่น แต่ก็ยังมี “จุดเปราะบาง” สำคัญ ที่กรรมการยูเนสโกมักจะเดินตรวจและจับผิดอย่างเข้มงวด ซึ่งจากการลงพื้นที่พบว่ามี 2 ประเด็นหลักที่ต้องปรับปรุงทางกายภาพอย่างเร่งด่วน คือ

 1.มลพิษทางสายตาจากป้ายโฆษณา เมื่อสำรวจไปตามแนวคูเมืองและกำแพงเมืองเก่า โดยเฉพาะจุดสำคัญอย่าง “ประตูช้างเผือก” และ “ประตูเชียงใหม่” ยังคงมีป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ติดตั้งอยู่เป็นจำนวนมาก บางจุดมีความสูงเกินกว่าเกณฑ์ 12 เมตรที่กฎหมายกำหนด 

มรดกโลก

ป้ายเหล่านี้กลายเป็นสิ่งแปลกปลอมที่บดบังทัศนียภาพอันงดงาม และลดทอนคุณค่าความน่าเลื่อมใสของโบราณสถานไปอย่างน่าเสียดาย ซึ่งโจทย์นี้ไม่ใช่การห้ามมีป้ายโฆษณา แต่คือการจัดระเบียบขนาด ความสูง และการออกแบบให้กลมกลืนกับเมืองเก่า

มรดกโลก

 2.การคืนชีวิตและจิตวิญญาณให้ “วัดพระธาตุดอยสุเทพ” ซึ่งถือเป็นหัวใจและจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่สุดแห่งหนึ่ง เพราะเป็นพื้นที่มุมสูงที่มองเห็นทัศนียภาพของเมืองเชียงใหม่ได้ทั้งหมดแบบพาโนรามา 

แต่จากการสำรวจภายในพื้นที่วัด พบว่ายังมีสิ่งก่อสร้างชั่วคราวอย่างเต็นท์ที่ไม่จำเป็น อาคารเก่าที่ถูกปล่อยร้างไม่ได้ใช้งาน รวมถึงความไม่เป็นระเบียบของร้านค้าบริเวณทางขึ้น 

สิ่งเหล่านี้บดบังทัศนียภาพและลดทอน “จิตวิญญาณของสถานที่” ลงไป ทางคณะทำงานจึงจำเป็นต้องขอความร่วมมือในการรื้อถอนสิ่งรกตาเหล่านี้ออกไปโดยเร็ว

ดันขนส่งมวลชนเชื่อม 7 วัด

นายบวรเวทกล่าวต่อว่า นอกจากการปรับปรุงภูมิทัศน์เฉพาะหน้าแล้ว รายงานฉบับนี้มองเห็นความจำเป็นในระยะยาวเรื่องการจัดการระบบคมนาคม โดยมีข้อเสนอแนะให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้ง อบจ. และเทศบาลนครเชียงใหม่ ร่วมกันพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะสำหรับการท่องเที่ยวเพื่อเชื่อมโยงกลุ่มวัดมรดกโลกทั้ง 7 แห่งเข้าด้วยกัน 

มรดกโลก

เน้นให้นักท่องเที่ยวจอดรถยนต์ส่วนตัวไว้ด้านนอก แล้วใช้บริการรถสาธารณะสีเขียวเวียนเข้าสู่พื้นที่เมืองเก่าแทน วิธีนี้นอกจากจะช่วยลดความแออัด ลดมลพิษแล้ว ยังช่วยแก้ปัญหาการนำรถไปจอดเบียดบังตัวโบราณสถานและลดมลพิษในเขตเมืองเก่าระยะยาว

จี้จัดระเบียบป้ายโฆษณา

นางเสาวคนธ์ ศรีบุญเรือง ตัวแทนเครือข่ายชุมชนเมืองรักษ์เชียงใหม่ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้ชาวบ้านรับรู้ข้อมูลแล้วเกินกว่าร้อยละ 50 แต่ยังต้องเร่งชี้เป้าให้ชัดเจนว่าชุมชนจะเข้ามามีส่วนร่วมในจุดใดเพื่อความพร้อมในการตอบคำถามและต้อนรับคณะกรรมการ

