เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ส.ภัตตาคารไทยแนะขยับเพดาน VAT เชื่อมเกษตรกร-ร้านอาหารลดต้นทุนสู้

07 พ.ย. 2568 | 06:45น.
ฐนิวรรณ กุลมงคล

ฐนิวรรณ กุลมงคล

สมาคมภัตตาคารไทย ขานรับ “คนละครึ่งพลัส” ผนึกฟู้ดดีลิเวอรี่ ช่วยปลดล็อกยอดขายร้านเล็กโต 10-20% ชี้สมรภูมิโค้งท้ายยังแข่งเดือด แนะรัฐขยับเพดาน VAT เป็น 3 ล้านบาท ดึงร้านค้าเข้าระบบระยะยาว พร้อมเชื่อมโยง “เกษตรกร-ร้านอาหาร” ช่วยผู้ประกอบการลดต้นทุนสู้ทุนต่างชาติ

นางสาวฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย กล่าวในการประชุมโต๊ะกลมที่จัดขึ้นโดย LINE MAN Wongnai เพื่อถกกระแส “คนละครึ่งพลัส” ว่า การกลับมาของโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจเรือธงอย่าง “คนละครึ่งพลัส” ในรอบนี้ ไม่เพียงแต่จะอัดฉีดเม็ดเงินมหาศาลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจฐานรากในช่วงโค้งสุดท้ายของปี

แต่ยังมาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์ครั้งสำคัญ นั่นคือการผนวกแพลตฟอร์ม “ฟู้ดดีลิเวอรี่” เข้าร่วมโครงการอย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ภาคเอกชนเรียกร้องมาโดยตลอด เนื่องจากถือเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาสำคัญที่ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน

“เพราะถ้าให้เราไปกินร้านดัง ๆ บางร้านที่อยู่ในซอยลึก หรือย่านที่ไม่มีที่จอดรถอย่างเสาชิงช้าก็คงไม่ไป แต่ถ้าใช้สิทธิผ่านดีลิเวอรี่ได้ เราก็สั่งแน่นอน” นางสาวฐนิวรรณกล่าวว่า นี่คือการปลดล็อกข้อจำกัดทางกายภาพ ที่จะช่วยให้ร้านเล็ก ร้านสตรีตฟู้ด ตลาดนัด หรือร้านในชุมชนที่อยู่ไกลจากผู้บริโภค สามารถเข้าถึงกำลังซื้อมหาศาลได้ผ่านแพลตฟอร์มดีลิเวอรี่ เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในเฟสปี 2564 ที่ยอดการใช้จ่ายพุ่งสูงขึ้นทันทีหลังเพิ่มช่องทางดีลิเวอรี่

จี้รัฐทบทวนเพดาน VAT

อย่างไรก็ตาม แม้โครงการคนละครึ่งพลัส จะช่วยร้านเล็กได้มหาศาล แต่สมาคมได้ตั้งข้อสังเกตและมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่สำคัญไปยังภาครัฐ โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง “ภาษี” โดยปัจจุบันร้านค้ารายย่อยจำนวนมากยังคงกลัวการเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เพราะกังวลว่าหากต้องบวก 7% เข้าไปในราคาอาหาร ลูกค้าอาจไม่ยอมจ่ายเนื่องจากราคาสูงขึ้น

ดังนั้น ทางสมาคมจึงเล็งเห็นว่า รัฐบาลควรใช้วิธีสร้าง Value และแรงจูงใจ โดยประเด็นที่สำคัญที่ทางสมาคมได้เสนอให้รัฐบาล คือการขยายเพดานการเข้าระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม จากเดิมที่กำหนดไว้ 1.8 ล้านบาทต่อปี ขยับขึ้นไปเป็น 3 ล้านบาทต่อปี

“แม้รัฐบาลอาจคาดหวังว่าโครงการนี้จะช่วยกวาดผู้ประกอบการที่มีรายได้แตะ 1.8 ล้านบาทเข้าระบบภาษีได้มากขึ้น แต่ในความเป็นจริงสมาคมเชื่อว่าอาจจะเป็นไปได้ยาก เพราะข้อดีของการยังไม่เข้าระบบ VAT สำหรับร้านเล็กก็ยังคงมีอยู่”