โดยเครือข่ายชุมชนเมืองรักษ์เชียงใหม่ และสภาเมืองเชียงใหม่ ได้ร่วมกับทูตวัฒนธรรม เดินสายรุกหนักไปตามสถานศึกษาในเขตเมือง นำร่องที่โรงเรียนวัฒโนทัยพายัพ เพื่อดึงกลุ่มนักเรียนและนักศึกษาเข้ามาฟังและเรียนรู้บริบทของเมืองมรดกโลก เนื่องจากมองว่าเยาวชนในเขตเมืองเก่าทุกคนจำเป็นต้องมีความรู้และเข้าใจในเรื่องนี้อย่างลึกซึ้ง

มรดกโลก

นางเสาวคนธ์กล่าวว่า ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือเรื่อง “ป้ายโฆษณา” ต้องใช้โอกาสในการขับเคลื่อนสู่เมืองมรดกโลกครั้งนี้เป็นตัวผลักดันในการจัดระเบียบเมืองใหม่ทั้งหมด จากเดิมที่ต่างคนต่างทำจนขาดระเบียบ หากไม่มีกฎเกณฑ์ที่เข้มงวด ทัศนียภาพของเมืองจะเสื่อมโทรมลงไปเรื่อย ๆ 

ICOMOS เดินเท้าตรวจเมือง

 นายบวรเวทกล่าวว่า ICOMOS จะเดินเท้าสำรวจเมืองแบบเจาะลึกและละเอียดมาก นี่คือหนึ่งในจุดที่หลายเมืองที่เสนอตัวเป็นมรดกโลกมักจะคาดไม่ถึง เพราะนึกว่ากรรมการจะนั่งรถตรวจเฉพาะจุดยุทธศาสตร์หลักที่จัดตั้งแต่งเอาไว้รับรอง แต่ความจริงแล้วกระบวนการตรวจประเมินภาคสนามของ ICOMOS ขึ้นชื่อเรื่องการ “เดินเท้าตรวจ” เป็นหลัก

เหตุผลที่เขาต้องเดินเท้าดู และจุดที่เขาจะจ้องมอง ได้แก่ 1.เดินเพื่อดู “บัฟเฟอร์โซน” (Buffer Zone) และวิถีชีวิตจริง กรรมการไม่ได้ดูแค่ตัวองค์เจดีย์หรือในวิหาร แต่เขาจะเดินเท้าไปตามตรอก ซอก ซอย และถนนรอบ ๆ โบราณสถาน เพื่อดูว่าสภาพแวดล้อมที่โอบล้อมมรดกโลกอยู่นั้นเป็นอย่างไร

“เขาจะดูว่าทางเท้าเดินได้จริงไหม มีขยะรกตาหรือเปล่า สภาพแวดล้อมทางกลมกลืนไหม มีสิ่งแปลกปลอมมาบดบังคุณค่าของเมืองเก่าหรือเปล่า”

2.เดินเพื่อพิสูจน์ความเป็น “มรดกโลกที่มีชีวิต” (Living Heritage) เนื่องจากเชียงใหม่ชูจุดเด่นเรื่องการเป็นเมืองมรดกโลกที่ยังมีคนอาศัยและขับเคลื่อนวัฒนธรรมอยู่ เพื่อให้เห็นว่าชาวบ้านใช้ชีวิตอย่างไร สัญจรอย่างไร ปลอดภัยไหม และการจัดการเมืองของท้องถิ่นเอื้อให้เกิดความยั่งยืนจริงหรือเปล่า

มรดกโลก

3.การเดินเพื่อตรวจสอบย้อนกลับ ในเอกสารที่เราส่งไปให้ยูเนสโก ทุกเมืองจะเขียนภาพฝันไว้สวยหรูมาก ว่ามีการจัดการอย่างดี มีกฎหมายควบคุม กรรมการที่ถูกส่งมาจึงมีหน้าที่เดียวคือ มาตรวจสอบว่าสิ่งที่เขียนในกระดาษตรงกับความเป็นจริงในพื้นที่หรือไม่ การเดินเท้าจะทำให้เขาเห็นรอยรั่วที่รถวิ่งผ่านแล้วมองไม่เห็น 

3 เสาหลัก สู่มรดกโลก

นายสายกลาง จินดาสุ นักโบราณคดีชำนาญการ กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า กระบวนการประเมินของอิโคโมส (ICOMOS) จะมุ่งเน้นไปที่ 3 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ ความครบถ้วนสมบูรณ์ ความแท้ดั้งเดิม และระบบการบริหารจัดการ 

มรดกโลก
นายสายกลาง จินดาสุ

รูปแบบการทำงานของคณะกรรมการอิโคโมสจะใช้วิธี “เดินเท้าสำรวจ” เป็นหลัก โดยจะเดินเจาะลึกไปตามเส้นทางและตรอกซอกซอยต่าง ๆ ของย่านประวัติศาสตร์เพื่อสัมผัสและตรวจสอบสภาพแวดล้อมจริงในระดับสายตา ไม่ใช่เพียงการตรวจดูจากบนยานพาหนะหรือจุดแลนด์มาร์กหลักเท่านั้น 

การเดินเท้าตรวจเช่นนี้ทำให้คณะกรรมการสามารถมองเห็นรายละเอียดความเชื่อมโยงของชุมชน พื้นที่
สาธารณะ ตลอดจนปัญหาทัศนียภาพได้อย่างใกล้ชิด

ในส่วนของการประเมิน คณะกรรมการจะพิจารณาว่า ความครบถ้วนสมบูรณ์ขององค์ประกอบทางกายภาพและขอบเขตของแหล่งมรดกยังคงอยู่ครบถ้วนตามที่ระบุในเอกสารหรือไม่ 

มรดกโลก

ขณะที่ความแท้ดั้งเดิมจะเน้นการประเมินในแง่ของรูปแบบ วัสดุ ฝีมือช่าง ไปจนถึงจิตวิญญาณของสถานที่ โดยจะต้องไม่มีการบูรณะที่ผิดหลักสากล หรือการสร้างสิ่งใหม่ครอบทับสิ่งเก่าจนสูญเสียคุณค่าดั้งเดิม และสุดท้ายคือ ระบบการบริหารจัดการ ซึ่งเปรียบเสมือนพันธสัญญาทางกฎหมายและมาตรการภาคปฏิบัติของเมืองในการปกป้องรักษามรดกโลกอย่างยั่งยืน

นายสายกลางกล่าวต่อว่า ข้อกังวลเรื่องผลกระทบทางทัศนียภาพ บริเวณกำแพงเมือง-คูเมือง และประตูเชียงใหม่ เช่น ปัญหากราฟฟิตีบนตู้ระบบสาธารณูปโภค หรือป้ายโฆษณาต่าง ๆ ที่คณะกรรมการอาจจะพบเห็นระหว่างการเดินเท้าตรวจนั้น ในเชิงเทคนิคสิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยที่ “สามารถย้อนกลับหรือแก้ไขได้” ซึ่งมีความรุนแรงน้อยกว่าสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ที่ไม่สามารถทุบทำลายได้ 

อย่างไรก็ตาม ปัญหาด้านทัศนียภาพเหล่านี้ยังคงเป็นประเด็นที่คณะกรรมการให้ความสำคัญ และอาจมีการซักถามถึงมาตรการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งหากเมืองยังไม่มีมาตรการที่ชัดเจนคณะกรรมการอาจร้องขอให้ทำข้อตกลงเพิ่มเติมเพื่อเป็นข้อผูกพันในการจัดการต่อไป

ทั้งนี้ กระบวนการหลังจากคณะกรรมการลงพื้นที่ตรวจเสร็จสิ้นแล้ว จะเข้าสู่ขั้นตอนการตรวจสอบซ้ำเพื่อยืนยันความถูกต้อง โดยอิโคโมสจะส่งข้อซักถามหรือข้อห่วงใยกลับมายังประเทศไทยเพื่อให้ชี้แจงและปรับปรุงแผนอีกราว 2 รอบ ซึ่งจะเกิดขึ้นภายในช่วงปลายปีนี้ รอบแรก (เดือนตุลาคม 2569) และรอบที่ 2 (เดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม 2569) ก่อนที่จะมีการสรุปมติอย่างเป็นทางการ

นายสายกลางกล่าวอีกว่า สิ่งที่น่าจับตามองในระยะยาวคือ พันธสัญญาหลังจากได้รับรองเป็นมรดกโลก เนื่องจากแผนการจัดการและกฎหมายควบคุมต่าง ๆ ที่ระบุไว้ในเอกสารจำเป็นต้องนำไปปฏิบัติจริงอย่างเคร่งครัด 

หากในอนาคตเมืองไม่สามารถดำเนินการได้ตามที่ให้สัญญาไว้ แหล่งมรดกโลกเชียงใหม่อาจมีความเสี่ยงที่จะถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม “มรดกโลกที่กำลังตกอยู่ในภาวะอันตราย”  ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น