ดังนั้น กว่าผู้ประกอบการจะเข้าใจว่าการเข้าสู่ระบบภาษีมีประโยชน์ต่อตัวเขาอย่างไรก็อาจจะช้า ซึ่งทางสมาคมเชื่อว่าหากรัฐบาลพิจารณาขยายฐานภาษีออกไปโดยเฉพาะในโครงการคนละครึ่งเฟส 2 (หากมี) อาจจะทำให้รัฐบาลได้ฐานภาษีที่ใหญ่ขึ้นในอนาคตก็เป็นได้ เพราะผู้ประกอบการมีเวลาในการปรับตัว

ตลาดอาหารยังแข่งเดือด

นางสาวฐนิวรรณกล่าวว่า สำหรับในแง่สถานการณ์การแข่งขันช่วงปลายปี เบื้องต้นประเมินว่าจะรุนแรงอย่างแน่นอน ทั้งกลุ่มร้านเล็ก 600,000 ราย ที่ต้องแย่งชิงเม็ดเงินก้อนใหญ่จากโครงการคนละครึ่งพลัส ที่รัฐบาลอัดฉีด 44,000 ล้านบาท รวมถึงกลุ่มร้านที่รับอานิสงส์ “เที่ยวดีมีคืน” ซึ่งคาดว่าจะกระตุ้นการใช้จ่ายได้อีกนับแสนล้านบาท

โดยทางสมาคมประเมินภาพรวมตลาดร้านอาหารปี 2568 ไว้ที่ประมาณ 6.4 แสนล้านบาท แต่เมื่อมีมาตรการกระตุ้นเหล่านี้เข้ามา คาดว่าจะผลักดันให้ตลาดทะลุ 7 แสนล้านบาทได้อย่างแน่นอน

ส่วนปรากฏการณ์ร้านอาหารปิดตัว และเปิดใหม่ เบื้องต้นมองว่าร้านเล็กนั้นปิดง่าย เปิดง่ายอยู่แล้ว เมื่อเห็นเม็ดเงินกระตุ้นในช่วงปลายปีซึ่งเป็นฤดูกาลใช้จ่าย ก็คาดว่าจะดึงดูดให้ผู้เล่นรายเล็กกลับเข้ามาในตลาดอีกครั้ง โดยคาดว่าอัตราการเติบโตจะสอดคล้องกับที่แพลตฟอร์ม LINE MAN Wongnai ที่ประเมินไว้คือราว 10-20%

เชื่อม “เกษตรกร-ร้านอาหาร”

นางสาวฐนิวรรณยังกล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า โครงการ “คนละครึ่งพลัส” เป็นเพียงสเตียรอยด์ที่ทำให้มีความสุข 2 เดือน แต่รัฐบาลยังมีภาระต้องทำในส่วนอื่น ๆ ทั้งการส่งออก อสังหาริมทรัพย์ และการท่องเที่ยว เพื่อให้เศรษฐกิจภาพรวมฟื้นตัวจริง ความท้าทายในวันนี้คือ ร้านอาหารไทยไม่ได้แข่งกันเองอีกต่อไป แต่ต้องแข่งขันกับทุนต่างชาติที่รุกเข้ามาในตลาด ขณะที่สายป่านของผู้ประกอบการไทยอาจไม่ยาวเท่า

ดังนั้น หัวใจสำคัญคือ ร้านอาหารต้องมีความยั่งยืนด้วยตัวเอง โดยทางสมาคมได้พยายามเสนอแนวทางการบูรณาการ 2 กระทรวง คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์ ให้เข้ามาเชื่อมโยงร้านอาหาร โรงแรม ที่เป็นผู้ซื้อ ให้สามารถพบกับเกษตรกรที่เป็นผู้ผลิตได้โดยตรง โดยที่ไม่ต้องผ่านคนกลาง เพื่อลดต้นทุนและสร้างความยั่งยืนให้ทั้งระบบ

“ตอนนี้มี ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานหอการค้าไทย พยายามผลักดันเรื่องนี้อยู่ หากทำสำเร็จ ต้นทุนจะลดลงไปมาก เกษตรกรได้ราคาดี เพราะต้นทุนขนส่งเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ต้นทุนอาหารสูงขึ้น ถ้ารัฐบาลใส่ใจและทำเรื่องนี้ได้ ก็จะช่วยให้ผู้ประกอบการร้านอาหารอยู่รอดได้อย่างยั่งยืน มากกว่าการรอรับเงินอุดหนุนเพียงอย่างเดียว” นางสาวฐนิวรรณกล่าว