เพราะมรดกโลกไม่ใช่แค่เรื่องของอดีต แต่คือการจัดการปัจจุบันเพื่อส่งต่อให้อนาคต ด้วยบริบทและเสน่ห์ที่สำคัญที่สุดของเชียงใหม่คือ การเป็น “มรดกโลกที่มีชีวิต” ที่ลมหายใจของชุมชนและโบราณสถานขับเคลื่อนไปด้วยกัน 

สิ่งแปลกปลอมทางสายตาในวันนี้ คือตัวชี้วัดสำคัญว่า เมืองเชียงใหม่มี “ระบบการบริหารจัดการ” ที่พร้อมจะปกป้องคุณค่าของตัวเองอย่างยั่งยืนในระยะยาวแล้วหรือยัง

การเร่งเคลียร์ “การบ้านข้อใหญ่” จึงไม่ใช่แค่การทำผักชีโรยหน้าเพื่อรับการตรวจ แต่คือบทพิสูจน์ความพร้อมที่แท้จริงของเมืองเชียงใหม่

เมืองมรดกโลกที่แท้จริงไม่ได้วัดกันที่เศษอิฐหรือศิลาแลงโบราณ แต่ร้อยเรียงขึ้นจากความใส่ใจของ “คนในชุมชน” ที่พร้อมจะส่งต่อคุณค่านี้ให้อยู่คู่วิถีชีวิตเมืองเชียงใหม่อย่างยั่งยืน

——————————————-

‘ทัศนียภาพเสื่อมโทรม’ เสี่ยงขัดเกณฑ์ยูเนสโก

กราฟฟิตี-ป้ายยักษ์เกลื่อนเมือง 

ผู้สื่อข่าวประชาชาติธุรกิจลงพื้นที่สำรวจสภาพแวดล้อมจริงตามเส้นทางสำคัญรอบคูเมืองเชียงใหม่ พบว่าเมืองกำลังเผชิญปัญหาความแปลกปลอมทางทัศนียภาพอย่างรุนแรง โดยเฉพาะปัญหากราฟฟิตี (Graffiti) และการพ่นสีสเปรย์ขีดเขียนสะเปะสะปะบนตู้ระบบสาธารณูปโภคและตู้ควบคุมสัญญาณจราจรริมทางเท้าสาธารณะ ซึ่งปรากฏให้เห็นอย่างหนาตาตลอดแนวคูเมือง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ตั้งอยู่บนเส้นทางเดินเท้าสาธารณะที่เป็นจุดเชื่อมโยงกับชุมชนและโบราณสถาน

กล่าวได้ว่า นี่คือทัศนียภาพเสื่อมโทรมรอบเขตคูเมือง ถือเป็นปัญหาทางกายภาพที่น่ากังวลอย่างยิ่ง เนื่องจากการพ่นสีกราฟฟิตีเหล่านั้นไม่มีลักษณะเป็นงานศิลปะ โดยปรากฏอยู่ตามผนังกำแพงเมืองเก่า อาคารร้านค้า ตู้โทรศัพท์สาธารณะ และสิ่งปลูกสร้างในเขตคูเมืองอย่างกระจัดกระจาย รอยพ่นสีเหล่านี้สร้างความรู้สึกรกสายตา ไม่สวยงาม และลดทอนคุณค่าความสง่างามของเมืองประวัติศาสตร์ลงอย่างรุนแรง 

ปัญหานี้สะท้อนให้เห็นถึงรอยรั่วในการบังคับใช้กฎหมายและการดูแลรักษาพื้นที่สาธารณะของภาครัฐ ซึ่งอาจจะขัดต่อเกณฑ์การประเมิน “ความแท้จริงและความเป็นระเบียบเรียบร้อย” ของยูเนสโกอย่างเด่นชัด ซึ่งความย้อนแย้งทางสายตานี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างคุณค่าของมรดกวัฒนธรรมยุคเก่า กับการขาดการดูแลรักษาภูมิทัศน์ร่วมสมัยในปัจจุบัน 

นอกจากนี้ ยังพบป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ (บิลบอร์ด) บดบังทัศนียภาพของเมืองโบราณบริเวณจุดแลนด์มาร์กสำคัญอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะเขตคูเมืองด้านในบริเวณประตูเชียงใหม่และประตูช้างเผือก ซึ่งเป็นสิ่งที่คณะกรรมการอิโคโมสจะต้องเดินผ่านและมองเห็นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ป้ายโฆษณา เชียงใหม่